กองกำลังอิสราเอลบุกโจมตีเขตเวสต์แบงก์-ฉนวนกาซา เกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด จนชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 คน ขณะที่ทางการอิสราเอลสั่งปิดชายแดน!
นอกจากเหนือจากเมืองเจนินแล้ว ยังพบกองกำลังอิสราเอลบุกโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองเจริโคในช่วงเช้าตรู่ของวันพุธตามเวลาท้องถิ่นด้วย พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจริโคถูกยิงสังหารขณะขว้างก้อนหินใส่ทหารอิสราเอล สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเขตเวสต์แบงก์ ส่งผลทำให้มีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารไปแล้วอย่างน้อย 5 ราย โดยมีอายุระหว่าง 19 – 29 ปี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 30 คน ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นกลุ่มติดอาวุธได้จำนวนหนึ่ง และยิงใส่คนขว้างระเบิดอีกหลายราย แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากฝั่งอิสราเอล ส่วนที่กาซา มีรายงานเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์เช่นเดียวกัน หญิงที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ในห้องเก็บศพคนนี้ คือแม่ของ ยุสเซฟ รัดวาน ชายหนุ่มชาวปาเลสไตน์ ที่เสียชีวิตจากการถูกกองกำลังอิสราเอลยิงสังหารบริเวณชายแดนของกาซาและอิสราเอลเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า ยุสเซฟ รัดวาน ชาวปาเลสไตน์วัย 25 ปี ถือเป็นผู้เสียชีวิตรายแรกในพื้นที่ปะทะตามแนวชายแดนในรอบหลายเดือน ทั้งนี้กองกำลังอิสราเอลไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อการเสียชีวิตของชายคนดังกล่าว แต่ระบุว่าในช่วงสองสามสัปดาห์ ที่ผ่านมาทหารอิสราเอลได้สลายเหตุจลาจลของชาวปาเลสไตน์บริเวณชายแดน หลังพบว่าคนกลุ่มนี้ได้ขว้างปาระเบิดใส่รั้วกั้น การประท้วงของชาวปาเลสไตน์ที่ดำเนินต่อเนื่องมานานหลายวันในพื้นที่ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่มติดอาวุธฮามาส และการชุมนุมครั้งนี้มีขึ้นเพื่อต่อต้านอิสราเอลในประเด็นต่างๆ มากมาย รวมไปถึงประเด็นเรื่องการปฏิบัติต่อนักโทษชาวปาเลสไตน์ในเรือนจำอิสราเอล ส่วนเมื่อวานนี้ชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ได้รวมตัวกัน ถือธงสีเขียวของกลุ่มติดอาวุธฮามาส และธงสีดำซึ่งเป็นกลุ่มญิฮาดอิสลามโบกสะบัดไปพร้อมกับการแห่ร่างชายชาวปาเลสไตน์ 4 คนที่เสียชีวิตจากการถูกกองกำลังอิสราเอลยิงสังหาร เช่นเดียวกับผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองกาซา ที่ได้แห่ร่างของชายวัย 25 ปีรอบเมือง ก่อนนำไปฝัง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ทางการอิสราเอลต้องสั่งปิดชายแดนระหว่างเมืองเอเรซและเมืองกาซาเกือบทั้งหมดโดยไม่มีกำหนด เพื่อรับมือกับการชุมนุมครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นบริเวณชายแดน การสั่งปิดพรมแดน ส่งผลทำให้คนงานปาเลสไตน์กว่า 18,000 คนไม่สามารถเดินทางเข้าไปทำงานในอิสราเอลได้ นักเศรษฐศาสตร์ท้องถิ่นระบุว่า การสั่งห้ามคนงานในกาซาเข้าไปทำงานในอิสราเอล ส่งผลให้ต้องสูญเสียเงินมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 72 ล้านบาทต่อวัน ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา เกิดขึ้นในวันที่ปาเลสไตน์เริ่มโดดเดี่ยว หลังจากประเทศที่เคยเป็นหลักในการสนับสนุนการเกิดขึ้นของรัฐปาเลสไตน์มีท่าทีปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล ศัตรูคนสำคัญของปาเลสไตน์ เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ตรัสให้สัมภาษณ์ว่า การปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลเริ่มเข้าใกล้ความจริงหลังจากพยายามมานานหลายปี โดยสิ่งที่เป็นแรงผลักคือ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของบางประเทศ บางประเทศที่มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียระบุถึงคือ อิหร่าน 