SLAPP เมื่อกฎหมายเป็น 'อาวุธ' ปิดปากประชาชน ไร้ความเท่าเทียม

SLAPP News

SLAPP เมื่อกฎหมายเป็น 'อาวุธ' ปิดปากประชาชน ไร้ความเท่าเทียม
Anti-SLAPP
  • 📰 SPRiNGNEWS_TH
  • ⏱ Reading Time:
  • 409 sec. here
  • 9 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 170%
  • Publisher: 53%

SLAPP คือ 'อาวุธปิดปากคนตัวเล็ก' กลยุทธ์ที่ใช้ทุนมหาศาลสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนต้อง 'เซ็นเซอร์ตัวเอง' ทางออกคือ Anti-SLAPP เพื่อหลักนิติธรรม

แต่ในความเป็นจริงในม่านหมอกของ "การพัฒนา" และความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่นับวันยิ่งเข้มข้นขึ้นในสังคมไทย มีเสียงหนึ่งที่กำลังถูกกดทับอย่างเงียบงัน แต่เจ็บปวด คือเสียงของ "คนตัวเล็กตัวน้อย" ที่ลุกขึ้นมาทักท้วง คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนา ทั้งของรัฐและเอกชน ทว่าแทนที่เสียงเหล่านั้นจะได้รับการรับฟัง พวกเขากลับถูกเผชิญหน้าด้วยอำนาจมืดที่ชื่อว่า "เครื่องมือทางกฎหมาย" ซึ่งถูกใช้เป็นอาวุธในการบั่นทอนกำลัง สกัดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ หรือที่รู้จักกันในนาม คดีฟ้องปิดปาก วีรวัฒน์ อบโอ หรือ ทนายกอล์ฟ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ผู้เปรียบเสมือนด่านหน้าในการปกป้องชาวบ้านจากกระบวนการนี้ ได้เปิดเผยถึงภาพรวมและกลยุทธ์อันซับซ้อนของการใช้กฎหมายที่เปลี่ยน "เกมชีวิต" ของชาวบ้านให้กลายเป็น "ไฟลามทุ่ง" ที่กัดกินทั้งทรัพยากรและจิตวิญญาณวีรวัฒน์ เล่าด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจชาวบ้านว่า ตนเป็นผู้รับผิดชอบคดีในลักษณะนี้กว่า 5-6 คดี และคาดการณ์ว่าจะมีมาเรื่อยๆ ตราบใดที่การใช้กฎหมายยังคงเป็นไปในทิศทางนี้ ยืนยันว่าการฟ้องร้องเหล่านี้มักมีเป้าหมายที่เหนือกว่าการเอาผิดทางกฎหมาย นั่นคือการ สร้างอำนาจต่อรอง และหวังผลประโยชน์บางอย่าง คดีฟ้องปิดปากมักถูกใช้เป็นกลยุทธ์ในการบีบบังคับ ตัวอย่างสะเทือนใจตัวอย่างคือที่ จ.

