TTB คาดตลาดที่อยู่อาศัยกทม.-ปริมณฑลปี 65 โต 11.6% ได้แนวราบหนุน ตลาดที่อยู่อาศัย ที่อยู่อาศัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี อสังหาริมทรัพย์ อินโฟเควสท์
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี 65 เติบโต 11.6% จากการขับเคลื่อนของตลาดแนวราบ ในขณะที่ตลาดอาคารชุดเริ่มเผชิญกำลังซื้อที่ลดลงจากเม็ดเงินที่ซื้อเพื่อการลงทุนอย่างมากจากผู้ซื้อต่างชาติ โดยในระยะถัดไปตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล เตรียมเผชิญข้อจำกัดทั้งฝั่งอุปทานด้านทำเลในการสร้างที่อยู่อาศัย และอุปสงค์ที่ลดลงจากกำลังซื้อและโครงสร้างประชากร แนะเร่งสร้างบรรยากาศและกลุ่มผู้ซื้อใหม่ รักษาโมเมนตัมการเติบโต ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล ปี 65 ได้แรงขับเคลื่อนหลักจากตลาดแนวราบเป็นหลัก มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มผู้ซื้อในวัยสร้างครอบครัวและมีความพร้อมทางรายได้เลือกซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบที่มีพื้นที่ส่วนตัว ส่งผลต่อหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยคาดเติบโต 11.
6% โดยมีหน่วยโอนที่อยู่อาศัย 187,000 หน่วย บนแรงกดดันฝั่งตลาดอาคารชุดที่แม้เริ่มฟื้นตัวเทียบกับปี 64 แต่เมื่อเทียบกับก่อนสถานการณ์โควิด-19 ยังลดลงกว่า 26.5% จากการซื้อเพื่อลงทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะแรงซื้อจากต่างชาติ ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในพื้นที่กรุงเทพฯ เห็นสัญญาณการทำตลาดบ้านเดี่ยวกลุ่มบนสูงขึ้นจากหน่วยโอนที่เพิ่มขึ้น 14.8% โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูง สะท้อนผ่านราคาเฉลี่ยบ้านเดี่ยวในปี 2565 แตะหลังละ 8.23 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มกำลังซื้อปานกลาง-ต่ำ เลือกซื้อทาวน์โฮมที่มีหน่วยโอนเพิ่มขึ้น 17.7% จากราคาที่เข้าถึงง่ายเฉลี่ยหน่วยละ 2.97 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคาเฉลี่ยบ้านแฝดที่ 5.5 ล้านบาท สำหรับพื้นที่ปริมณฑล เริ่มเห็นสัญญาณการเป็นพื้นที่รองรับกำลังซื้อปานกลางจากกรุงเทพฯ ที่เลือกซื้อที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ส่วนตัว และสามารถเดินทางไป-กลับทำงานในกรุงเทพฯ ด้วยระดับราคายังสามารถเข้าถึงได้ ในพื้นที่รอยต่อตะวันตกจังหวัดสมุทรสาคร ตะวันออกจังหวัดสมุทรปราการ และฝั่งเหนือจังหวัดปทุมธานี ที่หน่วยโอนบ้านเดี่ยวเพิ่มสูงขึ้น 40.9%, 23.4%, และ 17.7% ตามลำดับ รวมถึงบ้านแฝดที่เป็นทางเลือกเพื่อรองรับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวบนราคาที่ต่ำกว่าบ้านเดี่ยว 20-25% ก็พบหน่วยโอนเพิ่มขึ้น 9.7% ในเขตปริมณฑล ในส่วนของตลาดอาคารชุดในกรุงเทพฯ แม้ใน 9 เดือนแรกของปี 65 หน่วยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 7.3% แต่เป็นการฟื้นตัวจากฐานที่ปรับลดในปี 64 กว่า 30% กอปรกับมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์พบหดตัวที่ 2.5% สะท้อนถึงกำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มซื้อเพื่อการลงทุนและเก็งกำไรจากผู้ซื้อต่างชาติที่เม็ดเงินเข้าซื้ออาคารชุดลดลงจากช่วงสูงสุดกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 สอดคล้องกับพื้นที่ปริมณฑล ที่หน่วยโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้น 22.5% แต่มูลค่าโอนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 8.9% ที่เป็นสัญญาณชี้ของการชะลอตัวของกำลังซื้อในตลาดอาคารชุด จากรูปแบบการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้คนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่ขับเคลื่อนผ่านตลาดแนวราบ มีแนวโน้มที่ในระยะถัดไป ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มเจอข้อจำกัดและอาจเข้าสู่ช่วงชะลอตัวจากพื้นที่พัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่จำกัด