2 ชาตินี้คือยักษ์ใหญ่แห่งตะวันออกกลาง เป็นชาติผู้นำมุสลิมของสองนิกายหลัก ซาอุดีอาระเบียเป็นชาติมุสลิมนิกายสุหนี่ ประเทศนี้เป็นที่ตั้งของศาสนสถานสำคัญแห่งโลกมุสลิม คือนครมักกะห์และมาดีนะห์ ที่รองรับผู้แสวงบุญนับล้านๆ คนจากทั่วโลกในแต่ละปี อิหร่านเป็นชาติมุสลิมนิกายชีอะห์ หลังเกิดการปฎิวัติอิสลามเมื่อปี 1979 อิหร่านเองต้องการส่งต่อแนวคิดนี้ไปยังชาติอื่นในภูมิภาค ความพยายามขยายอิทธิพลของอิหร่านสั่นคลอนอำนาจของซาอุดีอาระเบีย ในช่วงกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากขยายอิทธิพลผ่านสงครามเย็นและสงครามตัวแทนแล้ว อิหร่านยังมีความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วย หลังมีรายงานว่า อิหร่านเข้าใกล้ความสำเร็จในการพัฒนาอาวุธร้ายแรง ซาอุดีอาระเบียจึงต้องขยับตัว เป็นที่มาของการหันมาจับมือกับอิสราเอลเพื่อต้านอิทธิพลของอิหร่าน ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอลย่ำแย่ เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่ผูกติดอยู่กับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เกิดขึ้นยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวยิว จนถึงการประกาศตั้งประเทศอิสราเอลเมื่อปี 1948 และเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลและชาติอาหรับหลายครั้ง สำคัญที่สุดคือ สงครามหกวัน เกิดขึ้นในปี 1967 อิสราเอลใช้เวลาเพียง 6 วันในการทำสงครามชนะและยังรุกคืบยึดดินแดนหลายแห่งของชาติอาหรับ ส่งผลให้ปัจจุบันปาเลสไตน์เหลือพื้นที่เพียงฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์เท่านั้น หลังสงครามครั้งนั้น ซาอุดีอาระเบียในฐานะชาติใหญ่ของโลกอาหรับได้ประกาศลดความสัมพันธ์กับอิสราเอล โดยระบุว่า จะกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตแบบปกติก็ต่อเมื่ออิสราเอลถอนตัวจากดินแดนอาหรับ และเปิดทางให้มีการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ขึ้น อย่างไรก็ตาม การผงาดขึ้นของอิหร่านทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องลดความแข็งกร้าวลง และเริ่มปรับสัมพันธ์กับอิสราเอลโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง มีนาคม 2018 ซาอุดีอาระเบียได้เปิดให้เครื่องบินพาณิชย์บินผ่านน่านฟ้าไปยังอิสราเอลได้เป็นครั้งแรกและ 1 เดือนหลังจากนั้น เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ อย่าง The Atlantic ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ ว่า ชาวอิสราเอลมีสิทธิ์ในการดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขในแผ่นดินของตนเอง โดยระบุด้วยว่า มีผลประโยชน์มากมายที่ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลมีร่วมกัน และหากสันติภาพเกิดขึ้น ทั้งอิสราเอลและกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ ก็จะยิ่งมีการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น อีกความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สะท้อนถึงนโยบายที่ปรับเปลี่ยนไป คือการที่ซาอุดีอาระเบียไม่คัดค้านเมื่อพันธมิตรในภูมิภาคอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลในปี 2020 ตามด้วยบาห์เรน และโมร็อกโก ภายใต้ข้อตกลงอับราฮัมที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลางเจรจา หลายฝ่ายมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ปาเลสไตน์ถูกโดดเดี่ยว การที่ชาติหลักในอาหรับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลหมายถึงการทำให้ความหวังของการก่อเกิดรัฐปาเลสไตน์ริบหรี่ลงไปอีก อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียได้พูดถึงปาเลสไตน์ว่า ยังเป็นประเด็นที่ซาอุดีอาระเบียยังให้ความสำคัญ อนาคตและชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์ต้องได้รับการแก้ไข ล่าสุด ประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้นระหว่างชาติอาหรับ อย่างซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอล ถือเป็นการแทงข้างหลังชาวปาเลสไตน์.
