บทความพิเศษ รศ. ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ ผศ.
เกือบ 3 ปีที่ผ่านมาหลังบริษัท OpenAI เปิดตัว ChatGPT ซึ่งเป็น Generative AI แรก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ก็ก้าวรุกเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล การสื่อสาร การทำงาน และการใช้ชีวิตทั่วไปในโลกดิจิทัล สำหรับสังคมไทย ภาคการศึกษาก็หนีไม่พ้นกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะอาจารย์มหาวิทยาลัยในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้และผู้สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ เพราะข้อมูลและความรู้แบบสำเร็จรูปผลิตได้จากระบบ AI เพียงคลิกเดียว บทบาทของอาจารย์ถูกตั้งคำถามว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และจะต้องปรับตัวอย่างไรจึงจะยังคงความสำคัญในโลกแห่งการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดหย่อน อดีต อาจารย์ถูกมองว่าเป็นผู้ครอบครองความรู้ ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากตำราสู่ห้องเรียน แต่ในยุค AI ความรู้ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ผู้สอน นักศึกษาสามารถถามคำถามกับ ChatGPT หรือระบบอัจฉริยะอื่น ๆ และได้รับคำตอบภายในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้น อาจารย์ต้องปรับบทบาทจากผู้บรรยายมาเป็นผู้อำนวยความรู้ ทำหน้าที่กระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถาม ฝึกคิดเชิงวิพากษ์ และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้มา เพราะแม้ AI จะมีความสามารถสูง แต่ก็ไม่อาจแทนที่การตีความเชิงลึกและการเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมวัฒนธรรม ความท้าทายอีกประการที่อาจารย์เผชิญคือ การปรับหลักสูตรและวิธีการสอนให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ การใช้ AI สามารถช่วยสร้างโจทย์ที่ปรับตามระดับผู้เรียน ตรวจงานนักศึกษาเบื้องต้น หรือสร้างแบบจำลองการเรียนรู้เฉพาะบุคคล แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความเข้าใจและการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ ของอาจารย์ด้วย แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้อาจารย์จำนวนมากรู้สึกว่าต้องเร่งพัฒนาทักษะเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างทางดิจิทัลระหว่างตนเองกับนักศึกษา การพัฒนาทักษะใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลท่วมท้น อาจารย์ต้องมีทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล ไม่เพียงแต่รู้จักใช้ AI แต่ต้องรู้จักตั้งคำถามต่อคำตอบที่ได้มา รู้จักตรวจสอบแหล่งที่มา และรู้จักแยกแยะว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นอกจากนี้ อาจารย์ยังต้องมีทักษะการออกแบบการเรียนรู้ที่ผสมผสาน AI อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้นักศึกษาใช้ AI เป็นเครื่องมือ และที่สำคัญใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่กระตุ้นการคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหา เช่นเดียวกนทักษะการวิจัยก็ต้องได้รับการปรับให้สอดคล้องกับยุค AI เพราะแม้ AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ แต่การตีความผลลัพธ์ยังต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกและกรอบแนวคิดทางวิชาการของมนุษย์เท่านั้น ในด้านของการยอมรับ AI พบว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยมีความตื่นตัวสูง หลายคนมองว่า AI ช่วยแบ่งเบาภาระงานเอกสาร ทำให้มีเวลาไปพัฒนางานวิจัยและสอนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ AI ตรวจข้อสอบอัตโนมัติ การสร้างบทเรียนเสริมที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน หรือการวิเคราะห์แนวโน้มการเรียนของนักศึกษาเพื่อปรับปรุงการสอนให้ตรงจุดยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับการยอมรับนี้ยังไม่เท่าเทียมกัน อาจารย์รุ่นใหม่สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมักเปิดรับ AI ได้รวดเร็วกว่า ขณะที่อาจารย์สายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์บางส่วนยังคงกังวล