เปิดบทพิสูจน์รักแท้ของ ชิน-ลิลลี่
ชิน : ปีกว่าๆ เกือบ 2 จริงๆ เราคบกันมาในระดับที่พิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง แล้วก็คิดว่าเราก็รู้จักกันแล้วเจอเรื่องนี้เข้ามาอีกมันก็เป็นบทพิสูจน์ใหญ่ลิลลี่ : วันที่รู้หนูไม่ได้รู้จากปากเขาด้วยนะ หนูอยู่ในห้องเรียน แล้วเห็นข่าว ช็อกค่ะ ตอนนั้นมีเวลาอีกแค่เดือนเดียวที่จะได้อยู่ด้วยกัน ชิน : เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะมาถึงจุดนี้ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผมทุกๆ อย่างเลย จริงๆ เราไม่ได้คุยกันจริงๆ 3 เดือน ช่วงฝึกทหารใหม่ ก็เป็นช่วงที่เราไม่ได้คุยกันเลย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนัก ท้าทายเลย ถ้าเรามีโทรศัพท์ วิดีโอคอลล์ ไลน์กันมันก็ยังดี แต่ในช่วง 10 อาทิตย์แรกก็ไม่ได้คุยกัน แต่นางก็แอบมาดู เราก็โบกมือไป ก็โดนทำโทษกันไป ลิลลี่ : ตอนนั้นเราไม่ได้บอกลากัน อยู่ดีๆ เขาเข้าไปเลย มันช็อก โทรศัพท์ก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เราก็เลยอยากรู้ความเป็นอยู่ของเขา เขาจะอยู่ยังไง จะกินยังไง คนมันไม่เคยอะลิลลี่ : หนูว่าเขารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง แล้วด้วยความที่โทรศัพท์เขาใช้ไม่ได้ แล้วมันก็มีผู้ชายส่งข้อความมา แล้วเราก็แคปส่งให้พี่ชินดูลิลลี่ : ถ้ามีอะไรแบบนี้หนูจะแคปแล้วส่ง ถึงแม้เขาจะดูไม่ได้ แต่มันคือความสบายใจ อย่างน้อยเขาเปิดมาเธอไม่ต้องห่วงนะลี่ไม่ได้คุย ลี่อยากให้รู้ว่าคนนี้ทักมาเธอไม่ต้องกลัวลิลลี่ : มันไม่ใช่ไม่เก็ต คือด้วยความที่มันแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าหนูจะโกอินเตอร์ ไปเมืองนอกมาก็ตาม แต่พี่ชินเขาเป็นฝรั่งเลย มันก็ปรับกันค่อนข้างเยอะพอสมควร ชิน : เรื่องหนึ่งที่ปรับ ผมว่าเอาจริงๆ เลย เป็นเรื่องความเข้าใจในตัวกันและกัน เหมือนลี่เขาจะเป็นห่วงตลอดเวลา เป็นห่วงทุกเรื่องจนถึงจุดหนึ่งเราก็ประสบความสำเร็จในตัวเรา เราก็จะมีความดื้อ มันก็เลยกลายเป็นว่าเราเถียงในความเป็นห่วงของเขา แต่สุดท้ายเราก็ยอมเขา เพราะเราเข้าใจในความหวังดีชิน : ใช้คำว่า เรสเป็ก ดีกว่าครับ ถามว่ากลัวไหม ก็มีกลัวบ้าง เวลาเขาดุ แต่ว่าอีกมุมหนึ่งคือถามว่ากลัวไหมก็ไม่ได้กลัว แต่เราเข้าใจว่าเขาเป็นห่วง ที่เขาดุเพราะเขาเป็นห่วงเรา.
ชิน : ปีกว่าๆ เกือบ 2 จริงๆ เราคบกันมาในระดับที่พิสูจน์อะไรหลายๆ อย่าง แล้วก็คิดว่าเราก็รู้จักกันแล้วเจอเรื่องนี้เข้ามาอีกมันก็เป็นบทพิสูจน์ใหญ่ลิลลี่ : วันที่รู้หนูไม่ได้รู้จากปากเขาด้วยนะ หนูอยู่ในห้องเรียน แล้วเห็นข่าว ช็อกค่ะ ตอนนั้นมีเวลาอีกแค่เดือนเดียวที่จะได้อยู่ด้วยกัน ชิน : เราก็ไม่ได้คิดว่ามันจะมาถึงจุดนี้ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผมทุกๆ อย่างเลย จริงๆ เราไม่ได้คุยกันจริงๆ 3 เดือน ช่วงฝึกทหารใหม่ ก็เป็นช่วงที่เราไม่ได้คุยกันเลย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่หนัก ท้าทายเลย ถ้าเรามีโทรศัพท์ วิดีโอคอลล์ ไลน์กันมันก็ยังดี แต่ในช่วง 10 อาทิตย์แรกก็ไม่ได้คุยกัน แต่นางก็แอบมาดู เราก็โบกมือไป ก็โดนทำโทษกันไป ลิลลี่ : ตอนนั้นเราไม่ได้บอกลากัน อยู่ดีๆ เขาเข้าไปเลย มันช็อก โทรศัพท์ก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ เราก็เลยอยากรู้ความเป็นอยู่ของเขา เขาจะอยู่ยังไง จะกินยังไง คนมันไม่เคยอะลิลลี่ : หนูว่าเขารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง แล้วด้วยความที่โทรศัพท์เขาใช้ไม่ได้ แล้วมันก็มีผู้ชายส่งข้อความมา แล้วเราก็แคปส่งให้พี่ชินดูลิลลี่ : ถ้ามีอะไรแบบนี้หนูจะแคปแล้วส่ง ถึงแม้เขาจะดูไม่ได้ แต่มันคือความสบายใจ อย่างน้อยเขาเปิดมาเธอไม่ต้องห่วงนะลี่ไม่ได้คุย ลี่อยากให้รู้ว่าคนนี้ทักมาเธอไม่ต้องกลัวลิลลี่ : มันไม่ใช่ไม่เก็ต คือด้วยความที่มันแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าหนูจะโกอินเตอร์ ไปเมืองนอกมาก็ตาม แต่พี่ชินเขาเป็นฝรั่งเลย มันก็ปรับกันค่อนข้างเยอะพอสมควร ชิน : เรื่องหนึ่งที่ปรับ ผมว่าเอาจริงๆ เลย เป็นเรื่องความเข้าใจในตัวกันและกัน เหมือนลี่เขาจะเป็นห่วงตลอดเวลา เป็นห่วงทุกเรื่องจนถึงจุดหนึ่งเราก็ประสบความสำเร็จในตัวเรา เราก็จะมีความดื้อ มันก็เลยกลายเป็นว่าเราเถียงในความเป็นห่วงของเขา แต่สุดท้ายเราก็ยอมเขา เพราะเราเข้าใจในความหวังดีชิน : ใช้คำว่า เรสเป็ก ดีกว่าครับ ถามว่ากลัวไหม ก็มีกลัวบ้าง เวลาเขาดุ แต่ว่าอีกมุมหนึ่งคือถามว่ากลัวไหมก็ไม่ได้กลัว แต่เราเข้าใจว่าเขาเป็นห่วง ที่เขาดุเพราะเขาเป็นห่วงเรา