นอกจากเหนือจากเมืองเจนินแล้ว ยังพบกองกำลังอิสราเอลบุกโจมตีค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองเจริโคในช่วงเช้าตรู่ของวันพุธตามเวลาท้องถิ่นด้วย พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ชาวปาเลสไตน์ในเมืองเจริโคถูกยิงสังหารขณะขว้างก้อนหินใส่ทหารอิสราเอล สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเขตเวสต์แบงก์ ส่งผลทำให้มีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารไปแล้วอย่างน้อย 5 ราย โดยมีอายุระหว่าง 19 – 29 ปี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 30 คน ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นกลุ่มติดอาวุธได้จำนวนหนึ่ง และยิงใส่คนขว้างระเบิดอีกหลายราย แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากฝั่งอิสราเอล ส่วนที่กาซา มีรายงานเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์เช่นเดียวกัน หญิงที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ในห้องเก็บศพคนนี้ คือแม่ของ ยุสเซฟ รัดวาน ชายหนุ่มชาวปาเลสไตน์ ที่เสียชีวิตจากการถูกกองกำลังอิสราเอลยิงสังหารบริเวณชายแดนของกาซาและอิสราเอลเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์ระบุว่า ยุสเซฟ รัดวาน ชาวปาเลสไตน์วัย 25 ปี ถือเป็นผู้เสียชีวิตรายแรกในพื้นที่ปะทะตามแนวชายแดนในรอบหลายเดือน ทั้งนี้กองกำลังอิสราเอลไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อการเสียชีวิตของชายคนดังกล่าว แต่ระบุว่าในช่วงสองสามสัปดาห์ ที่ผ่านมาทหารอิสราเอลได้สลายเหตุจลาจลของชาวปาเลสไตน์บริเวณชายแดน หลังพบว่าคนกลุ่มนี้ได้ขว้างปาระเบิดใส่รั้วกั้น การประท้วงของชาวปาเลสไตน์ที่ดำเนินต่อเนื่องมานานหลายวันในพื้นที่ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยกลุ่มติดอาวุธฮามาส และการชุมนุมครั้งนี้มีขึ้นเพื่อต่อต้านอิสราเอลในประเด็นต่างๆ มากมาย รวมไปถึงประเด็นเรื่องการปฏิบัติต่อนักโทษชาวปาเลสไตน์ในเรือนจำอิสราเอล ส่วนเมื่อวานนี้ชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์ได้รวมตัวกัน ถือธงสีเขียวของกลุ่มติดอาวุธฮามาส และธงสีดำซึ่งเป็นกลุ่มญิฮาดอิสลามโบกสะบัดไปพร้อมกับการแห่ร่างชายชาวปาเลสไตน์ 4 คนที่เสียชีวิตจากการถูกกองกำลังอิสราเอลยิงสังหาร เช่นเดียวกับผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองกาซา ที่ได้แห่ร่างของชายวัย 25 ปีรอบเมือง ก่อนนำไปฝัง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ทางการอิสราเอลต้องสั่งปิดชายแดนระหว่างเมืองเอเรซและเมืองกาซาเกือบทั้งหมดโดยไม่มีกำหนด เพื่อรับมือกับการชุมนุมครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นบริเวณชายแดน การสั่งปิดพรมแดน ส่งผลทำให้คนงานปาเลสไตน์กว่า 18,000 คนไม่สามารถเดินทางเข้าไปทำงานในอิสราเอลได้ นักเศรษฐศาสตร์ท้องถิ่นระบุว่า การสั่งห้ามคนงานในกาซาเข้าไปทำงานในอิสราเอล ส่งผลให้ต้องสูญเสียเงินมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 72 ล้านบาทต่อวัน ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา เกิดขึ้นในวันที่ปาเลสไตน์เริ่มโดดเดี่ยว หลังจากประเทศที่เคยเป็นหลักในการสนับสนุนการเกิดขึ้นของรัฐปาเลสไตน์มีท่าทีปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล ศัตรูคนสำคัญของปาเลสไตน์ เมื่อคืนที่ผ่านมา เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ตรัสให้สัมภาษณ์ว่า การปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลเริ่มเข้าใกล้ความจริงหลังจากพยายามมานานหลายปี โดยสิ่งที่เป็นแรงผลักคือ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของบางประเทศ บางประเทศที่มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียระบุถึงคือ อิหร่าน 2 ชาตินี้คือยักษ์ใหญ่แห่งตะวันออกกลาง เป็นชาติผู้นำมุสลิมของสองนิกายหลัก