คำทำนายดัชนีหุ้นปีหน้า

United States News News

คำทำนายดัชนีหุ้นปีหน้า
United States Latest News,United States Headlines

คำทำนายดัชนีหุ้นปีหน้า... อ่านต่อ efinanceThai

ช่วงเวลาใกล้สิ้นปี กิจกรรมอย่างหนึ่งของนักวิเคราะห์หุ้นซึ่งก็รวมถึงนักลงทุนที่ให้ความเห็นต่อสาธารณะเป็นปกติอย่างผมต้องทำก็คือ การทำนายว่าตลาดหุ้นปีหน้าจะดีหรือไม่? นี่เป็นสิ่งที่นักลงทุนในตลาดหุ้นอยากจะรู้ เพื่อที่จะได้ “มีกำลังใจ” ที่จะลงทุนต่อไป ดังนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงมักจะบอกว่า “ปีหน้าน่าจะดี” สมควรที่จะลงทุน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เท่าที่จะนึกได้ ผมเองก็แทบไม่เคยได้ยินนักวิเคราะห์บอกว่า “ปีหน้าแย่มาก” และไม่ควรลงทุนเลย เพราะเอาเข้าจริง ๆ ผลประโยชน์ของคนที่พูดส่วนใหญ่หรือทั้งหมดต่างก็ขึ้นอยู่กับการชักชวนให้คนรู้สึกดี มีความหวัง และอยากลงทุน ดังนั้น “ความลำเอียง” ทางด้านบวกก็มักจะเกิดขึ้น ในฐานะที่เป็น VI ผมเองก็ไม่มั่นใจว่าผมหรือใครจะสามารถทำนายดัชนีตลาดหุ้นได้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอจนสามารถนำไปใช้ลงทุนและทำกำไรได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ส่วนใหญ่พอทำนายผิดก็มักจะไม่พูดอะไรหรือถ้าพูดก็จะเป็นการอธิบายว่าทำไมหรือเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ดัชนีไม่เป็นไปตามที่คาด ดังนั้น ผมจึงไม่ได้สนใจกับคำทำนายมากนักโดยเฉพาะในระยะสั้น ๆ เพียงปีเดียวอย่างที่กำลังพูดถึง อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงต้องทำนายอยู่ดี และพอทำบ่อย ๆ เข้า ผมก็มีวิธีทำนายที่ใช้วิธีมองย้อนหลังดูประวัติศาสตร์ว่า ดัชนีหุ้นปีหน้าจะดีหรือแย่นั้น มักจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง และต่อไปนี้ก็คือคำทำนายของผมสำหรับตลาดหุ้นไทยปีหน้า ปัจจัยแรกที่มักส่งผลต่อดัชนีตลาดหุ้นก็คือ การเจริญเติบโตของ GDP ของประเทศ ซึ่งปี 2566 นั้น ได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 4 ปีที่ผ่านมาซึ่งเศรษฐกิจโตประมาณ 2.

