SCBEIC มองวิกฤติอาหารโลก โอกาสท่ามกลางความเสี่ยงระยะยาวของไทย SCBEIC ความมั่นคงด้านอาหาร ธนาคารไทยพาณิชย์, วิกฤติอาหารโลก อินโฟเควสท์
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า วิกฤติความมั่นคงด้านอาหารของโลกมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากหลายปัจจัย โดยปัจจุบันวิกฤติอาหารโลก มีแนวโน้มขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงด้านต่างๆ ในระบบนิเวศ ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารในระดับต้นน้ำ ทั้งในส่วนของการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ระดับกลางน้ำ อย่างการแปรรูป และผลิตอาหาร เรื่อยมาจนถึงปลายน้ำ อย่างการค้าขายและขนส่งสินค้าต่อไปยังผู้บริโภคขั้นสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิตอาหาร อย่างไรก็ดี วิกฤติการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในรอบนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลา และสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ ที่ผู้คนทั่วโลกต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือ สอดคล้องกับรายงานของ Global Report on Food Crises ประจำปี 65 ซึ่งระบุว่า ประชากรมากถึงเกือบ 193 ล้านคนใน 53 ประเทศทั่วโลก กำลังเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหารอย่างเฉียบพลัน1.
การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยน สำคัญ ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวเร่งที่เข้ามาเพิ่มแรงกดดันต่อวิกฤติความมั่นคงด้านอาหารที่มีอยู่ก่อนแล้วให้กลับยิ่งเลวร้ายลงไปอีก รวมทั้งยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มโลก ทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน สำหรับผลกระทบต่ออุปสงค์นั้น แม้ว่าโควิด-19 จะมีผลให้ความต้องการสินค้าอาหารและเครื่องดื่มบางประเภทปรับตัวลดลง โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีพ และสินค้าที่มีราคาค่อนข้างแพง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ซบเซาและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวก็ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าบางประเภทเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ อย่างผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่จำเป็นในการดำรงชีพ และสามารถเก็บไว้บริโภคได้นานโดยไม่เน่าเสียง่าย ส่งผลให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีการกักตุนสินค้าประเภทเหล่านี้ไว้สำหรับบริโภคภายในครัวเรือนในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มบางประเภทขาดแคลนในระยะสั้นๆ ขณะที่ด้านอุปทาน เป็นผลกระทบต่อเนื่องที่มาจากการที่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหารโลกต้องสะดุดลง ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการปิดประเทศชั่วคราว มาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งการจำกัดการเดินทาง หรือการเคลื่อนย้าย และขนส่งสินค้า วัตถุดิบ รวมทั้งแรงงานระหว่างประเทศหรือระหว่างเมือง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนนำไปสู่ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร 2. สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงลากยาวมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.พ. 65 จนถึงปัจจุบันและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววันนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารโลก และทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นมากจากอุปทานที่หายไปจากตลาด ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตและส่งออกธัญพืชที่สำคัญของโลกหลายชนิด โดยรัสเซียเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุดในตลาดโลก ขณะที่ยูเครนก็เป็นผู้ส่งออกธัญพืชรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ น้ำมันดอกทานตะวัน ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลี นอกจากนี้ การสู้รบที่เกิดขึ้นยังทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตในบางพื้นที่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นราคาปุ๋ย และเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรต่างๆ ยังปรับตัวสูงขึ้นมากอีกด้วย เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบสำหรับทำปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป รวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ซึ่งเป็นปลายน้ำของห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมอาหารแพงขึ้นตามไปด้วย อนึ่ง ภาวะสงครามที่ยื้ดเยื้อ รวมทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น ยังส่งผลให้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารบางประเทศ ตัดสินใจดำเนินนโยบายระงับ หรือจำกัดการส่งออกอาหารเป็นการชั่วคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารพื้นฐานในการดำรงชีพ และน้ำมันพืช เพื่อไม่ให้กระทบต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศตนเอง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสะสมสต็อกไว้เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต 3. การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่มีส่วนทำให้วิกฤติความมั่นคงด้านอาหารทั่วโลกมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เป็นผลจากสภาพภูมิอากาศโลกที่มีความผิดเพี้ยนจากปกติ รวมทั้งยังมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศแบบสุดขั้วทั้งร้อนจัดและหนาวจัด คลื่นความร้อน พายุไต้ฝุ่น รวมทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม รวมไปถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เช่น ดินถล่ม ภูเขาไฟระเบิด รวมไปถึงแนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเหมาะสมทางกายภาพในการทำเกษตรกรรม การทำฟาร์มปศุสัตว์ รวมทั้งยังมีผลต่อสภาพแวดล้อมโดยรวมในระบบนิเวศอีกด้วย และส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรของโลกโดยรวมมีแนวโน้มปรับลดลง สำหรับในระยะสั้น ไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากทั้งปริมาณการส่งออก และราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น โดย EIC มองว่า การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารของไทย น่าจะได้รับประโยชน์จากวิกฤติขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารลำดับต้นๆ ของโลก และมีบทบาทสำคัญในฐานะครัวโลก อยู่แล้ว เนื่องจากมีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ขณะเดียวกัน ยังสามารถผลิตได้ในปริมาณที่มากเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศและส่งออก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรที่เป็นพืชอาหารสำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล ซึ่งไทยเป็นผู้นำหรือผู้ส่งออกลำดับต้นๆ ในตลาดโลกอยู่แล้ว รวมทั้งผลไม้สดอย่างทุเรียน หรือสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น สับปะรดกระป๋อง และสินค้าประมงแปรรูป เช่น ทูน่ากระป๋อง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพทางการแข่งขัน และครองตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกมาอย่างยาวนาน ในทางกลับกัน วิกฤติความมั่นคงด้านอาหารโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กำลังกลายเป็นความเสี่ยงในระยะยาวสำหรับประเทศผู้ส่งออกอาหารอย่างไทย แม้ว่าในระยะสั้นไทยจะได้ร้บอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าความกังวลเกี่ยวกับเรื่อง Food security ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก กำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ หันมาตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ และมีความพยายามที่จะพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น โดยได้เริ่มมีการวาง Roadmap ในเรื่องนโยบายความมั่นคงด้านอาหารกันอย่างจริงจังมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการพื้นที่ทำเกษตรกรรมและการทำฟาร์มปศุสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ในภาคเกษตร เพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางธรรมชาติและอุปสรรคต่างๆ EIC มองว่า การดำเนินนโยบายเรื่องความมั่นคงด้านอาหารเชิงรุกของคู่ค้าอย่างจีน ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อแนวโน้มการส่งออกสินค้าในกลุ่มธัญพืช พืชอาหาร ผลไม้ เนื้อสัตว์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารของไทยในระยะยาว เนื่องจากจีนมีแนวโน้มที่จะนำเข้าสินค้าดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่อง และหันไปพึ่งพาผลผลิตภายในประเทศมากขึ้น และ/หรือ นำเข้าจากพันธมิตรทางธุรกิจของตนเองในต่างประเทศแทน ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มพืชอาหาร เกษตรแปรรูป และอาหารของไทยไปยังตลาดจีนทยอยปรับลดลงตามไปด้วย เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าหลักของไทยในสินค้าอาหารหลายชนิด “ภายใต้บริบทแวดล้อมต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น คือจุดเปลี่ยนที่น่าจับตามองของการทำเกษตรกรรมในโลกแห่งอนาคต และกำลังมีส่วนสั่นคลอนบทบาทของไทย ในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก เพราะโมเดลการเติบโตของธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในอนาคตกำลังถูกขับเคลื่อน โดยอาศัยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเป็นตัวนำร่อง ไม่ใช่จากความโชคดีของทำเลที่ตั้งทางกายภาพของประเทศ และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติแบบในน้ำมีปลาในนามีข้าวเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว”EIC มองว่า ดังนั้นการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ทันสมัย และนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม จึงเป็นทั้งทางเลือกและทางรอดที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การนำเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบเซ็นเซอร์มาปรับใช้อย่างเหมาะสมเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และลดต้นทุน รวมถึงการมุ่งไปสู่การเกษตรแบบแม่นยำสูง โดยเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยในกระบวนการเพาะปลูก อาทิ การเก็บข้อมูลระยะใกล้จากเซ็นเซอร์ที่ใช้วัดสภาพดิน ความชื้น แร่ธาตุ ความเป็นกรดเป็นด่าง และค่าต่างๆ ในแปลงเพาะปลูก จากข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big data เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาช่วยวิเคราะห์และระบุสภาพพื้นที่เพาะปลูก ชนิดพืช สถานะการเจริญเติบโต และปัญหาต่างๆ ได้อย่างละเอียดถึงระดับแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร นอกจากนี้ การทำการเกษตรภายในสิ่งปลูกสร้างอย่าง Indoor farming หรือ Vertical farming เพื่อควบคุมสภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาสูง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่เพาะปลูก และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ที่มีแนวโน้มผิดเพี้ยนและรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวนี้ถือเป็นสิ่งที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อยที่มีเงินทุนไม่มากนัก และกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลในต่างประเทศพบว่า ปัจจุบันได้มีการนำระบบแพลตฟอร์มเข้ามาช่วยให้เกษตรกรรายย่อยได้ประโยชน์จาก Economies of scale โดยการแบ่งปันทรัพยากรระหว่างกันเองอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรมองหาโอกาสทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศคู่ค้าที่มีศักยภาพในการพัฒนาด้านเกษตรกรรมอย่างจีน เพื่อรองรับกับความท้าทายด้านต่างๆ จากการที่จีนจะกลายมาเป็นคู่แข่งกับไทยในอนาคต รวมไปถึงการแสวงหาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอาหารใหม่ๆ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดส่งออกเดิม ประเด็นเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม และต้องเตรียมรับมือไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย และขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารเชิงนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นให้กับระบบเศรษฐกิจที่สอดรับกับยุทธศาสตร์การเติบโตแบบ Value-based economy ของไทย
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
'อีลอน มัสก์' ประกาศคืนสิทธิบัญชีทวิตเตอร์ให้ 'โดนัลด์ ทรัมป์' : อินโฟเควสท์นายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและเจ้าของคนใหม่ของทวิตเตอร์ประกาศว่า จะคืนสิทธิการใช้งานบัญชีทวิตเตอร์ให้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐในวันเสาร์ (19 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ทั้งนี้ นายมัสก์ได้เปิดให้ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ร่วมกันลงมติว่า ควรคืนสิทธิการใช้บัญชีทวิตเตอร์ให้นายทรัมป์หรือไม่ หลังจากถูกระงับการใช้บัญชีแบบถาวรไปเมื่อปีที่ผ่านมา โดยหลังจากทำแบบสำรวจนาน 24 ชั่วโมงตั้งแต่วันศุกร์ที่ 18 พ.ย.