เพราะกลัวว่าความซับซ้อนเชิงคุณภาพของงานวิชาการจะถูกลดทอนหากพึ่งพา AI มากเกินไป ความกังวลสำคัญที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการใช้ AI มีหลายประเด็น ประการแรกคือ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เนื่องจาก AI อาจสร้างข้อมูลที่ผิดพลาดหรือแต่งเติมสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หากนักศึกษานำไปใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ ประการที่สองคือ การละเมิดลิขสิทธิ์และการลอกเลียนผลงาน เมื่อ AI สามารถสร้างเรียงความหรือรายงานที่ดูเหมือนสมบูรณ์ได้ในเวลาอันสั้น นักศึกษาอาจหันมาใช้ AI แทนการคิดด้วยตนเอง ซึ่งทำให้การประเมินผลการเรียนรู้ขาดความหมาย ประการที่สามคือ ความเสมอภาคในการเข้าถึง เนื่องจากไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่มีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตคุณภาพสูง การนำ AI มาใช้จึงอาจสร้างช่องว่างทางการศึกษา และสุดท้ายคือผลกระทบต่ออัตลักษณ์วิชาชีพครู เมื่อเครื่องมืออัจฉริยะสามารถสร้างสื่อการสอนหรือแม้แต่ตอบคำถามแทนอาจารย์ได้ บางคนก็อดกังวลไม่ได้ว่าความเป็นครูจะถูกลดทอนลงไป ท่ามกลางความท้าทายมากมาย อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างก็มีความคาดหวังต่อสถาบันของตนเอง มหาวิทยาลัยไม่ควรปล่อยให้อาจารย์แต่ละคนต้องเรียนรู้และปรับตัวตามลำพัง แต่ควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและกำกับทิศทางอย่างจริงจัง อาจารย์จำนวนมากเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยจัดอบรมและเวิร์กช็อปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในการใช้ AI รวมทั้งควรมีศูนย์กลางทรัพยากร AI ที่เปิดให้อาจารย์เข้าถึงเครื่องมือและคำแนะนำได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI ทั้งในการเรียนการสอนและงานวิจัย เพื่อป้องกันการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ และที่สำคัญคือการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุม ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มกลางที่ปลอดภัย เมื่อพิจารณาผลลัพธ์จากการใช้ AI ในการยกระดับการเรียนการสอน จะพบว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอาจารย์ งานเอกสาร งานตรวจสอบเบื้องต้น หรือการจัดทำสื่อการสอนที่เคยใช้เวลามาก สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นด้วย AI ทำให้อาจารย์มีเวลามากขึ้นในการทำวิจัยและพัฒนาตนเอง อีกทั้ง AI ยังช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา โดยสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ดีกว่าเดิม นักศึกษาที่เรียนช้าอาจได้รับบทเรียนเสริมเฉพาะบุคคล ขณะที่นักศึกษาที่เรียนเร็วก็ได้รับความท้าทายที่เหมาะสม นอกจากนี้ AI ยังช่วยขยายขอบเขตการเรียนรู้ไปไกลกว่าห้องเรียน นักศึกษาและอาจารย์สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและเครื่องมือจากทั่วโลก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น การนำ AI มาใช้ยังเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษา เช่น หลักสูตรใหม่ ๆ เกี่ยวกับความรู้เท่าทัน AI จริยธรรมในการใช้ AI หรือการประยุกต์ AI ในงานวิจัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการศึกษากำลังก้าวเข้าสู่โครงสร้างใหม่ที่ต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง กล่าวโดยสรุป AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบอุดมศึกษา อาจารย์ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว พัฒนาทักษะใหม่ และมองเห็น AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมพลังมากกว่าที่จะแทนที่ ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเองก็ต้องสร้างระบบสนับสนุนและนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้การใช้ AI เกิดประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบด้านลบให้น้อยที่สุด การยอมรับและใช้ AI อย่างมีสติ ตระหนักถึงทั้งโอกาสและความเสี่ยง จะทำให้การศึกษาไทยก้าวทันโลกและยังคงรักษาคุณค่าแห่งความเป็นครูไว้ได้ในยุคสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน.