เลย ชาวบ้านที่คัดค้านเหมืองทองและสร้างกำแพงปิดกั้นพื้นที่สาธารณะถูกบริษัทฟ้องถึง 22 คดีในข้อหาปิดกั้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยื่นข้อเสนอเผยเจตนาที่แท้จริงคือ "หากชาวบ้านเปิดทางให้ขนแร่ไปขายได้ จะถอนฟ้องคดีทั้งหมด" นี่คือการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อบีบให้จำเลยยอมจำนนและแลกผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยตรง สำหรับคนตัวเล็ก การถูกฟ้องคดีคือ กลยุทธ์ทางจิตวิทยา ที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง ความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาครอบครัวมักตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดคือเสียต้องโทษ และผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือเสมอตัวไม่ได้อะไร" คือคำนิยามที่สรุปชะตากรรมของชาวบ้านได้ชัดเจนที่สุด เพราะแม้ศาลจะยกฟ้อง พวกเขาก็ต้องเสียเวลา เสียพลังงาน และเสียค่าใช้จ่ายไปแล้ว โดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลยวีรวัฒน์ชี้ให้เห็นถึง "ความเหลือเชื่อและแปลกประหลาด" ที่เกิดขึ้นในกระบวนการต่อสู้คดีตั้งแต่ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ จนถึงชั้นศาล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความยากลำบากและกดดันให้กับฝ่ายจำเลย หลังจากการพูดคุยอย่างเป็นมิตรกับผู้ใหญ่ว่าจะ "ไม่มีการดำเนินคดี" เพียง 2-3 อาทิตย์ต่อมา กลับมีหมายเรียกมาถึงชาวบ้าน โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งจาก "หัวหน้า" ที่ต้องดำเนินคดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจทางกฎหมายอาจถูกชี้นำจากอำนาจเหนือกว่าที่ไม่ยึดโยงกับข้อเท็จจริง หรืออีกแนวทางหนึ่งคือการเลือกสถานที่ฟ้องคดีที่ไกลแสนไกล การที่บริษัทเลือกไปฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่เกิดเหตุ เช่น คดีที่เกิดขึ้นใน จ.เลยแต่ไปฟ้องร้องที่ จ.ภูเก็ต มีวัตถุประสงค์เดียวคือการ เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลา ให้ชาวบ้านต้องจัดการภายในชุมชนเพื่อระดมเงินมาต่อสู้คดีเอง ซึ่งนับเป็นกลยุทธ์ที่บั่นทอนกำลังได้ดีที่สุด วีรวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีมักได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะในกรณีการชุมนุม "หากรัฐบาลไม่ซีเรียส การฟ้องร้องก็จะไม่เกิดขึ้น" รวมถึงการแทรกแซงในกลไกภายใน เช่น กรณีผู้พิพากษาเห็นด้วยกับการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทางการเมือง แต่กลับมีคำสั่งจากเบื้องบนไม่ให้ประกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการที่ "การเมืองเข้ามาในกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างมาก"วีรวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า ในการต่อสู้คดี SLAPP ทนายความจำเป็นต้องทำมากกว่าการโต้แย้งข้อกฎหมาย แต่ต้องชี้ให้ศาลเห็นถึง "พื้นหลัง" และ "มูลเหตุ" ที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาพูด การต่อสู้คดีเน้นย้ำว่าการกระทำของชาวบ้านเป็นการ ปกป้องประโยชน์สาธารณะ และผู้ได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่ตัวจำเลยเอง แต่เป็นชุมชนหรือประเทศชาติ หากการวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นไปอย่าง สุจริต และอยู่บนพื้นฐานที่สังคมสนใจ แม้จะกระทบผู้ถูกกล่าวหาบ้าง ก็ไม่ควรถือเป็นความผิด "คำว่า 'สุจริต' และ 'เป็นประโยชน์สาธารณะ' ต้องมีการตีความ" เพื่อให้กฎหมายรับใช้เจตนารมณ์ที่แท้จริงวีรวัฒน์ มองว่าความยุติธรรมไม่ใช่สิ่งที่ต้องร้องขอ แต่ต้อง "สร้างมันขึ้นมา" ผ่านกลไกการสู้คดี และเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนมุมมองและระบบงานเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ต้องมีการกลั่นกรองคดีอย่างเข้มข้น โดยองค์กรอัยการและศาลควรใช้ ดุลพินิจอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงการใช้สิทธิเสรีภาพ หลักสุจริต