ตามเวลาสหรัฐก็พบว่า ชาวทวิตเตอร์ส่วนใหญ่สนับสนุนให้คืนสิทธิการใช้บัญชีทวิตเตอร์ให้นายทรัมป์ “นี่คือเสียงของประชาชน ทรัมป์จะได้รับสิทธิการใช้บัญชีอีกครั้ง” นายมัสก์เขียนบนทวิตเตอร์ พร้อมข้อความ “Vox Populi, Vox Dei” ซึ่งหมายความว่า “เสียงของประชาชนคือเสียงของพระเจ้า” อนึ่ง นายทรัมป์นั้นถูกระงับการใช้บัญชีทวิตเตอร์แบบถาวรในเดือนม.ค. 2564 ภายใต้การบริหารงานของเจ้าของทวิตเตอร์คนเก่า โทษฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง หลังกลุ่มผู้สนับสนุนของนายทรัมป์บุกก่อเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภา โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ย. 65) FacebookTwitterLine
Read more »
IMF คาดศก.ไทยขยายตัวเพิ่ม 3.7% ใน 2566 จาก 2.8% ในปีนี้ สวนทางทั่วโลกที่ชะลอลง : อินโฟเควสท์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า กิจกรรมเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัวลงแบบเป็นวงกว้างและมากกว่าที่คาด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ วิกฤตค่าครองชีพ ภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นในเกือบทุกภูมิภาค การรุกรานยูเครนของรัสเซีย และการแพร่ระบาดแบบต่อเนื่องของโควิด-19 ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ถ่วงแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดย IMF คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวแบบชะลอตัวที่ 3.2% ในปี 2565 จากการขยายตัว 6.0% ในปี 2564 นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะชะลอตัวลงเพิ่มเติมสู่การขยายตัว 2.7% ในปี 2566 นางคริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการ IMF กล่าวขณะเข้าร่วมการประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯในวันเสาร์ (19 พ.ย.) ว่า เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเอเปคส่วนใหญ่กำลังชะลอตัวลง และอย่างน้อย 1 ใน 3 ของโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยสหรัฐ จีน และยุโรปเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยทั้ง 3 ถือเป็นหัวแรงหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในบางพื้นที่ยังคงมีความสดใส โดยอาเซียนเป็นหนึ่งในนั้น เช่นเดียวกับบางประเทศที่ได้ผลประโยชน์จากเงื่อนไขการค้าที่ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ แต่โดยรวมแล้ว …
Read more »
IMF คาดไทย-จีนเป็นเพียง 2 ประเทศในเอเชียที่จีดีพีเป็นบวกปีนี้และโตเพิ่มปีหน้า : อินโฟเควสท์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WORLD ECONOMIC OUTLOOK REPORT) ในเดือนต.ค. 2565 คาดการณ์ว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น มีประเทศไทยและจีนเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ที่ขยายตัวทั้งในปี 2565 และ 2566 และการขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริงในปีหน้านั้นยังเพิ่มขึ้นจากระดับในปีนี้ด้วย IMF Staff estimates คาดการณ์ว่า จีดีพีที่แท้จริงของไทยในปี 2566 จะขยายตัว 3.7% เพิ่มขึ้นจากระดับ 2.8% ของปี 2565 ส่วนจีดีพีที่แท้จริงของจีนนั้น IMF คาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2566 เพิ่มขึ้นจากระดับ 3.2% ในปี 2565 นอกจากนี้ IMF ยังคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานของประเทศไทยอยู่ที่ระดับต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยอยู่ที่เพียง 1.0% ทั้งในปี 2565 และ 2566 ทั้งนี้ IMF คาดการณ์จีดีพีที่แท้จริงและอัตราว่างงานของประเทศต่าง …
Read more »
นิด้าโพล เผยคนภาคตะวันออกหนุน 'อุ๊งอิ๊งค์' เป็นนายกฯ,เลือกพรรคเพื่อไทย : อินโฟเควสท์ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยบุคคลที่คนภาคตะวันออกจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 25.09 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊งค์) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) เพราะต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ชื่นชอบนโยบายของพรรคเพื่อไทย ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชื่นชอบผลงานของตระกูลชินวัตร อันดับ 2 ร้อยละ 16.64 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) เพราะเป็นคนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ ชื่นชอบนโยบายของพรรคก้าวไกล ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชื่นชอบอุดมการณ์ของพรรคก้าวไกล อันดับ 3 ร้อยละ 13.64 ระบุว่าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ต้องการให้บริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร อันดับ 4 ร้อยละ 13.09 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 8.50 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส …
Read more »
รัฐบาลชี้ช่องทางกฎหมายให้ลูกหนี้ไว้ใช้ป้องกันตัวจากแก๊งทวงหนี้ผิดกฎหมาย : อินโฟเควสท์น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ถึงแม้หน่วยงานภาครัฐและธนาคารพาณิชย์จะได้ออกเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อการหลอกลงทุนและการปล่อยกู้ผ่านออนไลน์ แต่ยังคงมีประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ และพบว่ามีแก๊งมิจฉาชีพส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ทวงถามหนี้เงินกู้เพิ่มมากขึ้น พร้อมชักชวนให้ทำการกู้เงินในวงเงินเพิ่มเติม จึงขอให้ประชาชนตั้งสติหากถูกแก๊งทวงหนี้แอบอ้าง ข่มขู่ แล้วทำการบันทึกข้อมูลการสนทนา ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ดำเนินคดีแล้วแจ้งเบาะแสการกระทำผิดไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รวบรวมข้ออ้างที่คนทวงหนี้ใช้บ่อย ซึ่งมักอ้างกฎหมายมาขู่ลูกหนี้ให้กลัว สิ่งที่ลูกหนี้ต้องรู้เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ เช่น 1.การขู่ว่าเป็นหนี้ไม่จ่ายจะติดคุก ซึ่งความจริงคือ การไม่จ่ายหนี้ไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายอาญา แต่เจ้าหนี้สามารถฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ 2.จะมีการยึดทรัพย์ทันทีถ้าไม่จ่าย ซึ่งความจริงคือ เจ้าหนี้ต้องฟ้องร้องต่อศาลจนคดีถึงที่สุดก่อน 3.การโทรทวงเช้า กลางวัน เย็น ไม่สามารถทำได้ กฎหมายให้ทวงหนี้ได้วันละ 1 ครั้งเท่านั้น หากประชาชนถูกทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ลูกหนี้สามารถร้องเรียนหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทร.1213 โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่าการติดตามทวงหนี้ ซึ่งมีลักษณะการพูดจาข่มขู่ ดูหมิ่น การเปิดเผยข้อมูลการเป็นหนี้ของลูกหนี้ …
Read more »
นายกฯ มั่นใจการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปคจะส่งผลดีทันทีต่อภาคท่องเที่ยว : อินโฟเควสท์น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มั่นใจผลจากการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เพิ่งสิ้นสุดลงไปจะเกิดผลบวกทันทีต่อภาคการท่องเที่ยว นอกเหนือจากผลดีระยะยาวจากการผลักดันเศรษฐกิจ BCG ที่สร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจดิจิทัล, การพัฒนาธุรกิจ MSMEs และการเชื่อมโยงการค้าผ่านเขตการค้าเสรีเอเปค (FTAAP) ทั้งนี้ตลอดช่วงเวลาในการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปค โดยเฉพาะสัปดาห์การประชุมผู้นำระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอกิจกรรมต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหาร ศิลปะการต่อสู้ เช่น มวยไทย ให้เป็นที่รู้จักและสื่อต่างชาติได้นำไปเผยแพร่ต่อ ขณะที่กิจกรรมของผู้นำหลายประเทศในระหว่างเดินทางมาเยือนประเทศไทยก็ได้กระตุ้นให้แหล่งท่องเที่ยวของไทยอยู่ในความสนใจของชาวต่างชาติด้วย “นายกรัฐมนตรีมั่นใจว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ผู้นำเอเปคจะเป็นแรงส่งต่อภาคการท่องเที่ยวในทันที ผนวกกับระยะนี้เป็นช่วงไฮซีซัน คาดว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากจะเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการเดินทาง จึงขอให้ภาคธุรกิจผู้ประกอบการร่วมกับรักษาคุณภาพและมาตรฐานการบริการที่จะสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน ฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวกลับไปสู่จุดก่อนการระบาดของโควิด19 เน้นคุณภาพและความยั่งยืน” น.ส.ไตรศุลี กล่าว สำหรับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในระยะต่อไปนั้น ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามที่นายกรัฐมนตรีเคยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรการที่เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน โดย ครม.จะได้ทยอยพิจารณาเพื่อให้มีผลบังคับทันช่วงเทศกาลปีใหม่ต่อไป โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ย. 65) FacebookTwitterLine
Read more »
