จีนกำลังเผชิญกับอัตราครองเตียงในบ้านพักคนชราที่ต่ำลง ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า เช่น การเปิดรับคนรุ่นใหม่เข้าพักอาศัย, การออกแบบพื้นที่ให้ตอบโจทย์คนวัยทำงาน, และการสร้างพื้นที่ส่วนกลางต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหงาของผู้สูงอายุ รวมถึงรองรับสังคมผู้สูงวัยที่กำลังเติบโตในอนาคต
ปัจจุบันอัตราครองเตียงเฉลี่ยใน จีน อยู่ที่เพียง 45.4% เท่านั้น หลายแห่งจึงเริ่มมองหาวิธีใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ด้วยวิธีการใหม่ๆ เช่น อนุญาตให้คนอายุต่ำกว่า 45 ปีพักอาศัยได้ หรือการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะกับคนวัยทำงานมากขึ้น เช่น มีพื้นที่ Co-Working Space หรือพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถลงมาทำกิจกรรมและหามุมทำงาน แม้กระทั่งการมีคาเฟ่ภายในอาคาร ก็มีให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น รวมไปถึงโมเดลการเปิดรับคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ร่วมด้วยฉะนั้น ในอีกมุมหนึ่ง โมเดลดังกล่าวจึงมีเสียงสะท้อนถึงความกังวลว่าโครงการลักษณะนี้จะเป็นไปได้จริงหรือไม่ เพราะบางแห่งคุณภาพของ บ้านพักคนชรา ไม่เป็นไปตามที่โฆษณา และการอยู่ร่วมกันในบางครั้งก็ต้องใช้เวลาปรับตัวมากเกินไปข้อมูลพบว่า ความเหงา เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพจิต ผู้สูงอายุ และสอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2566 พบว่า กว่า 21% ของครัวเรือนไทยมีคนอยู่แค่คนเดียว! และในกลุ่มวัยทำงานมีแนวโน้มอยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะในอีก 10–20 ปีข้างหน้า แม้ว่าประเทศไทยจะเคยเป็นสังคมครอบครัวขยายเป็นพื้นฐานก็ตาม แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างของครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังเดินหน้าเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงวัยที่อยู่ลำพัง’ ซึ่งต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง.
สังคมสูงวัย บ้านพักคนชรา จีน ความเหงา ผู้สูงอายุ