ซาอุดีอาระเบียเป็นชาติมุสลิมนิกายสุหนี่ ประเทศนี้เป็นที่ตั้งของศาสนสถานสำคัญแห่งโลกมุสลิม คือนครมักกะห์และมาดีนะห์ ที่รองรับผู้แสวงบุญนับล้านๆ คนจากทั่วโลกในแต่ละปี อิหร่านเป็นชาติมุสลิมนิกายชีอะห์ หลังเกิดการปฎิวัติอิสลามเมื่อปี 1979 อิหร่านเองต้องการส่งต่อแนวคิดนี้ไปยังชาติอื่นในภูมิภาค ความพยายามขยายอิทธิพลของอิหร่านสั่นคลอนอำนาจของซาอุดีอาระเบีย ในช่วงกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากขยายอิทธิพลผ่านสงครามเย็นและสงครามตัวแทนแล้ว อิหร่านยังมีความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วย หลังมีรายงานว่า อิหร่านเข้าใกล้ความสำเร็จในการพัฒนาอาวุธร้ายแรง ซาอุดีอาระเบียจึงต้องขยับตัว เป็นที่มาของการหันมาจับมือกับอิสราเอลเพื่อต้านอิทธิพลของอิหร่าน ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอลย่ำแย่ เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่ผูกติดอยู่กับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เกิดขึ้นยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวยิว จนถึงการประกาศตั้งประเทศอิสราเอลเมื่อปี 1948 และเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลและชาติอาหรับหลายครั้ง สำคัญที่สุดคือ สงครามหกวัน เกิดขึ้นในปี 1967 อิสราเอลใช้เวลาเพียง 6 วันในการทำสงครามชนะและยังรุกคืบยึดดินแดนหลายแห่งของชาติอาหรับ ส่งผลให้ปัจจุบันปาเลสไตน์เหลือพื้นที่เพียงฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์เท่านั้น หลังสงครามครั้งนั้น ซาอุดีอาระเบียในฐานะชาติใหญ่ของโลกอาหรับได้ประกาศลดความสัมพันธ์กับอิสราเอล โดยระบุว่า จะกลับมามีความสัมพันธ์ทางการทูตแบบปกติก็ต่อเมื่ออิสราเอลถอนตัวจากดินแดนอาหรับ และเปิดทางให้มีการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ขึ้น อย่างไรก็ตาม การผงาดขึ้นของอิหร่านทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องลดความแข็งกร้าวลง และเริ่มปรับสัมพันธ์กับอิสราเอลโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง มีนาคม 2018 ซาอุดีอาระเบียได้เปิดให้เครื่องบินพาณิชย์บินผ่านน่านฟ้าไปยังอิสราเอลได้เป็นครั้งแรกและ 1 เดือนหลังจากนั้น เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ให้สัมภาษณ์กับสื่อสหรัฐฯ อย่าง The Atlantic ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ ว่า ชาวอิสราเอลมีสิทธิ์ในการดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขในแผ่นดินของตนเอง โดยระบุด้วยว่า มีผลประโยชน์มากมายที่ซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลมีร่วมกัน และหากสันติภาพเกิดขึ้น ทั้งอิสราเอลและกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ ก็จะยิ่งมีการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น อีกความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สะท้อนถึงนโยบายที่ปรับเปลี่ยนไป คือการที่ซาอุดีอาระเบียไม่คัดค้านเมื่อพันธมิตรในภูมิภาคอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลในปี 2020 ตามด้วยบาห์เรน และโมร็อกโก ภายใต้ข้อตกลงอับราฮัมที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลางเจรจา หลายฝ่ายมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ปาเลสไตน์ถูกโดดเดี่ยว การที่ชาติหลักในอาหรับมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลหมายถึงการทำให้ความหวังของการก่อเกิดรัฐปาเลสไตน์ริบหรี่ลงไปอีก อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียได้พูดถึงปาเลสไตน์ว่า ยังเป็นประเด็นที่ซาอุดีอาระเบียยังให้ความสำคัญ อนาคตและชะตากรรมของชาวปาเลสไตน์ต้องได้รับการแก้ไข ล่าสุด ประธานาธิบดีอิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้นระหว่างชาติอาหรับ อย่างซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอล ถือเป็นการแทงข้างหลังชาวปาเลสไตน์
