SCB EIC มองก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมไทย ในยุคฟื้นฟูความเชื่อมั่นการแก้ปัญหาโลกร้อน

หุ้น News

SCB EIC มองก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมไทย ในยุคฟื้นฟูความเชื่อมั่นการแก้ปัญหาโลกร้อน
หุ้นไทยหุ้นวันนี้ตลาดหุ้น
  • 📰 eFinanceThai
  • ⏱ Reading Time:
  • 1021 sec. here
  • 27 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 440%
  • Publisher: 63%

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ส.ค. 67 14:30 น. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมไทย ในยุคฟื้นฟูความเชื่อมั่นการแก้...

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมไทย ในยุคฟื้นฟูความเชื่อมั่นการแก้ปัญหาโลกร้อนเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ วิกฤติโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในไทย อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบปัญหากับการแก้ปัญหา กลับพบว่า โลกยังห่างไกลจากเป้าหมายที่จะจำกัดไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 1.

5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีสในปี 2015 ซึ่งเมื่อ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นจริง’ กับ ‘สิ่งที่สัญญา’ ยังมีความแตกต่างกันมาก ความเชื่อมั่น ที่มีต่อการผลักดันการแก้ปัญหาโลกร้อนจึงลดลงตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นต่อการออกนโยบายที่เหมาะสม เพียงพอและตอบโจทย์ของภาครัฐ ต่อความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาของผู้ดำเนินนโยบาย หรือแม้แต่ความเชื่อมั่นที่มีต่อภาพความสำเร็จตามความตกลงปารีสการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากโลกต้องการเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากความเชื่อมั่นเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโลกร้อนให้สัมฤทธิ์ผล โดยจากการวิเคราะห์ผลการประชุม COP28 และการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกปี 2024 SCB EIC พบว่า ประชาคมโลกตัดสินใจใช้ 3 แนวทางเพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นและปิดช่องว่างในการแก้ปัญหาโลกร้อน ได้แก่ 1) ‘Move faster’ เร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโลกร้อนให้เร็วและแรงขึ้น เช่น การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนโลกขึ้น 3 เท่าภายในปี 2030 หรือภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี 2) ‘More inclusive’ ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เช่น การผลักดันการลงทุนไปยังประเทศ ภูมิภาคหรือชุมชน ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด และ 3) ‘Beyond net zero’ ต้องคำนึงถึงการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กันไปด้วย เช่น การเร่งผลักดันการเกษตรรูปแบบใหม่ที่จะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่กว่า 1,000 ล้านไร่ภายในปี 2030 แนวทางแก้โลกร้อนในยุคฟื้นฟูความเชื่อมั่น จะทำให้มีทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น แนวทางแก้ปัญหาโลกร้อนจะกระทบต่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย SCB EIC แบ่งอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้นและกลุ่มที่จะต้องเร่งปรับตัว โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้นมี 6 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของพลังงานหมุนเวียน 2. กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 3. กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของรถไฟฟ้า 4. กลุ่มอุตสาหกรรมจัดการของเสีย 5. กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุฐานชีวภาพ และ 6. กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับแรงกดดันที่มากขึ้นและคว้าโอกาสทางธุรกิจมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น น้ำมันและก๊าซ โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เหล็ก ซีเมนต์ 2. กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพสูง อาทิ เกษตร เหมืองแร่ เคมีภัณฑ์ และ 3. กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์สันดาปภายในและชิ้นส่วน ผู้ประกอบการควรหันมาลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากแนวทางการแก้ปัญหาโลกร้อน SCB EIC มองว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินธุรกิจ กำลังกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เนื่องจากในระยะต่อไป บริษัทและประเทศต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ จะนำปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ มาใช้เป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกซื้อวัตถุดิบและบริการมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรหันมาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งสามารถดำเนินการผ่าน 5 ขั้นตอน คือ 1) ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร 2) ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3) ค้นหาเทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4) ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ 5) ติดตาม ประเมินและรายงานผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ โดยนอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ผู้ประกอบการควรแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นจากการที่ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่ Net zero ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมองหาโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของ 6 กลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น หรือการใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการฟื้นฟูธรรมชาติการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 20 ปี โดยภาคเอกชนเพียงลำพังจะไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน จนนำไปสู่ความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ โดย SCB EIC มองว่า ภาครัฐสามารถมีบทบาทสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชนได้อย่างน้อย 2 ประการ คือ 1) ปรับเป้าหมาย Net zero ของประเทศให้เร็วขึ้น จากปี 2065 เป็น 2050 ให้สอดคล้องกับแนวทางโลก โดยหากไม่มีการปรับเปลี่ยนไทยจะบรรลุ Net zero ช้ากว่า 123 ประเทศถึง 15 ปี และจะทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากวงจรการค้าโลกในอนาคต เนื่องจากประเทศและบริษัทต่าง ๆ ที่มีเป้า Net zero เร็วกว่าในปี 2050 มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะจากประเทศและบริษัทที่มีเป้าหมาย Net zero ไม่ช้าไปกว่าเป้าหมายที่ประเทศหรือบริษัทของตนเองกำหนดไว้ 2) เร่งออกมาตรการสนับสนุนให้ธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมการผลิตและบริโภคไปในทิศทางที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net zero ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรแต่ขาดแรงจูงใจในการปรับตัว เช่น กฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีการมอบเครดิตภาษีให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการออกมาตรการช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่ขาดทรัพยากรในการปรับตัว เช่น สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของประเทศแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมของไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กให้สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างทันท่วงทีความเร่งด่วนในการจัดการปัญหาโลกร้อนมีมาก เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ วิกฤติโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น โดยในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาอุณหภูมิโลกทุบสถิติร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง และนับเป็นการทุบสถิติสูงสุดนานติดต่อกันเป็นเวลา 13 เดือน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราดูข้อมูลภัยพิบัติของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดและต่อเนื่อง เราจะพบว่า จำนวนการเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่จากภูมิอากาศแปรปรวนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณปี 2000 เป็นต้นมา และมีจำนวนสูงสุดในปีที่ผ่านมา โดยในกรณีของไทย วิกฤติโลกร้อนก็กำลังส่งผลกระทบอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นและปริมาณฝนที่แปรปรวนยิ่งขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่สร้างความเสียหายรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2010 – 2022 ที่มูลค่าความเสียหายสะสมจากภัยแล้งและน้ำท่วมในไทยอยู่สูงถึงราว 1.4 ล้านล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงราว 34 เท่าจากมูลค่าความเสียหายสะสมในช่วงปี 2000 – 2009 อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่น ต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังถูกสั่นคลอน เนื่องจากโลกของเรายังห่างไกลจากเป้าหมายที่จะจำกัดไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส ในปี 2015 โดยรายงานการทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก ของสหประชาชาติเพื่อบรรลุเป้าหมายของความตกลงปารีส ที่เผยแพร่ในเดือน ก.ย. ปี 2023 ชี้ให้เห็นว่า การดำเนินงานตามแผนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทั่วโลกประกาศไว้ จะทำให้อุณภูมิโลกสูงขึ้น 2.1 – 2.8 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสอยู่ค่อนข้างมาก โดยเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ความเชื่อมั่น ที่มีต่อการผลักดันการแก้วิกฤติโลกร้อนจึงลดลงตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นต่อการออกนโยบายที่เหมาะสม เพียงพอ และตอบโจทย์ของภาครัฐ ต่อความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาของผู้ดำเนินนโยบาย หรือแม้แต่ความเชื่อมั่นที่มีต่อภาพความสำเร็จตามความตกลงปารีสการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากโลกต้องการเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากความเชื่อมั่นเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการสร้างความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโลกร้อนให้สัมฤทธิ์ผล ซึ่งจากผลการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 28 หรือ COP28 และการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ปี 2024 SCB EIC พบว่า ประชาคมโลกตัดสินใจร่วมกันที่จะใช้ 3 แนวทาง เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและปิดช่องว่างในการแก้ปัญหาโลกร้อนสัญญาณเตือนถึงหายนะที่กำลังเกิดขึ้นจากปัญหาโลกร้อนมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่การแก้ปัญหากลับยังไปไม่ถึงไหน สะท้อนได้จากข้อมูลของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ที่ชี้ให้เห็นว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จาก 53.2 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2015 มาอยู่ที่ 57.4 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในปี 2022 ซึ่งปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่สูงมาก เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโลกที่จะต้องลดลงมาอยู่ที่ 33.0 กิกะตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2030 เพื่อจำกัดอุณภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ดังนั้น ประชาคมโลกจึงมีฉันทามติร่วมกัน ที่จะเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโลกร้อนให้เร็วและแรงขึ้น สะท้อนได้จากผลการประชุม COP28 ในปลายปี 2023 ไม่ว่าจะเป็นการที่ 133 ประเทศทั่วโลกได้ให้คำมั่นว่า จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนขึ้น 3 เท่าภายในปี 2030 หรือการที่บริษัทน้ำมันและก๊าซ 50 แห่งให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซมีเทนเป็นศูนย์ภายในปี 2030 หรือแม้แต่การที่ 198 ประเทศทั่วโลกบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่าจะ ‘เปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล’ ซึ่งนับเป็นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกสามารถร่วมกันส่งสัญญาณอย่างชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล จากแต่เดิมที่มีความคลุมเครือค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ผู้นำในเวทีสภาเศรษฐกิจโลกในปี 2024 ก็เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยมีข้อเสนอที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเร่งให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงอย่างแพร่หลาย เช่น เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน หรือการให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่มูลค่าขององค์กร และการเพิ่มความเข้มข้นของเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรการแก้ปัญหาโลกร้อนยังไปไม่ถึงไหน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากยังไม่สามารถให้ความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีข้อจำกัดทั้งในแง่การเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นและการสูญเสียผลประโยชน์จากการแก้ปัญหาโลกร้อน ตัวอย่างเช่น ความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีที่แตกต่างกันของบริษัทหรือรัฐบาลต่าง ๆ ส่งผลให้ความเร็วในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดแตกต่างกัน หรือแรงงานที่พึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ขาดแรงจูงใจที่จะให้ความร่วมมือ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดจะส่งผลเสียโดยตรงต่อรายได้ของแรงงาน เป็นต้น อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาโลกร้อนจะประสบความสำเร็จได้จะต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ดังนั้น ผู้นำในเวทีสภาเศรษฐกิจโลกในปี 2024 จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโลกร้อนโดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งมีข้อเสนอที่สำคัญ เช่น การมีมาตรการให้ความช่วยเหลือโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน อาทิ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ใช้สินค้าหรือพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล การผลักดันการลงทุนไปยังประเทศ ภูมิภาคหรือชุมชน ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด และการสร้างงานและส่งเสริมทักษะใหม่ ๆ ให้กับกลุ่มแรงงานที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านวิกฤติการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและวิกฤติโลกร้อนมีความเชื่อมโยงกันชนิดที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ตัวอย่างเช่น อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน จะมีส่วนทำให้หญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพสูงเกิดความเสื่อมโทรมและตายในที่สุด ซึ่งเมื่อหญ้าทะเลตาย คาร์บอนที่ถูดดูดซับเอาไว้ก็จะถูกปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเมื่อคาร์บอนในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น โลกก็จะร้อนขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาวนเวียนกันไปไม่รู้จบ ทั้งนี้ประชาคมโลกได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงความสำคัญในการจัดการปัญหาโลกร้อนควบคู่กับการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการที่องค์กรเกษตรชั้นนำของโลกมากกว่า 25 องค์กร ได้มีการประกาศในเวทีการประชุม COP28 ว่าจะเร่งผลักดันให้เกิดการทำการเกษตรที่จะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่กว่า 1,000 ล้านไร่ ภายในปี 2030 หรือแม้แต่ในเวทีการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกปี 2024 ที่มีการเปิดตัวของ 320 บริษัท ซึ่งจะเริ่มเปิดเผยรายงานข้อมูลของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สาธารณะชนได้รับทราบประชาคมโลกส่งสัญญาณชัดเจนถึงแนวทางการแก้ปัญหาโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เร็วและแรงขึ้น การสร้างความร่วมมือที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามแนวทางดังกล่าวจะกระทบต่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย SCB EIC วิเคราะห์และแบ่งอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้นและกลุ่มที่จะต้องเร่งปรับตัว กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น มี 6 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของพลังงานหมุนเวียน เช่น โรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แผงโซลาร์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐเพิ่มขึ้น