และประโยชน์สาธารณะตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆ เพื่อไม่ให้คดีที่ไม่เข้าข่ายต้องถูกรับฟ้อง และโยนภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไปที่ชาวบ้าน สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดคือการออก พระราชบัญญัติหรือกฎหมายเฉพาะ เกี่ยวกับเรื่อง SLAPP โดยตรง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่ต้องขึ้นอยู่กับการตีความหรือดุลพินิจของผู้ปฏิบัติงานองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ซึ่งจะนำมาซึ่งความเท่าเทียมกันในการใช้กฎหมายวีรวัฒน์สรุปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ว่าผู้พิพากษาจำเป็นต้อง "มองนอกตัวบทกฎหมายนิดนึง" เพื่อให้เห็นความจริงที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของชาวบ้าน เพราะถ้ายึดกรอบกฎหมายอย่างเดียว ทุกคนที่มีความเห็นต่างล้วนผิดหมด ตราบใดที่การใช้กฎหมายยังถูกมองว่าเป็น "เกมการเมือง" ที่ผู้มีอำนาจสามารถนำมาใช้ฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งและบั่นทอนกำลังของฝ่ายตรงข้ามได้ ความยุติธรรมที่แท้จริงก็จะไม่เกิดขึ้น การต่อสู้ของคนตัวเล็กตัวน้อยเหล่านี้จึงเป็นมากกว่าคดีความส่วนบุคคล แต่เป็นการต่อสู้เพื่อ หลักนิติธรรม ที่กฎหมายต้องมีความเท่าเทียมกัน และไม่สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อีกต่อไป นี่คือมุมมองของคนที่ช่วยเหลือประชาชนตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่นอกสภา เขาไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปในการทำเรื่องกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก รวมถึงเป็นปากเสียงให้คนตัวเล็กตัวน้อย เพราะในสภา 1 ใน 3 เสาหลักของประชาธิปไตยก็มี สส. ที่เห็นว่าเรื่องกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากเป็นเรื่องที่สำคัญ และกำลังท้าทายระบบการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสังคมไทยชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ "ลูกเกด" สส.พรรคประชาชน หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่เดินหน้าผลักดันกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นเร่งด่วน สถานะล่าสุดของร่างกฎหมาย และความคาดหวังที่จะเห็นกฎหมายฉบับนี้สร้างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งและพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ประชาชนในการตรวจสอบผลประโยชน์สาธารณะ สส.ชลธิชา เริ่มต้นด้วยการวาดภาพสถานการณ์ที่เธอเห็นมาตลอดหลายปี ภาพของคนธรรมดาสามัญที่เคยลุกขึ้นมาส่งเสียงเพื่อชุมชน เพื่อปกป้องป่าไม้ เพื่อตรวจสอบโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อาจทำลายทรัพยากร แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับเอกสารหมายศาล "ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คดีฟ้องร้องเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะมัน สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ" น้ำเสียงของเธอย้ำถึงตัวเลขที่น่าตกใจ "คดีเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเมือง แต่เกิดขึ้นกับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่แค่ลุกขึ้นมาเรียกร้อง แม้แต่นักข่าวที่พยายามเปิดโปงการคอร์รัปชันก็โดน" เธอเรียกคดีเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาว่า "คดีฟ้องปิดปาก" เพราะผู้ฟ้องร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทเอกชน ที่มีทุนมหาศาล ไม่ได้ต้องการ 'ความยุติธรรม' แต่ต้องการส่งสารแห่งความหวาดกลัว เพื่อให้คนอื่น ๆ "เซ็นเซอร์ตัวเอง" สส.ชลธิชา ชวน จินตนาการถึงชาวบ้านคนหนึ่งที่ต้องเอาที่นาไปจำนองเพื่อสู้คดีหมิ่นประมาททางอาญาที่ยืดเยื้อ 5-10 ปี เพียงเพราะเขาตั้งคำถามถึงการปล่อยมลพิษในแม่น้ำ ต้นทุนของการเป็นพลเมืองดีในสังคมนี้มัน สูงเกินไป จนใครหลายคนต้องยอม "ชัตดาวน์ตัวเอง" แล้วเลือกที่จะเงียบ เมื่อเห็นความไม่ชอบมาพากลสส.ชลธิชาชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่บาดลึก เธอกล่าวว่าประเทศไทยมักนำเสนอตัวเองในเวทีโลกว่าเป็นประเทศที่มี "แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนทางธุรกิจ" "เราไปประกาศในเวทีโลกว่า บริษัทเอกชนต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนในการทำธุรกิจ แต่ในทางกลับกัน เสาหลักหนึ่งที่เราบอกว่าจะคุ้มครอง คือ 'นักปกป้องสิทธิ์' กลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมากมายก่ายกองอยู่ข้างในประเทศ" นี่คือรอยปริแตกของภาพลักษณ์ระดับชาติ ที่กฎหมาย Anti-SLAPP จะเข้ามายืนยันว่า ประเทศไทยจริงจังกับการคุ้มครองพลเมืองที่กล้าหาญ ไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวยหรูบนกระดาษ"ร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ของพรรคประชาชน ได้รายชื่อ สส. ครบถ้วนแล้ว และได้ ยื่นจ่อคิวเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว" เธอประกาศด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว ความคาดหวังของพรรคประชาชนคือ อย่างน้อยที่สุด กฎหมายนี้จะต้องเข้าสู่การพิจารณา วาระ 1 ก่อนที่อาจจะมีการยุบสภา การผลักดันนี้ไม่ใช่แค่การทำงานในสภา แต่เป็นการส่งสัญญาณให้ประชาชนที่กำลังสู้คดีอยู่ทั่วประเทศว่า "พวกเขาไม่ได้สู้คนเดียว"กฎหมาย Anti-SLAPP จะมอบอะไรให้สังคม? สส.ชลธิชา ไม่ได้มองว่านี่เป็นแค่มาตรการทางกฎหมาย แต่เป็นการสร้างหลักประกันทางความรู้สึก "กฎหมายนี้จะเพิ่ม ความมั่นใจ ให้กับทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ มันจะช่วย ลดต้นทุน ในการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะที่สูงลิบ" เหนือสิ่งอื่นใด คือการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ให้เพียงพอ ที่พลเมืองจะสามารถร่วมกันตรวจสอบประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในสังคมไทยได้ ทั้งโครงการขนาดใหญ่ และการทุจริตคอร์รัปชัน เธอสรุปด้วยภาพที่ทรงพลังว่า การมีอยู่ของกฎหมายฉบับนี้จะเปิดช่องให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเอง "หวงแหน และเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้" ที่สามารถลุกขึ้นมาช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้ โดยไม่ต้องอยู่แบบ "เงียบๆ" หรือรู้สึก "ไม่ชอบเขาอยู่"เมื่อถูกถามถึงความท้าทายว่า กฎหมายไทยมักถูกมองว่า "ดิ้นได้" และอาจมีช่องโหว่ให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นเครื่องมือ สส.ชลธิชา ยอมรับว่านี่คือความจริงที่ต้องเผชิญ "นี่เป็นความท้าทายหลักที่เกิดขึ้นกับ ทุกๆ กฎหมาย" เธอกล่าว "แต่ทุกกฎหมายมี พลวัต ของมันอยู่แล้ว สภาฯ จึงต้องทำหน้าที่ อุดช่องโหว่ให้มากที่สุด ตามเจตนารมณ์ และต้องทบทวนให้ทันสมัยตาม มาตรฐานสากล อยู่เสมอ" ชลธิชา แจ้งเร็ว เชื่อมั่นว่า การมีกฎหมาย Anti-SLAPP ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวางรากฐานเพื่อสร้าง หลักนิติธรรม ของไทยให้ เข้มแข็งมากขึ้น เพราะกฎหมายที่มีอยู่ ไม่ควรถูกใช้เพียงเพื่อปิดกั้นและปิดปากประชาชน เสียงของ สส.ชลธิชา ในสภา จึงไม่ใช่แค่การพูดในฐานะ สส. แต่คือเสียงแทน "ปากคำของพลเมือง" ที่ต้องการสิทธิพื้นฐานในการปกป้องผืนดินและบ้านของตนเอง โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าวันรุ่งขึ้น จะมีหมายศาลมาเคาะประตูบ้าน การใช้กฎหมายเพื่อฟ้องปิดปาก คือดาบสองคมที่ผู้มีอำนาจใช้กดทับเสียงคนตัวเล็กตัวน้อย ผู้ลุกขึ้นท้าทายและปกป้องสิทธิ์ของชุมชนและสาธารณะ แต่ผลลัพธ์กลับเป็นความทุกข์และการถูกจำกัดเสรีภาพ การต่อสู้เพื่อหลักนิติธรรมและกฎหมาย Anti-SLAPP จึงไม่ใช่แค่การปกป้องสิทธิ์ส่วนตัว แต่คือการสร้าง "บ้าน" ของความเป็นธรรมและพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนในสังคมไทย ขอให้เสียงของคนตัวเล็กไม่ถูกกลืนหาย แต่ดังขึ้นเป็นพลังเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ดังที่ ทนายวีรวัฒน์ สส.ชลธิชา รวมถึงอีกหลายคนที่มีจิตใจแน่วแน่ที่พร้อมจะผลักดันให้คนเสมอหหน้ากันผ่านกฎหมาย

