รายงานฉบับนี้ยังแนะนำรัฐบาลอิสราเอลปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ จากเดิมที่เน้นการป้องกัน เป็นการใช้นโยบายเชิงรุกมากขึ้น
รายงานฉบับนี้ยังแนะนำรัฐบาล อิสราเอล ปรับเปลี่ยน ยุทธศาสตร์ จากเดิมที่เน้นการป้องกัน เป็นการใช้นโยบายเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการจัดสรรงบประมาณกลาโหมประมาณ 70% ให้กับปฏิบัติการโจมตีต่าง ๆ และปรับพิ่มงบประมาณด้านการ ทหาร สำหรับปี 2025 อีก 9 พันล้านเชคเกล หรือ 9 หมื่นล้านบาท เป็น 123,000 ล้านเชคเกล หรือกว่า 1 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ คณะกรรมการดังกล่าวยังเสนอให้เพิ่มงบประมาณด้านการ ทหาร ปีละ 15,000 ล้านเชคเกลหรือราว 140,000 ล้านบาท ไปจนถึงปี 2030 เพื่อสร้างหลักประกันว่ากองกำลังป้องกัน อิสราเอล (IDF)
จะมีความพร้อมรับมือกับความท้าทายจากตุรกี และภัยคุกคามอื่น ๆ ในระดับภูมิภาค ขณะที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูยอมรับว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีกลุ่มอำนาจใหม่เกิดขึ้นในภูมิภาค อิสราเอลจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นอกเหนือจากอิหร่านที่เป็นภัยคุกคามมาก่อนหน้านี้แล้ว สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและตุรกีเริ่มตึงเครียดนับตั้งแต่การเปิดฉากสงครามกวาดล้างกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา เมื่อเดือน ต.ค. 2023 โดยประธานาธิบดี เรเจป เตย์ยิป แอร์โดอัน ผู้นำตุรกี วิจารณ์ว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมทั้งประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ความสำเร็จของกลุ่มฮายัต ทาห์รี อัล-ชาม (HTS) ในการโค่นล้มรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด ของซีเรีย ยังปูทางไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างซีเรียและตุรกี โดยรัฐบาลแอร์โดอันสัญญาว่า จะให้ความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูประเทศ รวมทั้งร่วมมือกันปราบปรามกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ซึ่งใช้ซีเรียเป็นฐานสำหรับการต่อสู้กับตุรกีเพื่อแบ่งแยกดินแดน ในขณะที่อิสราเอลได้ส่งเครื่องบินโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในซีเรีย โดยอ้างว่าเพื่อทำลายที่ตั้งทางทหารและคลังเก็บอาวุธ รวมทั้งส่งกำลังทางทหารยึดเขตกันชนของที่ราบสูงโกลัน ซึ่งถูกขีดเส้นแบ่งไว้ตามข้อตกลงหยุดยิงกับซีเรียเมื่อปี 197
อิสราเอล ทหาร ยุทธศาสตร์ ตุรกี ซีเรีย