จากความมุ่งมั่นที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด โดยล่าสุดในร่างแผนพัฒนาไฟฟ้าฉบับใหม่ PDP 2024 ได้มีการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ในปี 2037 จากแผนเดิมที่ตั้งเป้าไว้เพียง 36% ทั้งนี้มีโอกาสที่เป้าหมายดังกล่าวจะถูกผลักดันให้บรรลุผลรวดเร็วกว่าระยะเวลาที่วางเอาไว้ด้วย 2) กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อาทิ ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ที่ความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้น จากการที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างแพร่หลายมากขึ้น 3) กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของรถไฟฟ้า เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ สถานีชาร์จ ที่ความต้องการใช้ที่จะเพิ่มขึ้น ตามความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่ภาครัฐให้การสนับสนุนจากมาตรการอุดหนุนการผลิตและการบริโภค อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 4) กลุ่มอุตสาหกรรมจัดการของเสีย อาทิ ธุรกิจรีไซเคิล ธุรกิจจัดการขยะและน้ำเสีย ที่นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยังจะช่วยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติ 5) กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุฐานชีวภาพ เช่น พลาสติกชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ฐานชีวภาพ ที่จะมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนวัสดุที่ผลิตจากทรัพยากรฟอสซิลที่จะปรับตัวลดลงในอนาคต ตามการเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และสุดท้าย 6) กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ที่ความต้องการใช้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนพลังงานฟอสซิล อย่างเช่น อุตสาหกรรมการบินคือ 1) กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง อาทิ น้ำมันและก๊าซ โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อะลูมิเนียม ขนส่ง และรถยนต์สันดาปภายใน โดยอุตสาหกรรมกลุ่มนี้จะได้รับแรงกดดันให้เร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมสำหรับประเมินการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น 2) กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพสูง เช่น เกษตรและอาหาร เหมืองแร่ เคมีภัณฑ์ ที่จะได้รับแรงกดดันจากผู้บริโภคและนักลงทุนให้ปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจให้ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และ 3) กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์สันดาปภายในและชิ้นส่วน เกษตรและอาหาร จะถูกแรงกดดันจากคู่ค้าให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากแนวทางการแก้ปัญหาโลกร้อนที่เร็วและแรงขึ้น จะทำให้ธุรกิจที่มีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงเหลือศูนย์ หันมาให้ความสนใจกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่มูลค่าขององค์กรมากขึ้น เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยส่วนใหญ่ของแต่ละธุรกิจ เป็นการปล่อยทางอ้อมซึ่งเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่มูลค่าขององค์กร อนึ่ง อุตสาหกรรมทั้ง 3 กลุ่มนี้ จะยังสามารถเติบโตต่อได้ หากสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวทางแก้ปัญหาโลกร้อนหรือมีการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการฟื้นฟูธรรมชาติเป็นที่ทราบกันดีว่า การปรับตัวของธุรกิจให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง คือ หัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ โดยการล้มหายตายจากของธุรกิจหลังเผชิญวิกฤติ COVID-19 เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ‘การปรับตัว’ เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ซึ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายที่หลากหลาย ทั้งความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ คลื่นการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี กระแสความยั่งยืน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยแนวทางการแก้ปัญหาโลกร้อนที่เร็วและแรงขึ้น กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ธุรกิจไทยต้องปรับตัวให้เท่าทัน SCB EIC มองว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กำลังกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เนื่องจากในระยะต่อไป บริษัทและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีเป้า Net zero จะมีการนำปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์มาใช้เป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกซื้อวัตถุดิบและบริการจากซัพพลายเออร์มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน มีประเทศและบริษัทจำนวนมากที่มีการตั้งเป้าหมาย Net zero แล้ว โดยจากข้อมูลของกลุ่มความร่วมมือด้านการติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ณ ก.