รวมถึงในพื้นที่ปริมณฑล การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ยังคงระจุกตัวบริเวณพื้นที่รอยต่อกับพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากผู้ซื้อส่วนใหญ่เดินทางไปกลับทำงานในกรุงเทพฯ รวมถึงที่อยู่อาศัยเป็นสินค้าคงทนที่สามารถส่งต่อเป็นมรดก ส่งผลต่อคนในยุคถัดไปบนฐานของครอบครัวที่มีขนาดเล็กลงก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องซื้อที่อยู่อาศัยเอง รวมถึงแรงกดดันในฝั่งตลาดแนวสูงที่ผู้ซื้อรายใหม่เริ่มลดลงจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป รวมกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการถูกจำกัดสภาพคล่องทางการเงินในระยะยาว และเพิ่มโอกาสการเปลี่ยนที่ทำงานในอนาคต เริ่มหันมามองการเช่าเพื่ออาศัยมากขึ้นจากหน่วยอาคารชุดที่มีอยู่ทุกทำเลในกรุงเทพฯและปริมณฑล ดังนั้น เพื่อกระตุ้นให้ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล ยังรักษาโมเมนตัมการเติบโต ttb analytics หนุนใช้กลยุทธ์สร้างบรรยากาศการตลาดให้คึกคักโดยสร้างผู้ซื้อรายใหม่ พลิกจากข้อจำกัดด้านทำเลที่ต้องตอบโจทย์ด้านความสะดวกในการทำงานส่งผลให้ทำเลที่อยู่อาศัยค่อนข้างจำกัด รวมถึงจำนวนประชากรชะลอตัวเป็นปัจจัยลดทอนภาพบวกของตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยหันมามุ่งเน้นตลาดผู้ซื้อต่างชาติที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากมีกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะสูงที่เป็นเป้าหมายดึงดูดให้เข้ามาทำงานในไทยเพื่อช่วยยกศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว รวมถึงโอกาสในการเปิดพื้นที่ศักยภาพใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ แถบชานเมือง หรือ ปริมณฑลรอบนอก ที่ปกติเป็นข้อจำกัดการเดินทางไปกลับที่ทำงานของผู้ซื้อชาวไทย หรือ สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุต่างชาติเกษียณอายุที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการอยู่อาศัย อย่างไรก็ตามแม้ตลาดผู้ซื้อต่างชาติจะช่วยเติมกำลังซื้อใหม่ และขยายพื้นที่ทำตลาดที่อยู่อาศัย แต่ประเด็นสำคัญ คือ กฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่รัดกุมเพียงพอและจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกกฎระเบียบให้รัดกุมกว่าที่มีอยู่อย่างมาก ในการพิจารณาอนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อในประเทศได้รับผลกระทบ เช่น 1. การตรวจสอบและสำแดงที่มาของเงินที่เข้าซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อคัดกรองให้ผู้ซื้อเป็นกลุ่มแรงงานที่มีทักษะและป้องกันกลุ่มเงินทุนที่ผิดกฎหมาย 2. การกำหนดโควตาเป็นยูนิตต่อปีสำหรับการซื้อของชาวต่างชาติ 3. กำหนดพื้นที่อนุญาตเฉพาะที่บังคับโดยกฎหมายผังเมืองเพิ่มข้อจำกัดด้านการรวมแปลงใหญ่สำหรับใช้เพื่อผิดวัตถุประสงค์ และ 4. กำหนดเฉพาะให้ผู้ซื้อกลุ่มแรกเป็นผู้ใช้แหล่งงานในไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
สศก. เผยภาพรวมปี 65 ผลผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิดเพิ่มขึ้น-ราคาในเกณฑ์ดี : อินโฟเควสท์นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญจากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร โดยพบว่า สินค้าเกษตรที่สำคัญปีนี้ มีผลผลิตหลายชนิดเพิ่มขึ้น อาทิ ปาล์มน้ำมัน, มันสำปะหลังโรงงาน, กุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากราคาที่อยู่ในเกณฑ์ดี ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรบางชนิดมีโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ ได้แก่ โครงการประกันรายได้ และความต้องการผลผลิตเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อการส่งออกมีเพิ่มขึ้น จึงจูงใจให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูก และเนื้อที่เลี้ยง รวมทั้งปริมาณน้ำฝนที่ตกต่อเนื่องตลอดปี 65 เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช และเกษตรกรให้การดูแล มีการบริหารจัดการที่ดี ใช้พันธุ์ดี ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ หากพิจารณาสินค้าแต่ละชนิด (ข้อมูลพยากรณ์ ณ ต.