ย้อนเรื่องราวโครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เฟส ไฮไลต์สำคัญ ผลลัพธ์การกระตุ้นเศรษฐกิจ สู่การนำพาโครงการ 'คนละครึ่งพลัส'
คึกคักต้อนรับปลายปี เห็นทีจะหนีไม่พ้น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ภายใต้กรอบวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นขอชวนย้อนรอย โครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เวอร์ชันที่ผ่านมา มีสูตรความสำเร็จอะไร และโครงการดังกล่าวสร้างประโยชน์ด้านใดให้กับประชาชนกันบ้างโครงการคนละครึ่ง ถือกำเนิดตัดสายสะดือเมื่อราวปี 2563 ในสมัยรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยเหตุที่มาของสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด – 19 ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจทรงตัว และเพื่อต้องการแบ่งเบา “ภาระ” ของประชาชน จึงนำมาซึ่งโครงการชื่อ “คนละครึ่ง” โดยมีคอนเซปต์ง่าย ๆ คือกว่าจะปัง “คนละครึ่ง” ผ่านปัญหาพัง ๆ มาไม่น้อย เพราะเป็นของใหม่ จึงเกิดปัญหาเชิงเทคนิคขึ้นหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการ “ยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ” ผ่านแอปพลิเคชันทั้ง “ ” และ “ถุงเงิน” รวมไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายออนไลน์ หรือ Mobile Payment ที่ถือว่าเป็น “ของใหม่” สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ในเวลานั้น ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากได้เป็นอย่างดีแล้ว คุณูปการสำคัญอีกประการหนึ่งที่สะท้อนได้จากโครงการคนละครึ่ง นั่นคือ คนไทยส่วนใหญ่เริ่มปรับพฤติกรรมหันมาใช้จ่ายผ่าน Mobile Banking รวมถึงมีการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นอย่างชัดเจนโครงการคนละครึ่ง เริ่มต้นครั้งแรกในเดือนตุลาคม พ.
ศ. 2563 ก่อนจะดำเนินโครงการเพิ่มเติมต่อมาจนถึงเฟสที่ 5 และสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคม 2565 กินระยะเวลาราว 2 ปี ใช้งบประมาณตลอดทั้ง 5 เฟส รวมทั้งสิ้นราว 208,400 ล้านบาท ในแต่ละเฟสมีไฮไลต์ที่น่าสนใจดังนี้ มีจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ 9.98 ล้านคน ให้วงเงินใช้จ่ายสูงสุด 3,000 บาทต่อคน ผลลัพธ์คือ มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 968,000 ร้าน มียอดใช้จ่ายรวมกว่า 42,044 ล้านบาท เป็นช่วงขยายโครงการจากเฟสแรกสู่เฟสสอง โดยเปิดให้ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมลงทะเบียนเพิ่มเติมอีก 5 ล้านสิทธิ์ เน้นร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และแผงลอยที่ไม่มีหน้าร้านเข้าร่วม โครงการคนละครึ่งเฟสสองมีผู้ใช้สิทธิ์กว่า 14.79 ล้านคน และใช้งบประมาณราว 20,300 ล้านบาท ไฮไลต์สำคัญ คือ เพิ่มวงเงิน 4,500 บาทต่อคน และขยายผู้ประกอบการจากร้านค้าทั่วไป ไปสู่ผู้ประกอบการรถส่งสาธารณะ รวมถึงธุรกิจประเภทบริการ อาทิ นวด สปา ทำผม และบริการ Food Delivery Platform เฟสนี้มีผู้ใช้สิทธิ์สูงสุดถึง 26.34 ล้านคน มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 221,109.8 ล้านบาท จากการตอบรับที่ดี ทำให้โครงการคนละครึ่งเฟส 3 ได้รับการยกย่องให้เป็นโครงการที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุดประจำปี 2564 จากการสำรวจของกรุงเทพโพลล์อีกด้วย เป็นโครงการส่วนต่อขยายจากเฟส 3 เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงต้นปี 2565 โดยเพิ่มวงเงินจากเฟส 3 อีก 1,200 บาทต่อคน โครงการคนละครึ่งเฟส 4 มีผู้ใช้สิทธิ์ราว 26.27 ล้านคน เป็นเฟสสุดท้ายของโครงการในช่วงเวลานั้น หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยเพิ่มวงเงินให้ 800 บาทต่อคน มีผู้ใช้สิทธิ์รวมราว 24.02 ล้านคนโครงการคนละครึ่ง มีระยะเวลาดำเนินการราว 2 ปี ทว่าเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ข้อมูลจากกระทรวงการคลังและสำนักเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า ตลอดโครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เฟส มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 4.2 แสนล้านบาท รวมทั้งมีประชาชนกว่า 20-28 ล้านคนที่เข้าร่วมในโครงการนี้