ค. 2024 พบว่า มีประเทศจำนวนมากถึง 149 ประเทศตั้งเป้าหมาย Net zero แล้ว ซึ่งประเทศเหล่านี้มี GDP รวมกันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 92% ของ GDP โลก นอกจากนี้ ในบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มากที่สุดในโลกจำนวน 1,978 แห่งนั้น มีจำนวนบริษัทสูงถึง 1,173 บริษัท ที่มีการตั้งเป้าหมาย Net zero ผู้ประกอบการควรหันมาลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง ซึ่งสามารถดำเนินการผ่าน 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ขั้นตอนนี้จะทำให้ผู้ประกอบการทราบว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมไหนในการดำเนินธุรกิจ 2) ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติหรือมาตรฐานของอุตสาหกรรม โดยมาตรฐาน SBTi 1 เป็นมาตรฐานการตั้งเป้าหมาย Net zero ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในระดับสากล 3) ค้นหาเทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยต้องประเมินความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ 4) ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการสร้างกลไกในองค์กรที่จะช่วยให้การดำเนินการตามแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบรรลุผล เช่น การกำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหารให้ยึดโยงกับผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และ 5) ติดตาม ประเมินและรายงานผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ทราบถึงความคืบหน้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการมองหาโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตมากขึ้น ดังที่กล่าวไปตอนต้น หรือการใช้ประโยชน์จากแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างสินค้าและบริการใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ เช่น การผลิตสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ หรือ โรงแรมสีเขียว เป็นต้นการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 20 ปี ซึ่งภาคเอกชนเพียงลำพังจะไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านขนาดใหญ่ จนนำไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ยังต้องอาศัยการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ โดย SCB EIC มองว่า ภาครัฐสามารถมีบทบาทสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชนได้อย่างน้อย 2 ประการ ดังนี้ ประการแรก ปรับเป้าหมาย Net zero ให้เร็วขึ้น จากปี 2065 เป็น 2050 ให้สอดคล้องกับแนวทางโลก ประเทศไทยยังคงตามหลังหลายประเทศในด้านการตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก โดยจากข้อมูลของกลุ่มความร่วมมือด้านการติดตามข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยตั้งเป้าหมายปีที่จะบรรลุ Net zero ช้ากว่า 123 ประเทศถึง 15 ปี และถ้าไม่นับรวมประเทศกานาและอินเดีย ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีเป้าหมาย Net zero ‘ช้าที่สุด’ ในกลุ่มประเทศที่มีเป้าหมาย Net zero ซึ่งการบรรลุเป้าหมาย Net zero ที่ช้ากว่าหลายประเทศ ทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากวงจรการค้าโลกในอนาคต เนื่องจากประเทศและบริษัทต่าง ๆ ที่มีเป้า Net zero เร็วกว่าในปี 2050 มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะจากประเทศและบริษัทที่มีเป้าหมาย Net zero ไม่ช้าไปกว่าเป้าหมายที่ประเทศหรือบริษัทของตนเองกำหนดไว้ โดย SCB EIC มองว่า แนวทางในการแก้ปัญหาโลกร้อนที่เร็วและแรงขึ้น เป็นหน้าต่างแห่งโอกาสที่ไทยจะใช้ปรับเป้าหมาย Net zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี เป็นปี 2050และการบริโภคไปในทิศทางที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net zero โดยมาตรการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ หรือมาตรการกลไกทางเศรษฐกิจและการเงินที่ออกโดยภาครัฐมีความสำคัญมาก เพราะเป็นกลไกที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้ระยะเวลาและต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน สามารถสัมฤทธิ์ผลได้ในที่สุด ดังนั้น การเร่งออกกฎระเบียบและมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net zero เช่น พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแผนพลังงานแห่งชาติ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชน ทั้งนี้มาตรการสนับสนุนสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วน ส่วนแรก คือ การออกมาตรการสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรแต่ขาดแรงจูงใจในการปรับตัว ตัวอย่างเช่น กฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ หรือ IRA ของสหรัฐฯ มีการมอบเครดิตภาษี ให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่หันมาใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือมีการให้เครดิตภาษีกับผู้บริโภคที่หันมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ส่วนที่สอง คือ การออกมาตรการช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคที่ขาดทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการปรับพฤติกรรม เช่น การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการที่ขาดแคลนเงินลงทุน หรือการสนับสนุนเงินทุนแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำไปปรับปรุงบ้านพักให้สามารถประหยัดการใช้พลังงานมากขึ้น เป็นต้น SCB EIC มองว่า การปรับเป้าหมาย Net zero ให้เร็วขึ้นและการเร่งออกมาตรการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net zero ของภาครัฐ นอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมของไทยโดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กให้สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างทันท่วงที ประชาคมโลกตัดสินใจร่วมกันที่จะเร่งแก้ปัญหาโลกร้อน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและไม่ละเลยการฟื้นฟูธรรมชาติ ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนไทยควรปรับแนวทางให้สอดคล้องกับจังหวะก้าวของโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและช่วยส่งต่อโลกที่ดีขึ้นให้คนรุ่นต่อไป

