ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) คาดต […]
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ คาดตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจปรับตัวลงในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า จากมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างแพง และได้รับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจปรับตัวแตะ 4.3-4.5% ในไตรมาส 2/2567 แนะทยอยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ถือเงินสดรอเข้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ 10 เม.
ย. 2567 – นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ยังคงแนะนำให้นักลงทุนทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะในช่วง 1-2 เดือนหลังจากนี้ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสปรับตัวลดลงจากมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นกดดันราคาหุ้น พร้อมทั้งแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดรอเข้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้มองว่า ในไตรมาส 2/2567 นี้ Bond yield พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะกลับมาเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.3-4.5% ตามปริมาณพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นหลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีแผนที่จะออกพันธบัตรระยะยาวมาขายในตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 2 นี้ ประกอบกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจจะกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะสั้นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต ซึ่งพลิกกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือน ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาด และส่งสัญญาณเร่งตัวขึ้น รวมถึงตัวเลขการจ้างงานที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งชี้ว่าเงินเฟ้อโดยเฉพาะในภาคบริการของสหรัฐฯ อาจมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้นต่อจากนี้ ” นายคมศร กล่าว ทั้งนี้ จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวอาจเป็นอุปสรรคต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีนี้โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ประเมินว่า Fed มีแนวโน้มที่จะชะลอการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นในช่วงไตรมาส 3 และอาจลดดอกเบี้ยเพียงสองครั้งในปี 2567 นอกจากนั้น Fed อาจปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้ Bond yield ในตลาดยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อไปในระยะสั้น นายคมศรกล่าวว่า จาก Bond yield ที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่องไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ซื้อขายที่ระดับ P/E ที่ค่อนข้างแพงมากในปัจจุบัน โดยอัตราส่วนราคาหุ้นต่อคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น ของ S&P500 ที่เหมาะสม โดยใช้ Regression Model ซึ่งประกอบด้วย 3 ตัวแปร ได้แก่ ระดับ Bond yield, ขนาดงบดุลของ Fed และคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งแบบจำลองของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ชี้ว่าค่า P/E เหมาะสมอยู่ที่ราว 18 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่า P/E ของ S&P500 ในปัจจุบันที่ 21 เท่า และค่า P/E ที่ไม่รวมหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ที่ 19 เท่า ซึ่งชี้ว่าการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา มาจากการเพิ่มขึ้นของหุ้นไม่กี่ตัว ทำให้ตลาดหุ้นค่อนข้างเปราะบางต่อปัจจัยที่จะกระทบในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะปรับฐานลงในช่วง 1-2 เดือนนี้
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ดาวโจนส์ปิดร่วง 190.89 จุด หลังแรงขายหุ้นเทคโนโลยีกดดันตลาดดาวโจนส์ปิดร่วง 190.89 จุด หลังแรงขายหุ้นเทคโนโลยีกดดันตลาด เผยตลอดทั้งสัปดาห์ดาวโจนส์ลดลง 0.02% S&P500 ลดลง 0.1% และ Nasdaq ลดลง 0.7% ระบุตลาดจะจับตาการประชุมเฟดจับสัญญาณดอกเบี้ย
Read more »
ชี้เป้า 12 หุ้นเด่น แนะสะสมรับโอกาส'วินโดว์ เดรสซิ่ง'บล.ทิสโก้ คาดช่วงก่อนสิ้นงวดไตรมาสแรก ตลาดหุ้นมีโอกาสถูกทำ Window Dressing ของนักลงทุนสถาบัน ยกสถิติผลตอบแทนไตรมาส 1 สูงเฉลี่ย 1.2% คัด 12 หุ้นบิ๊กแคปเป้าหมาย ราคาถูก อัพไซด์เปิดกว้าง
Read more »
คุก 15 วัน ปรับ 500 แหม่มถีบสาวท้อง ลุ้นถอนวีซ่าสุราษฎร์ธานี - จำคุก 15 วัน ปรับ 500 บาท แหม่รัสเซียถีบสาวท้อง 8 เดือน โทษจำคุกรอลงอาญา 1 ปี ลุ้นต่อ ตม.ถอนวีซ่าหรือไม่
Read more »
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเกือบทรงตัว ไร้ปัจจัยหนุนต่อหลังเฟดคงนโยบายดอกเบี้ยตลาดหุ้นสหรัฐ เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในวันศุกร์ แต่ดัชนี S&p 500 มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นสูงสุดรายสัปดาห์ของปี 2024 หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้ติดอยู่กับการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยสามครั้งภายในสิ้นปี
Read more »
ตลาดหุ้นสหรัฐยังบวกต่อ S&P 500 ทำสถิติปิด Q1 ดีที่สุดตั้งแต่ปี 2019ตลาดหุ้นสหรัฐปิดในแดนบวกส่งท้ายไตรมาสแรกของปี S&P 500 ปิดตลาดในสัปดาห์ด้วยการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบห้าปี เนื่องจากนักลงทุนมองข้อมูลเศรษฐกิจชุดล่าสุดในขณะที่รอค่าเงินเฟ้อครั้งต่อไป
Read more »
ตลาดหุ้นสหรัฐ All Time High แล้วยังมีโอกาสลงทุนอะไรในสหรัฐ?ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงร้อนแรงจนถึงปัจจุบัน โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2023 หุ้นเทคโนโลยีให้ผลตอบแทนถึง 68% (ณ กลางเดือน ก.พ. 2024) มากกว่าดัชนี S&P 500 ซึ่งอยู่ที่ 32%
Read more »
