“อนุทิน”ย้ำนโยบายเร่งด่วน แก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจระยะสั้น ยืนยันไม่มีมีแผนเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาในเร็วๆ นี้ สั่งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ลุยถก ส.อ.ท.
ขณะนี้รอให้บริหารราชการแผ่นดินได้ก่อน ซึ่งยืนยันว่าพร้อมดำเนินการทันที ส่วนในรายละเอียด โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งนั้นจะให้นายเอกนิติ เป็นผู้ชี้แจงต่อประชาชน โดยเมื่อดำเนินการเข้ามาบริหารประเทศเต็มตัวจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้เร็วที่สุด” นาย อนุทิน กล่าวประธาน ส.
อ.ท.กล่าวว่า ส.อ.ท.เสนอแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย 1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐและสงครามการค้าที่ยังต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะในรายละเอียดเรื่อง Local Content ว่าจะใช้มาตรฐานใด และอุตสาหกรรมใดที่ทำได้ และอุตสาหกรรมใดที่ทำไม่ได้ รวมถึงจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือสำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหากเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection ก่อน และหากพบการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ ดังนั้น ส.อ.ท.จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัวเพื่อปรับซัพพลายเชนของไทยให้ยืดหยุ่นและทันสมัย พร้อมเน้นย้ำมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศและส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ 2.การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งไหลของสินค้าราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด ซึ่งไทยโดนมากที่สุด และกระทบกับ SME จำนวนมาก โดยคาดว่าหากสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินการต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อกลุ่ม SME เพิ่มขึ้นจาก 24 กลุ่ม เป็น 30 กลุ่ม แต่ก็เชื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าว นายกฯ น่าจะเข้าใจดี “ปัจจุบัน SME เปราะบางที่สุด และมีปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนสูงกว่า 90% ของ GDP โดยเดือนมิ.ย. 2568 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท จึงอยากให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เช่น การดำเนินการการแฮร์คัท การขยายวงเงินให้ SME มากขึ้นหรือไม่”3.การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชน ซึ่งวันนี้ผู้ประกอบการประสบปัญหาต้นทุนราคาพลังงานที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะต้องลดราคาพลังงานลงให้ได้ ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยกับการแยกสัดส่วนการใช้แก๊ส โดยให้เอกชนใช้ก๊าซนำเข้าราคาสูงแม้จะแก้ปัญหาค่าไฟ ทั้งนี้ ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้เสร็จภายในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติสิ่งแวดล้อมด้วยราคาที่เป็นธรรมและมีความมั่นคงด้านพลังงาน และเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ4.การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้งเสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา
อนุทิน กรุงเทพธุรกิจ บาทแข็ง Economicwealth