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

eFinanceThai /  🏆 17. in TH

หุ้นไทย หุ้นวันนี้ ตลาดหุ้น ข่าวหุ้น การลงทุน SET Stock Investment

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ไทย 'ฮับศัลยกรรม' ค่าใช้จ่ายถูก GenZ เข้าใช้บริการหัตถการพุ่งไทย 'ฮับศัลยกรรม' ค่าใช้จ่ายถูก GenZ เข้าใช้บริการหัตถการพุ่งการวิเคราะห์ของ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) จากข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคด้านสุขภาพและเวลเนสวันที่ 20 ก.ค. 2023-11 ส.ค.2023
Read more »

SCB EIC ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง The drive to decide : ไขข้อสงสัย…จะซื้อรถใหม่ คันไหนยิ่งขับ ยิ่งคุ้ม?SCB EIC ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง The drive to decide : ไขข้อสงสัย…จะซื้อรถใหม่ คันไหนยิ่งขับ ยิ่งคุ้ม?สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -5 ส.ค. 67 12:17 น. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC เผยพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อรถของคนไทยเปลี่ยนไป โดยมีความสลับซับซ้อน ใช้เวลาตัดสิ...
Read more »

SCB EIC ส่องตลาดที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทในกรุงเทพฯ และปริมณฑล…ท่ามกลางความท้าทาย ยังมีโอกาสหรือไม่?SCB EIC ส่องตลาดที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทในกรุงเทพฯ และปริมณฑล…ท่ามกลางความท้าทาย ยังมีโอกาสหรือไม่?สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 ส.ค. 67 13:54 น. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC เผยตลาดที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกำลังเผชิญกับความท...
Read more »

'SCB EIC' คาด กนง.เริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาส 4 ผ่อนคลายภาวะการเงินในประเทศ'SCB EIC' คาด กนง.เริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาส 4 ผ่อนคลายภาวะการเงินในประเทศ'SCB EIC' คาด กนง.เริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาส 4 ผ่อนคลายภาวะการเงินในประเทศ กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 1 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% โดย 1 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เช่นเดียวกับการประชุมครั้งที่แล้ว โดยเศรษฐกิจไทยในภาพรวมขยายตัวสอดคล้องกับที่ กนง.
Read more »

SCB EIC คาด กนง.เริ่มลดดอกเบี้ยไตรมาส 4SCB EIC คาด กนง.เริ่มลดดอกเบี้ยไตรมาส 4SCB EIC คาด กนง. จะเริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาส 4/67 และจะลดอีกครั้งในไตรมาส 1/68 เพื่อช่วยผ่อนคลายภาวะการเงินในประเทศ หลังจากภาวะการเงินตึงตัว
Read more »

เศรษฐกิจไทยปีหน้าลุ้นเหนื่อยโตต่ำ บริโภคและลงทุนเอกชนซบเซา การเมืองดึงนโยบายไม่แน่นอนเศรษฐกิจไทยปีหน้าลุ้นเหนื่อยโตต่ำ บริโภคและลงทุนเอกชนซบเซา การเมืองดึงนโยบายไม่แน่นอนเศรษฐกิจไทยปีหน้าลุ้นเหนื่อยโตต่ำ การบริโภคและลงทุนเอกชนซบเซา การเมืองดึงนโยบายไม่แน่นอน เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มทรงตัวในปีนี้ และจะดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2568 SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2567 ที่ 2.
Read more »



Render Time: 2026-04-02 05:46:16