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

SPRiNGNEWS_TH /  🏆 41. in TH

Anti-SLAPP

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

สิทธิในการปกป้องตนเอง ไม่ใช่การฟ้องปิดปากสิทธิในการปกป้องตนเอง ไม่ใช่การฟ้องปิดปากหากการแสดงความคิดเห็นคือเส้นเลือดใหญ่ของประชาธิปไตย สิ่งที่พบเจอบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ คือการใช้ศาลเป็นเวทีสกัดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ปรากฏการณ์นี้รู้จักกันในชื่อว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือการฟ้องปิดปาก
Read more »

ม.กรุงเทพ พัฒนา 'ปืนแอนตี้โดรน' ส่งมอบกองทัพไทยใช้งานจริงในภารกิจป้องกันภัยทางอากาศม.กรุงเทพ พัฒนา 'ปืนแอนตี้โดรน' ส่งมอบกองทัพไทยใช้งานจริงในภารกิจป้องกันภัยทางอากาศมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประสบความสำเร็จในการคิดค้นพัฒนาปืนแอนตี้โดรนหรือที่เรียกว่า Anti-Drone Gun ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีการป้องกันที่ตอบสนองความต้องการเร่งด่วนในการรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศ ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลจากการทุ่มเทของทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์นวัตกรรมเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ Center of Specialty Innovation (CoSI)...
Read more »

ม.กรุงเทพ มอบปืนแอนตี้โดรนจากการต่อยอดงานวิจัยให้กองทัพใช้งานจริงม.กรุงเทพ มอบปืนแอนตี้โดรนจากการต่อยอดงานวิจัยให้กองทัพใช้งานจริงมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ประสบความสำเร็จในการคิดค้นพัฒนาปืนแอนตี้โดรนหรือที่เรียกว่า Anti-Drone Gun
Read more »

ชลธิชา อธิบายร่างกฎหมาย Anti-SLAPP: ปลดล็อกเสรีภาพการแสดงออกชลธิชา อธิบายร่างกฎหมาย Anti-SLAPP: ปลดล็อกเสรีภาพการแสดงออกชลธิชา สส.พรรคประชาชน อธิบายรายละเอียดร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ที่มีเป้าหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยมีสถิติการฟ้องปิดปากสูงที่สุดในอาเซียน ร่างกฎหมายมุ่งเน้นการยกเลิกโทษจำคุกในคดีหมิ่นประมาท และเพิ่มกลไกให้ศาลสามารถยกฟ้องคดีที่มุ่งระงับการมีส่วนร่วมของประชาชนได้
Read more »

ไม่ถอย! “ศุภณัฐ” ลั่นถูก “ซิโน-ไทย” ฟ้องคือ “SLAPP' พร้อมงัดหลักฐานสู้ ยันแค่แชร์ข้อมูลสาธารณะไม่ถอย! “ศุภณัฐ” ลั่นถูก “ซิโน-ไทย” ฟ้องคือ “SLAPP' พร้อมงัดหลักฐานสู้ ยันแค่แชร์ข้อมูลสาธารณะไม่ถอย! “ศุภณัฐ” ลั่นถูก “ซิโน-ไทย” ฟ้องคือ “SLAPPW พร้อมงัดหลักฐานสู้ ยันแค่แชร์ข้อมูลสาธารณะ
Read more »

SLAPP ไม่ใช่ฟ้องปิดปาก แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความจริงได้พิสูจน์ในศาลSLAPP ไม่ใช่ฟ้องปิดปาก แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความจริงได้พิสูจน์ในศาลในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถูกส่งต่อกันอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ เพียงไม่กี่ชั่วโมง ข่าวหรือโพสต์ที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอาจกลายเป็นไวรัล และนำไปสู่การตัดสินโดย “ศาลโซเชียล”
Read more »



Render Time: 2026-04-02 13:24:25