2% ในปี 2562 ติดลบ -6.2% ในปี 2563 1.6% กว่าในปี 2564 และคาดว่าจะบวกในระดับ 3.4 ในปี 2565 ส่วนปี 2566 นั้นคาดการณ์ว่าจะโตขึ้นประมาณ 3.6 แม้ว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะถดถอยลง GDP ในปี 2566 ที่ประมาณ 3.6% นั้น ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ระยะยาวในยุค “ประเทศไทยรุ่งเรือง” ก็ต้องถือว่าการเติบโตของ GDP ต่ำมาก และน่าจะเป็นด้านลบต่อดัชนีตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม ถ้าดูจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมาก็ต้องถือว่าดีมาก และน่าจะเป็นผลบวกที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นดีขึ้น เพราะปีหน้านั้น น่าจะเป็นช่วงของการ “ฟื้นตัว” ต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะจากโควิด-19 เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกที่เขาฟื้นตัวไปก่อนหน้านานมากแล้ว ดังนั้น ผมจึงคิดว่าปัจจัยด้าน GDP ของไทยในปีหน้าจะเป็นบวกในระดับกลาง ๆ ต่อดัชนีหุ้น ปัจจัยตัวที่ 2 คือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของไทยที่บางส่วนก็ต้องขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะของสหรัฐ ปีหน้านั้นสหรัฐคงจะยังขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกจนถึงประมาณ 5-5.25% ในปีหน้า และนี่เป็นผลลบต่อดัชนีหุ้นอย่างชัดเจนและลดสภาพคล่องทางการเงินในระบบอย่างมาก อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยของไทยกลับเพิ่มขึ้นน้อยกว่ามากและอยู่ที่ 1-1.25% และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าถ้ามีการปรับอัตราดอกเบี้ยตามสหรัฐ ก็จะยังคงต่ำมากอยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยไทยก็ไม่เคยอยู่ในระดับสูงเกิน 2% ดังนั้น สำหรับผมแล้ว อัตราดอกเบี้ยของไทยอาจจะไม่เป็นบวกหรือลบต่อดัชนีตลาดหุ้นมากนัก ปัจจัยที่ 3 คือเรื่องของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดซึ่งก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการขับเคลื่อนราคาหุ้นในอดีตมาก กล่าวคือ ถ้ากำไรของปีหน้าเพิ่มขึ้นมาก ดัชนีหุ้นก็มักจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ถ้ากำไรลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้น ดัชนีหุ้นก็ขึ้นยาก ประเด็นก็คือ ปี 2565 กำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนน่าจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 1,100,000 บาท และใกล้เคียงกับปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่ผลประกอบการเติบโตดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงโควิดระบาดหนักในปี 2563 ดังนั้น ผมเองคาดว่าปี 2566 เมื่อราคาพลังงานลดลงสู่สภาพปกติมากขึ้นแล้ว กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่มีน้ำหนักอยู่ที่หุ้นพลังงานค่อนข้างมาก ก็อาจจะไม่เติบโตขึ้น ซึ่งก็จะกลายเป็นปัจจัยลบต่อดัชนีหุ้นได้ ปัจจัยที่ 4 คือ เรื่องของความถูก-แพงของตลาดหุ้นในตอนสิ้นปี 2565 ซึ่งวัดจากค่า PE โดยที่ถ้าหุ้นเริ่มต้นปี 2566 ที่ราคาถูกมาก โอกาสที่หุ้นในปีนั้นจะขึ้นก็มีสูง ตรงกันข้าม ถ้าเริ่มต้นจากหุ้นที่แพง ค่า PE สูง โอกาสก็คือ หุ้นในปีนั้นไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้มากหรืออาจจะตกลงไปก็ได้ ในกรณีของตลาดหุ้นไทย ค่า PE ของตลาดในช่วงปลายปี 2565 อยู่ที่ 17-18 เท่า ซึ่งทำให้ EP หรือผลตอบแทนของการลงทุนในตลาดอยู่ที่ประมาณ 5.7% ต่อปี ก็น่าจะถือว่าตลาดหุ้นไม่ถูกหรือแพง และอาจจะถือว่าเป็นราคายุติธรรมสำหรับตลาดการเงินของไทยที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก ดังนั้น ปัจจัยเรื่องค่า PE จึงเป็นกลาง ไม่ดีหรือร้ายต่อดัชนีหุ้นปีหน้า ปัจจัยที่ 5 ที่มีผลต่อผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นในปีหน้าก็คือ ผลตอบแทนของตลาดหุ้นในปีนี้ นั่นก็คือ ถ้าปีนี้ตลาดหุ้นดีมาก ปีหน้าหุ้นก็มักจะไม่ค่อยดี และตรงกันข้าม ถ้าปีนี้แย่ ปีหน้าหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้น ยิ่งถ้าหุ้นให้ผลตอบแทนดีมากสองปีซ้อน ปีต่อไปหุ้นก็มักจะตกลงมามากกว่าปกติ และก็เช่นเดียวกัน ถ้าหุ้นแย่มาแล้ว 2 ปี หุ้นปีหน้าก็มักจะดีค่อนข้างแน่ นี่อาจจะดูเหมือนว่าไม่ได้อิงกับพื้นฐานของกิจการแนว VI แต่ตลาดหุ้นก็เป็นเช่นนั้น คือมีความผันผวนแบบลูกคลื่นมายาวนาน ถ้าหุ้นดีมานานก็ต้องเตรียมใจว่ามันมีโอกาสตกลงมาแรง และตรงกันข้าม ถ้าหุ้นแย่มานานจนแทบหมดกำลังใจเลิกเล่น เราก็จะพลาดโอกาส “เอาคืน” ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอ ปี 2563 ตลาดหุ้นตกลงมา -8.3% ปีต่อมาคือ 2564 หุ้นขึ้นมา 14.4% ปี นี้ใกล้สิ้นปีแล้ว ดัชนีหุ้นยังทรง ๆ ก็คือ ไม่ดี ดังนั้น ปี 2566 ดัชนีตลาดหุ้นจึงน่าจะดีขึ้นถ้าคิดจากปัจจัยเรื่องผลตอบแทนของปีก่อน สุดท้ายซึ่งก็อาจจะเรียกว่าปัจจัยที่ 6 ที่อาจจะเปลี่ยนหรือเพิ่มหรือลดพลังของปัจจัยอื่น ๆ ที่กล่าวถึงได้ และเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด เช่น การเกิดน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพในปี 2554 หรือการเกิดรัฐประหารที่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 10 ปีต่อครั้ง หรือการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั้งจากในหรือต่างประเทศที่มักจะเกิดแบบ 10 ปีต่อครั้งเหมือนกัน ในบางกรณีก็อาจจะคาดได้ว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นแต่ผลกระทบนั้นอาจจะคาดการณ์ยาก ตัวอย่างเช่น เรื่องทางการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในประเทศไทยต้นปีหน้า ที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญตามมา ทั้งทางดีหรือทางไม่ดีที่อาจจะกระทบถึงตลาดหุ้นได้ ทั้งหมดนั้น บางทีก็เอาไว้เป็น “ข้อแก้ตัว” เวลาที่การคาดการณ์ผิดพลาด ปัจจัยทั้งหมดที่พูดถึงนั้น คงบอกไม่ได้ว่าโดยรวมจะเป็นบวกหรือลบต่อตลาดหุ้นทางด้านใดและมากน้อยแค่ไหน ถ้าปัจจัยส่วนใหญ่เป็นบวกและบวกมาก เช่น เศรษฐกิจร้อนแรง อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว บริษัทจดทะเบียนกำไรเพิ่มสูงมาก และค่า PE ของตลาดอยู่ในระดับต่ำ ดัชนีตลาดหุ้นย่ำแย่ อย่างที่มักจะเป็นในสถานการณ์ตลาดหุ้นที่วิกฤติ การลงทุนในช่วงเวลานั้นก็จะอาจจะกลายเป็น “โอกาสทอง” และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวใน “ปีหน้า” ดัชนีตลาดหุ้นก็จะปรับตัวขึ้นให้ผลตอบแทนอย่างโดดเด่น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ส่วนใหญ่นั้นมักจะผสมผสาน บางปัจจัยก็ดี บางปัจจัยก็ไม่ดี อย่างตลาดหุ้นไทยในปีนี้ ปีหน้าเราก็อาจจะหวังว่าหุ้นจะดีเลิศก็น่าจะยาก แต่ก็ดูเหมือนว่าโดยรวมก็ไม่น่าจะเลวร้ายนัก การลงทุนเพื่อหวังผลซัก 10% ในเวลา 1 ปีต่อจากนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ และถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องถือว่าดีทีเดียวในยามที่ประเทศไทยโตช้ามาหลายปีและแทบจะไม่มีโอกาสกลับมาโตเร็วอีกต่อไปเมื่อคำนึงถึงศักยภาพของประเทศที่คนแก่ตัวลงมากและระบบการปกครองและเศรษฐกิจของประเทศ “ติดหล่ม” มานาน