เกือบ 3 ปีที่ผ่านมาหลังบริษัท OpenAI เปิดตัว ChatGPT ซึ่งเป็น Generative AI แรก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ก็ก้าวรุกเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล การสื่อสาร การทำงาน และการใช้ชีวิตทั่วไปในโลกดิจิทัล สำหรับสังคมไทย ภาคการศึกษาก็หนีไม่พ้นกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะอาจารย์มหาวิทยาลัยในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้และผู้สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ เพราะข้อมูลและความรู้แบบสำเร็จรูปผลิตได้จากระบบ AI เพียงคลิกเดียว บทบาทของอาจารย์ถูกตั้งคำถามว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และจะต้องปรับตัวอย่างไรจึงจะยังคงความสำคัญในโลกแห่งการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดหย่อน อดีต อาจารย์ถูกมองว่าเป็นผู้ครอบครองความรู้ ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากตำราสู่ห้องเรียน แต่ในยุค AI ความรู้ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ผู้สอน นักศึกษาสามารถถามคำถามกับ ChatGPT หรือระบบอัจฉริยะอื่น ๆ และได้รับคำตอบภายในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้น อาจารย์ต้องปรับบทบาทจากผู้บรรยายมาเป็นผู้อำนวยความรู้ ทำหน้าที่กระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถาม ฝึกคิดเชิงวิพากษ์ และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้มา เพราะแม้ AI จะมีความสามารถสูง แต่ก็ไม่อาจแทนที่การตีความเชิงลึกและการเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมวัฒนธรรม ความท้าทายอีกประการที่อาจารย์เผชิญคือ การปรับหลักสูตรและวิธีการสอนให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ การใช้ AI สามารถช่วยสร้างโจทย์ที่ปรับตามระดับผู้เรียน ตรวจงานนักศึกษาเบื้องต้น หรือสร้างแบบจำลองการเรียนรู้เฉพาะบุคคล แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความเข้าใจและการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ ของอาจารย์ด้วย แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้อาจารย์จำนวนมากรู้สึกว่าต้องเร่งพัฒนาทักษะเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างทางดิจิทัลระหว่างตนเองกับนักศึกษา การพัฒนาทักษะใหม่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลท่วมท้น อาจารย์ต้องมีทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล ไม่เพียงแต่รู้จักใช้ AI แต่ต้องรู้จักตั้งคำถามต่อคำตอบที่ได้มา รู้จักตรวจสอบแหล่งที่มา และรู้จักแยกแยะว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นอกจากนี้ อาจารย์ยังต้องมีทักษะการออกแบบการเรียนรู้ที่ผสมผสาน AI อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้นักศึกษาใช้ AI เป็นเครื่องมือ และที่สำคัญใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่กระตุ้นการคิดเชิงวิเคราะห์และการแก้ปัญหา เช่นเดียวกนทักษะการวิจัยก็ต้องได้รับการปรับให้สอดคล้องกับยุค AI เพราะแม้ AI จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ แต่การตีความผลลัพธ์ยังต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกและกรอบแนวคิดทางวิชาการของมนุษย์เท่านั้น ในด้านของการยอมรับ AI พบว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยมีความตื่นตัวสูง หลายคนมองว่า AI ช่วยแบ่งเบาภาระงานเอกสาร ทำให้มีเวลาไปพัฒนางานวิจัยและสอนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ AI ตรวจข้อสอบอัตโนมัติ การสร้างบทเรียนเสริมที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน หรือการวิเคราะห์แนวโน้มการเรียนของนักศึกษาเพื่อปรับปรุงการสอนให้ตรงจุดยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับการยอมรับนี้ยังไม่เท่าเทียมกัน อาจารย์รุ่นใหม่สายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมักเปิดรับ AI ได้รวดเร็วกว่า ขณะที่อาจารย์สายสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์บางส่วนยังคงกังวล เพราะกลัวว่าความซับซ้อนเชิงคุณภาพของงานวิชาการจะถูกลดทอนหากพึ่งพา AI มากเกินไป ความกังวลสำคัญที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการใช้ AI มีหลายประเด็น ประการแรกคือ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เนื่องจาก AI อาจสร้างข้อมูลที่ผิดพลาดหรือแต่งเติมสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หากนักศึกษานำไปใช้อย่างไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ ประการที่สองคือ การละเมิดลิขสิทธิ์และการลอกเลียนผลงาน เมื่อ AI สามารถสร้างเรียงความหรือรายงานที่ดูเหมือนสมบูรณ์ได้ในเวลาอันสั้น นักศึกษาอาจหันมาใช้ AI แทนการคิดด้วยตนเอง ซึ่งทำให้การประเมินผลการเรียนรู้ขาดความหมาย ประการที่สามคือ ความเสมอภาคในการเข้าถึง เนื่องจากไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่มีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตคุณภาพสูง การนำ AI มาใช้จึงอาจสร้างช่องว่างทางการศึกษา และสุดท้ายคือผลกระทบต่ออัตลักษณ์วิชาชีพครู เมื่อเครื่องมืออัจฉริยะสามารถสร้างสื่อการสอนหรือแม้แต่ตอบคำถามแทนอาจารย์ได้ บางคนก็อดกังวลไม่ได้ว่าความเป็นครูจะถูกลดทอนลงไป ท่ามกลางความท้าทายมากมาย อาจารย์มหาวิทยาลัยต่างก็มีความคาดหวังต่อสถาบันของตนเอง มหาวิทยาลัยไม่ควรปล่อยให้อาจารย์แต่ละคนต้องเรียนรู้และปรับตัวตามลำพัง แต่ควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและกำกับทิศทางอย่างจริงจัง อาจารย์จำนวนมากเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยจัดอบรมและเวิร์กช็อปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในการใช้ AI รวมทั้งควรมีศูนย์กลางทรัพยากร AI ที่เปิดให้อาจารย์เข้าถึงเครื่องมือและคำแนะนำได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI ทั้งในการเรียนการสอนและงานวิจัย เพื่อป้องกันการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์ และที่สำคัญคือการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุม ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มกลางที่ปลอดภัย เมื่อพิจารณาผลลัพธ์จากการใช้ AI ในการยกระดับการเรียนการสอน จะพบว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดคือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอาจารย์ งานเอกสาร งานตรวจสอบเบื้องต้น หรือการจัดทำสื่อการสอนที่เคยใช้เวลามาก สามารถทำได้รวดเร็วขึ้นด้วย AI ทำให้อาจารย์มีเวลามากขึ้นในการทำวิจัยและพัฒนาตนเอง อีกทั้ง AI ยังช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา โดยสร้างรูปแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ดีกว่าเดิม นักศึกษาที่เรียนช้าอาจได้รับบทเรียนเสริมเฉพาะบุคคล ขณะที่นักศึกษาที่เรียนเร็วก็ได้รับความท้าทายที่เหมาะสม นอกจากนี้ AI ยังช่วยขยายขอบเขตการเรียนรู้ไปไกลกว่าห้องเรียน นักศึกษาและอาจารย์สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและเครื่องมือจากทั่วโลก ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น การนำ AI มาใช้ยังเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษา เช่น หลักสูตรใหม่ ๆ เกี่ยวกับความรู้เท่าทัน AI จริยธรรมในการใช้ AI หรือการประยุกต์ AI ในงานวิจัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการศึกษากำลังก้าวเข้าสู่โครงสร้างใหม่ที่ต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง กล่าวโดยสรุป AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบอุดมศึกษา อาจารย์ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว พัฒนาทักษะใหม่ และมองเห็น AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมพลังมากกว่าที่จะแทนที่ ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเองก็ต้องสร้างระบบสนับสนุนและนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้การใช้ AI เกิดประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบด้านลบให้น้อยที่สุด การยอมรับและใช้ AI อย่างมีสติ ตระหนักถึงทั้งโอกาสและความเสี่ยง จะทำให้การศึกษาไทยก้าวทันโลกและยังคงรักษาคุณค่าแห่งความเป็นครูไว้ได้ในยุคสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
AI ไม่ได้มาแทนที่คน: โอกาสและความท้าทายในตลาดแรงงานไทยJobsdb by SEEK เผยรายงาน HCB Report 2025 ชี้ AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานไทยและทั่วโลก โดยไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่เป็นเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพการทำงาน ผู้ประกอบการ 65% ให้ความสำคัญกับทักษะ AI ของผู้สมัคร และ 34% นำ AI มาใช้ในการสรรหาบุคลากร การเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่ AI เลียนแบบไม่ได้ เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต
Read more »
xAI เปิดให้รัฐบาลสหรัฐใช้งานปีละ 9 บาท สู่อนาคตแห่ง AI ราคาประหยัดxAI ของอีลอน มัสก์ เสนอ Grok ให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้เพียง 42 เซนต์ พร้อมสิทธิพิเศษด้านวิศวกร ช่วยผลักดันระบบราชการยุค AI มุ่งสู่ AI ราคาถูกทั่วโลกในอนาคต
Read more »
รีวิว Samsung Galaxy Buds3 FE รุ่นไม่แพง! แต่คุณสมบัติพรีเมี่ยมใครกำลังอยากได้หูฟังงบไม่ถึง 5,000 บาท ที่เก่งเกินตัวเพราะมี AI, การตัดเสียงรบกวน (ANC) และดีไซน์ที่ใส่สบาย พบกับ Samsung Galaxy Buds3 FE
Read more »
Fermi America เตรียมเปิดตัว REIT ศูนย์ข้อมูล AI มูลค่า 13 พันล้านดอลลาร์: นักลงทุนควรคาดหวังอะไร?Fermi America ซึ่งเป็นโครงการศูนย์ข้อมูล AI ใหม่ กำลังเตรียมเปิดตัวสู่สาธารณชนในฐานะ REIT โดยมีมูลค่าประมาณ 13 พันล้านดอลลาร์ บทความนี้สำรวจความแตกต่างระหว่าง REITs ศูนย์ข้อมูลและหุ้นเทคโนโลยี AI โดยเน้นถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทน และข้อควรพิจารณาสำหรับนักลงทุน
Read more »
เผยผลวิจัย ChatGPT เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้ทั่วโลก นักสื่อสารองค์กรต้องเร่งปรับตัวสู่ยุค AIผลวิจัย OpenAI และ NBER ชี้ ผู้ใช้กว่า 700 ล้านคนทั่วโลกหันมาใช้ ChatGPT เป็น “ผู้ช่วยคิดและตรวจแก้” มากกว่าผู้ผลิตเนื้อหา นักสื่อสารควรพัฒนา Prompt Engineering และกลยุทธ์ AEO เพื่อตอบโจทย์ยุค AI การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในแทบทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะงานสื่อสารและการตลาดองค์กร...
Read more »
มหาเศรษฐี AI วัย 28 แนะเด็กรุ่นใหม่ เร่งฝึก “เขียนโค้ดด้วย AI” แล้วอนาคตคุณจะเป็นหัวแถวAlexandr Wang มหาเศรษฐี AI วัย 28 ปี ผู้ก่อตั้ง Scale AI ยูนิคอร์นมูลค่า 29,000 ล้านดอลลาร์ ที่ปัจจุบันเพิ่งถูก Mark Zuckerberg ดึงตัวไปทำงานที่ Meta
Read more »
