Tesla ชนะคดีในสหรัฐฯ ครั้งแรก จากข้อกล่าวหาว่าระบบ Autopilot หรือ ระบบผู้ช่วยคนขับแบบอัตโนมัติมีส่วนทำให้ผู้ขับขี่เสียชีวิต
การชนะคดีของ Tesla นับว่ามีความสำคัญต่อบริษัทเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องในอีกหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Autopilot ซึ่งพาหนะสามารถขับเคลื่อนเองได้โดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากผู้ขับขี่ โดยคณะลูกขุนลงคะแนนเสียงที่ 9-3 ชี้ว่า รถคันดังกล่าวไม่มีข้อบกพร่องจากการผลิต และซอฟต์แวร์ก็ไม่มีข้อบกพร่องเช่นกัน คำฟ้องระบุว่า ระบบ Aupilot ทำให้รถรุ่น Model 3 ของ Micah Lee เลี้ยวอย่างกะทันหันด้วยความเร็ว 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในพื้นที่ของลอสแอนเจลิส โดยรถคันดังกล่าวชนเข้ากับต้นปาล์มและเกิดเปลวเพลิงลุกไหม้ทั้งคันภายในเวลาไม่กี่วินาที อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นในปี 2019 ส่งผลให้ Lee เสียชีวิต ขณะที่ผู้โดยสารอีกสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมถึงเด็กชายวัย 8 ขวบ ซึ่งทางโจทก์ได้ขอให้คณะลูกขุนเรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษเป็นเงิน 400 ล้านดอลลาร์ Tesla ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า Lee ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าระบบ Autopilot ถูกเปิดใช้งานในช่วงเกิดเหตุหรือไม่ Tesla ชี้ว่า แม้เทคโนโลยีของบริษัทจะชื่อ "Autopilot" ที่ช่วยให้พาหนะสามารถขับเคลื่อนเองได้ แต่ผู้ขับขี่ยังต้องมั่นสังเกตสถานการณ์รอบตัวบนท้องถนน เพราะระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติแค่บางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ระบบขับขี่ด้วยตนเอง ขณะที่ในคดีอื่นๆ ส่วนใหญ่โจทก์กล่าวหาว่าระบบ Autopilot มีข้อบกพร่อง ส่งผลให้ผู้ขับขี่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติงว่า สาเหตุที่ Tesla ตั้งชื่อฟีเจอร์ผู้ช่วยคนขับว่า “Full Self-Driving" เพราะอยากทำให้คนเชื่อว่ารถของบริษัทสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้จริง ซึ่งเป็นความสามารถที่เกินความเป็นจริง Tesla กำลังเผชิญกับการสอบสวนทางอาญาโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จากการอ้างว่ายานพาหนะของตนสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ นอกจากนี้ หน่วยงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติยังได้ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบ Autopilot หลังพบการชนที่เกิดขึ้นมากกว่าสิบครั้งจากรถของ Tesla ที่ชนกับยานพาหนะอื่นซึ่งจอดอยู่กับที่.
การชนะคดีของ Tesla นับว่ามีความสำคัญต่อบริษัทเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องในอีกหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Autopilot ซึ่งพาหนะสามารถขับเคลื่อนเองได้โดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากผู้ขับขี่ โดยคณะลูกขุนลงคะแนนเสียงที่ 9-3 ชี้ว่า รถคันดังกล่าวไม่มีข้อบกพร่องจากการผลิต และซอฟต์แวร์ก็ไม่มีข้อบกพร่องเช่นกัน คำฟ้องระบุว่า ระบบ Aupilot ทำให้รถรุ่น Model 3 ของ Micah Lee เลี้ยวอย่างกะทันหันด้วยความเร็ว 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในพื้นที่ของลอสแอนเจลิส โดยรถคันดังกล่าวชนเข้ากับต้นปาล์มและเกิดเปลวเพลิงลุกไหม้ทั้งคันภายในเวลาไม่กี่วินาที อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นในปี 2019 ส่งผลให้ Lee เสียชีวิต ขณะที่ผู้โดยสารอีกสองคนได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมถึงเด็กชายวัย 8 ขวบ ซึ่งทางโจทก์ได้ขอให้คณะลูกขุนเรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษเป็นเงิน 400 ล้านดอลลาร์ Tesla ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่า Lee ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าระบบ Autopilot ถูกเปิดใช้งานในช่วงเกิดเหตุหรือไม่ Tesla ชี้ว่า แม้เทคโนโลยีของบริษัทจะชื่อ "Autopilot" ที่ช่วยให้พาหนะสามารถขับเคลื่อนเองได้ แต่ผู้ขับขี่ยังต้องมั่นสังเกตสถานการณ์รอบตัวบนท้องถนน เพราะระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติแค่บางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ระบบขับขี่ด้วยตนเอง ขณะที่ในคดีอื่นๆ ส่วนใหญ่โจทก์กล่าวหาว่าระบบ Autopilot มีข้อบกพร่อง ส่งผลให้ผู้ขับขี่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติงว่า สาเหตุที่ Tesla ตั้งชื่อฟีเจอร์ผู้ช่วยคนขับว่า “Full Self-Driving" เพราะอยากทำให้คนเชื่อว่ารถของบริษัทสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้จริง ซึ่งเป็นความสามารถที่เกินความเป็นจริง Tesla กำลังเผชิญกับการสอบสวนทางอาญาโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จากการอ้างว่ายานพาหนะของตนสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ นอกจากนี้ หน่วยงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติยังได้ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบ Autopilot หลังพบการชนที่เกิดขึ้นมากกว่าสิบครั้งจากรถของ Tesla ที่ชนกับยานพาหนะอื่นซึ่งจอดอยู่กับที่