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

eFinanceThai /  🏆 17. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

PTTEP ตั้งงบลงทุน 5 ปี 1 ล้านลบ.เน้นโตยั่งยืน ดันปริมาณขาย 5.5 ล้านบาร์เรลปี 70 : อินโฟเควสท์PTTEP ตั้งงบลงทุน 5 ปี 1 ล้านลบ.เน้นโตยั่งยืน ดันปริมาณขาย 5.5 ล้านบาร์เรลปี 70 : อินโฟเควสท์บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ประกาศแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 66-70) ราว 1 ล้านล้านบาท เน้นการ ลงทุนสอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินงาน มุ่งสร้างความแข็งแกร่งธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ควบคู่การพัฒนาโครงการลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมกับเดินหน้าธุรกิจใหม่รองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของโลกเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTEP เปิดเผยว่า จากความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และความมุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ปตท.สผ.จึงได้ปรับแผนกลยุทธ์เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่าง ยั่งยืน PTTEP จะมุ่งเน้นการดำเนินงาน 3 ด้าน (Pillar) ได้แก่ – การขับเคลื่อนและเพิ่มมูลค่าธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Drive Value) ทั้งการเพิ่มปริมาณการผลิตจากโครงการ ในประเทศไทยเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และเร่งรัดการพัฒนาโครงการหลัก ๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้และตะวันออกกลาง – ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonize) เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 โดยเร่งพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture & Storage หรือ CCS) โครงการปล่อยก๊าซส่วนเกินซึ่ง เกิดจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียมเป็นศูนย์ …
Read more »