ค. 65) พบว่า – ปาล์มน้ำมัน 65 คาดว่า เนื้อที่ให้ผลรวมทั้งประเทศ 6.150 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 1.93% ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 18.42 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.94% โดยผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผลทั้งประเทศ 2,994 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 8.94% โดยเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจากเนื้อที่ที่ปลูกเมื่อปี …
Read more »
GDP สิงคโปร์ใน Q3/65 ขยายตัว 4.1% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ : อินโฟเควสท์กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (MTI) ของสิงคโปร์รายงานในวันนี้ (23 พ.ย.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ในไตรมาส 3/2565 ขยายตัวต่ำกว่าคาด MTI ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ขยายตัว 4.1% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 3 ของปีนี้ น้อยกว่าระดับ 4.4% ที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส หลังปรับค่าตามฤดูกาลแล้วพบว่า GDP ของสิงคโปร์ขยายตัว 1.1% ต่ำกว่าระดับที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 1.5% หลังจากหดตัว 0.1% ในไตรมาส 2/2565 นอกจากนี้ MTI คาดการณ์การเติบโตของ GDP สิงคโปร์ตลอดปี 2565 ไว้ที่ 3.5% ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางของตัวเลขประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 3-4% ในขณะที่คาดว่า การเติบโตจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 0.5-2.5% ในปี 2566 โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 พ.ย. 65) FacebookTwitterLine
Read more »
SPRC บวกนำกลุ่มโรงกลั่นรับราคาน้ำมันฟื้น โบรกฯคาด Q4/65 ไม่ขาดทุนสต็อก-เก็งปันผล : อินโฟเควสท์หุ้นกลุ่มโรงกลั่นรับแรงเก็งกำไรจากทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกฟื้นตัวขึ้น หลังจากกลุ่มโอเปกปฏิเสธข่าวลือการปรับเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมครั้งถัดไปเดือน ธ.ค.65 และยังคงแผนเดิมในการปรับลดกำลังการผลิตจากการประชุมครั้งก่อน สนับสนุนคาดการณ่ว่าผลประกอบของกลุ่มผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/65 ที่มีผลขาดทุนสต็อกน้ำมันค่อนข้างมากไปแล้ว เมื่อเวลา 11.52 น.นำโดย SPRC ปรับขึ้น 4.46% หรือเพิ่มขึ้น 0.50 บาท มาที่ 11.70 บาท มูลค่าซื้อขาย 103.32 ล้านบาท ESSO ปรับขึ้น 3.36% หรือเพิ่มขึ้น 0.40 บาท มาที่ 12.30 บาท มูลค่าซื้อขาย 164.19 ล้านบาท BCP ปรับขึ้น 2.44% หรือเพิ่มขึ้น 0.75 บาท มาที่ 31.50 บาท มูลค่าซื้อขาย 89.21 ล้านบาท TOP ปรับขึ้น 1.88% หรือเพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 54.25 บาท …
Read more »
'เครดิตสวิส' คาดขาดทุนอ่วม 1.6 พันล้านดอลลาร์ใน Q4/65 : อินโฟเควสท์เครดิตสวิสคาดการณ์ในวันนี้ (23 พ.ย.) ว่า บริษัทจะเผชิญภาวะขาดทุน 1.5 พันล้านฟรังก์สวิส (1.6 พันล้านดอลลาร์) ในไตรมาส 4/2565 หลังเริ่มดำเนินการยกเครื่องเชิงกลยุทธ์ขนานใหญ่ ทั้งนี้ เครดิตสวิสได้ออกมาประกาศมาตรการต่าง ๆ ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกอบกู้ธุรกิจวาณิชธนกิจที่ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแก้ไขความเสี่ยงและการละเมิดข้อปฏิบัติที่ทำให้บริษัทต้องจ่ายเงินมากมาย เพื่อสะสางข้อพิพาททางกฎหมาย “มาตรการขั้นเด็ดขาดเหล่านี้มีแนวโน้มทำให้เกิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในธุรกิจวาณิชธนกิจ และเพิ่มต้นทุนด้านการปฏิรูป รวมถึง การเสริมสร้างความแข็งแกร่งและจัดสรรปันส่วนเงินทุน” เครดิตสวิสกล่าว เครดิตสวิสเปิดเผยว่า บริษัทต้องเผชิญภาวะกระแสสินทรัพย์สุทธิไหลออกต่อไป โดยกระแสสินทรัพย์เหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6% ภายใต้การบริหาร ณ ช่วงสิ้นไตรมาส 4 เครดิตสวิสคาดการณ์ว่า การขาดทุน 75 ล้านฟรังก์สวิสจะเกี่ยวข้องกับการขายหุ้นในออลฟันด์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีความมั่งคั่งของอังกฤษ ขณะที่ เงินฝากและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่ลดน้อยลงจะนำไปสู่การปรับตัวลงของกำไรดอกเบี้ยสุทธิ ค่านายหน้า และค่าธรรมเนียม ซึ่งเครดิตสวิสคาดว่าจะทำให้ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งขาดทุนในไตรมาส 4 โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 พ.ย. 65) FacebookTwitterLine
Read more »
นายกฯ ลงพื้นที่เพชรบูรณ์พรุ่งนี้ คิกออฟโอนเงินช่วยเหลือผู้ปลูกข้าว ปี 65/66 : อินโฟเควสท์นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เตรียมเป็นประธานในพิธีเปิด KICK OFF มาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ในวันพรุ่งนี้ (24 พ.ย.) ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งจัดโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเดินหน้าโครงการสำคัญของรัฐบาลในการส่งมอบความช่วยเหลือ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร อนึ่ง คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 65 เห็นชอบให้ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2565/66 พร้อมมาตรการคู่ขนาน วงเงินรวม 81,265 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 ก.ย. 66 โดยมีเป้าหมายเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์มากกว่า 4.68 ล้านครัวเรือน และเริ่มโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรตั้งแต่ 24 พ.ย. 65 เป็นต้นไป โดยนายกรัฐมนตรี จะได้ติดตามผลการดำเนินงานภายใต้มาตรการช่วยเหลือและยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ก่อนกล่าวพบปะเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ที่มาร่วมกิจกรรม จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะทำพิธีกดปุ่มโอนเงินโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฯ และจะเป็นประธานสักขีพยานในการมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวฯ การมอบสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกแก่ผู้แทนเกษตรกร และการมอบสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกให้แก่ผู้แทนสถาบันเกษตรกร “การจัดงาน …
Read more »
ส.อ.ท.เผยยอดส่งออกรถยนต์ ต.ค.65 โต 15.51%YoY มาที่ 94,228 คัน : อินโฟเควสท์นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือน ต.ค.65 อยู่ที่ 94,228 คัน ขยายตัว 15.51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 84,917.32 ล้านบาท จาก 71,410.68 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน “ยอดส่งออกขยายตัวดีขึ้นหลังปัญหาชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์คลี่คลาย ทำให้สามารถผลิตได้เพิ่มมากขึ้น ขณะที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้นกว่าจำนวนรถที่ส่งออกไปเนื่องจากเป็นรถยนต์ PPV ทีมีมูลค่าสูงกว่ารถยนต์นั่งและรถยนต์กระบะ” นายสุรพงษ์ กล่าว ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.65) อยู่ที่ 800,672 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.48% โดยมีมูลค่าการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 727,468.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.60% โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 พ.ย. 65) FacebookTwitterLine
Read more »