'เคธี วูด' ชี้ศก.สหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว คาดหุ้นพลังงานจ่อทรุดตัว : อินโฟเควสท์'เคธี วูด' ชี้ศก.สหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว คาดหุ้นพลังงานจ่อทรุดตัว : อินโฟเควสท์นางเคธี วูด ซีอีโอของบริษัท Ark Investment Management คาดการณ์ว่า หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มคุณค่า (Value Stocks) จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการชะลอตัวของเงินเฟ้อ และในทางกลับกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks) ขณะที่อุปสงค์ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างกำลังกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความวิตกกังวล “ดิฉันเชื่อว่าประวัติศาสตร์จะแสดงให้เราเห็นว่าเศรษฐกิจได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วตลอดปีนี้” นางวูดกล่าว การแสดงความเห็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของนางวูด หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้หลังจากเงินเฟ้อพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในกลุ่มเติบโต เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา นางวูดได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยระบุว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงหลายครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อนั้น อาจจะเป็นการดำเนินการที่ผิดพลาด ราคาหุ้น ARK Innovation Fund ร่วงลงเกือบ 63% ตั้งแต่ต้นปีนี้ ซึ่งทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในบรรดาหุ้นกลุ่มเติบโตที่มีทุนจดทะเบียนปานกลางในสหรัฐ ตามข้อมูลของมอร์นิ่งสตาร์ ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานในตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นเกือบ 56% แล้วนับตั้งแต่ต้นปีนี้ ในช่วงกลางปี 2565 นางวูดได้ออกมายอมรับว่า เธอประเมินความรุนแรงและความยืดเยื้อของวิกฤตเงินเฟ้อต่ำเกินไป และเธอมองว่าขณะนี้ เศรษฐกิจสหรัฐได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว “ดิฉันคิดว่าขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว โดยคาดว่าปัญหาใหญ่ก็คือสต็อกสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างที่ดิฉันไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดชีวิตการทำงานหรือประมาณ 45 ปี ส่วนเงินเฟ้อพุ่งขึ้นรุนแรงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” …
Read more »

ดีเลิศหรือเลวร้าย ต่างก็เป็นเรื่องชั่วคราวดีเลิศหรือเลวร้าย ต่างก็เป็นเรื่องชั่วคราว'ดีเลิศหรือเลวร้าย ต่างก็เป็นเรื่องชั่วคราว' บทความโดย : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร โลกในมุมมองของ Value Investor
Read more »

ดีเลิศหรือเลวร้ายต่างก็เป็นเรื่องชั่วคราวดีเลิศหรือเลวร้ายต่างก็เป็นเรื่องชั่วคราวโลกในมุมมองของ Value Investorดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรดีเลิศหรือเลวร้ายต่างก็เป็นเรื่องชั่วคราว ช่วงเร็ว ๆ นี้ ผมและสมาชิกในครอบครัวซึ่งมี 7 คนรวมถึงเด็กอายุเพี...
Read more »

วงการหุ้นประสานเสียง เตือนรัฐเก็บภาษีขายหุ้น หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย-ฉุดสภาพคล่องวูบวงการหุ้นประสานเสียง เตือนรัฐเก็บภาษีขายหุ้น หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย-ฉุดสภาพคล่องวูบสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 ธ.ค. 65 17:01 น.   'สมาคมโบรกฯ - ทีดีอาร์ไอ - ดร.นิเวศน์' ประสานเสียง ชี้รัฐเก็บภาษีขายหุ้นได้ไม่คุ้มเสีย ฉุดสภาพคล่อง...
Read more »

ดร.นิเวศน์ ทำนายดัชนีหุ้นปีหน้า'ลงทุนหวังผล 10% ยังได้อยู่'ดร.นิเวศน์ ทำนายดัชนีหุ้นปีหน้า'ลงทุนหวังผล 10% ยังได้อยู่''ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร' กูรูวีไอ ทำนายดัชนีหุ้นไทยปีหน้า ยก 6 ปัจจัย มองไม่ดีเลิศแต่ไม่เลวร้าย ลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทน 10% ในช่วงเวลา 1 ปี ยังมีความเป็นไปได้
Read more »



Render Time: 2026-04-04 01:59:09