SCB CIO แนะจัดพอร์ตตราสารหนี้-กลุ่ม Defensive-หุ้นจีน-ทองคำ รับเศรษฐกิจถดถอย-ตลาดผันผวน SCBCIO ตราสารหนี้ ตลาดหุ้น เศรษฐกิจไทย อินโฟเควสท์
SCB CIO เปิดกลยุทธ์ลงทุนฝ่าภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อในปีนี้ แนะจัดพอร์ตลงทุนรองรับแรงสะเทือนจากความผันผวนของตลาด แบ่งเงินลงทุนในตราสารหนี้ 35-40% ของพอร์ตรวมทั้งหมด หุ้นในกลุ่ม Defensive ประเภทสาธารณูปโภค เช่น พลังงานทางเลือก หรือ สินค้าอุปโภคบริโภคและ หุ้นจีน A-share อีกประมาณ 35-40% ลงทุนในทองคำ น้ำมัน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ 5-10% และเก็บสภาพคล่องไว้ในกองทุนรวมตลาดเงิน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ อีก 5 -10% เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในต่างประเทศ นายศรชัย สุเนต์ตา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Office and Product และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่าย CIO Office ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาวะการลงทุนที่ธนาคารกลางหลัก ยังคงมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นอีก 0.
25% ในการประชุมวันที่ 25 -26 กรกฎาคมนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ ยังปรับลดลงช้า แต่คาดว่าเฟดใกล้จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ขณะที่ภาคธุรกิจธนาคารสหรัฐฯ มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม ที่อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง และมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยแบบอ่อนๆได้ ในช่วงภาวะนี้หากนักลงทุนต้องการฝ่ามรสุมเศรษฐกิจถดถอย แนะนำในพอร์ตลงทุนควรมีตราสารหนี้ประมาณ 35-40% ส่วนอีก 35-40% ลงทุนในหุ้น โดยเน้นที่กลุ่ม Defensive หรือหุ้นที่ทนทานทุกสภาพตลาด และ 5-10% ลงทุนในทองคำ น้ำมัน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งเน้นเก็บสภาพคล่องอีก 5-15% ไว้ในกองทุนรวมตลาดเงิน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การแบ่งเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ นักลงทุนแต่ละท่านมีเป้าหมายการลงทุนที่แตกต่างกัน โดยจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ด้วย ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ควรมีสินทรัพย์ลงทุนดังกล่าวไว้ในพอร์ต เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในอีก 12 เดือนข้างหน้า มีโอกาส 30% ที่จะชะลอตัว และเงินเฟ้อลงเร็วกว่าคาด ทำให้อาจไม่ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก แต่มีความเป็นไปได้ถึง 60% ที่จะถดถอยแบบอ่อนๆ และเงินเฟ้อพื้นฐานยังชะลอตัวลงช้า ดังนั้น อาจได้เห็นเฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง เป็น 5.50-5.75% แล้วคงอัตราดอกเบี้ยไว้ โดยส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยน่าจะเกิดในปี 2567 โดยลดลง 1 percentage points เป็น 4.6% และในปี 2568 ลดลงอีก 1.2 percentage points อยู่ที่ 3.4% ซึ่งภาวะเช่นนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจ ภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น อ ย่างไรก็ตาม ตลาดรับรู้คาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในเดือนกรกฎาคมไปค่อนข้างมากแล้ว เมื่อพิจารณาจากคาดการณ์ของนักลงทุนใน Fed Fund Futures ค่อนข้างสอดคล้องกับเฟดที่มองว่าเงินเฟ้อยังลงช้ากว่าเป้าหมาย และมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ในอัตรา 0.25% แต่คาดว่าจะกระทบตลาดและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ไม่มากนัก ด้วยเงินเฟ้อที่ปรับลดลงช้า และตลาดแรงงานยังตึงตัว SCB CIO มองว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะยังอยู่ในระดับสูงกว่า5%ไปตลอดทั้งปี 2566 ถือเป็นระดับที่น่าสนใจ นับว่าหายากมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะสั้น ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำโดยเราพบว่ามีเงินไหลเข้า กองทุนรวมตลาดเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมระดับโลกค่อนข้างมาก ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว มองว่า Bond Yield น่าจะผ่านระดับสูงสุดมาแล้วช่วงต้นปี หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก1หรือ2 ครั้ง จะส่งผลให้ Bond Yield น่าจะอยู่ในขาลงมากกว่าขาขึ้น ทั้งนี้ แม้ตลาดจะมองว่า เงินเฟ้ออาจยังไม่เข้าสู่กรอบที่เฟดต้องการในปี 2567 แต่ด้วยดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง หรือ Real Yield มีแนวโน้มเป็นบวก การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว จึงยังน่าสนใจ สำหรับพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และหุ้นกู้คุณภาพสูง ที่มีเรตติ้ง AA- ขึ้นไป ของบริษัทที่แข็งแกร่ง ซึ่งมักจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าบริษัททั่วไป โดยตราสารหนี้เหล่านี้ ยังให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี อาจได้ทั้งอัตราดอกเบี้ยรับของตราสารหนี้ที่ค่อนข้างสูง และส่วนต่างกำไรจากราคาตราสารหนี้ที่จะปรับเพิ่มขึ้น ในช่วงที่ดอกเบี้ยลดลง สำหรับการลงทุนในหุ้นแนะนำให้ขายทำกำไรหุ้นที่ได้รับผลตอบแทนสูงในช่วงที่ผ่านมา เช่น กลุ่มMega Technologyในสหรัฐฯ ที่นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาปรับขึ้นไป 30-40% และมีหุ้นหลายตัวที่ราคาเริ่มกลับไปทำระดับสูงสุดใหม่ ที่ควรใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น แล้วสับเปลี่ยนเงินไปลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ของสหรัฐฯน่าสนใจเพราะยังทำผลงานได้น้อยกว่าตลาด แต่เป็นหุ้นที่มีแนวโน้มปรับตัวได้ดีในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีหรือถดถอย หุ้น Defensiveที่แนะนำคือกลุ่มสาธารณูปโภค เช่น พลังงานทางเลือก ที่ยังปรับขึ้นช้ากว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีค่อนข้างมาก และกลุ่ม Consumer Staples หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ที่ผลการดำเนินงานมักจะมีเสถียรภาพกว่าหุ้น S&P500 โดยรวมในช่วงตลาดขาลง นอกจากนี้ การย้ายเงินลงทุนจากตลาดพัฒนาแล้ว ไปยังตลาดเกิดใหม่เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เช่น หุ้นจีน A-Share ถึงแม้จะยังทำผลงานได้ดีน้อยกว่าตลาดอื่น แต่มองว่ามีความน่าสนใจลงทุนระยะยาว จึงยังให้น้ำหนักการลงทุนสูงกว่าตลาดพัฒนาแล้ว ส่วนทองคำ น้ำมัน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ หากมีไว้ในพอร์ต 5-10% จะช่วยป้องกันความเสี่ยงเศรษฐกิจขาลงได้ กลุ่มนี้มักจะทำให้พอร์ตลงทุนโดยรวมให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบด้วยค่าความเสี่ยงที่เท่ากัน “นักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนปลายทางที่เป็นบวกตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ทั้งสิ้น แต่เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้น ระหว่างทางที่ลงทุนอาจจะมีสถานการณ์เข้ามากระทบ ทำให้ผลตอบแทนของสินทรัพย์บางประเภทปรับลดลง หรือผันผวนบ้าง แต่หากนักลงทุนมีระยะเวลาให้เงินลงทุนได้ทำงานนานมากเพียงพอ และมีการจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยงให้สอดคล้องกับความสามารถยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง ที่สุดแล้วหนทางแห่งความสำเร็จของการลงทุนจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ “
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
กลยุทธ์ลงทุนหุ้นบ่าย 4 โบรกฯ เคาะ BEM – XO – AAV – CIVIL – PTTEP – SCB – MINTดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดช่วงเช้าที่ 1,505.35 จุด มูลค่าซื้อขาย 16,377.13 ล้านบาท ช่วงบ่าย 4 โบรกฯ เคาะ BEM-XO-AAV-CIVIL-PTTEP-SCB-MINT
Read more »
“ไมค์ ภัทรเดช” พาเที่ยวเชิงอนุรักษ์ แฟน ๆ ฟินข้ามคืน ในกิจกรรม “เที่ยวเกาะหมาก สร้างรอยยิ้มให้ชุมชน” โดยโครงการ 7 สี ปันรักให้โลก และโครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม กลุ่ม ปตท.พระเอกหนุ่มสุดฮอต ไมค์ภัทรเดช อาสาเป็นไกด์ พาล่องใต้ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กับกิจกรรม เที่ยวเกาะหมากสร้างรอยยิ้มให้ชุมชน” 🏝️ที่ ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง โดย โครงการ7สีปันรักให้โลก และ โครงการนวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม กลุ่ม ปตท. 👉🏻 Ch7HD
Read more »
น้ำมันขึ้น! ปรับขึ้น 'ราคาน้ำมัน' เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 50 สต./ลิตร มีผลพรุ่งนี้โออาร์-บางจาก ประกาศปรับขึ้น 'ราคาน้ำมัน' กลุ่ม เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร ส่วนดีเซลคงเดิม มีผลพรุ่งนี้ ตี5 เป็นต้นไป กรุงเทพธุรกิจ
Read more »
AWC จับมือ SCB ลงนามสินเชื่อความยั่งยืน 2 หมื่นลบ.ดันไทยสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับโลก : อินโฟเควสท์นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องของ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของประเทศ เป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงอนาคตทางเศรษฐกิจไทยที่กำลังดีขึ้น SCB จึงสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Linked Loan) และสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) จำนวน 2 หมื่นล้านบาท แก่ AWC เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการใหม่ๆ และการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของ AWC ขณะเดียวกันยังเป็นการสนับสนุนพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมของธนาคาร และธุรกิจภายใต้กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ โดยมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานภายในปี 2030 และจากการให้สินเชื่อและการลงทุนภายในปี 2050 ธนาคารมีความเชื่อมั่นในศักยภาพทางธุรกิจของ AWC และเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนทางการเงินจำนวน 20,000 ล้านบาทในครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพทางธุรกิจให้แก่ AWC ผ่านการพัฒนาโครงการคุณภาพมากมาย ที่จะสร้างความน่าตื่นเต้นให้แก่วงการอสังหาริมทรัพย์ และเพื่อสนับสนุนประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ยั่งยืนระดับโลก นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) กล่าวว่า AWC […]
Read more »
AWC จับมือ SCB ลงนามสินเชื่อความยั่งยืน 20,000 ล้านบาท- บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)
Read more »
ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ ชี้ช่องลงทุนหุ้นกู้เสี่ยงต่ำ,หุ้น Defensive-Quality growth ธีมเทคฯยังไปได้ไกล : อินโฟเควสท์นางสาวลลิตภัทร ธรณวิกรัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ กล่าวว่า จากมุมมองเศรษฐกิจโลกครึ่งปี 66 ที่จัดทำขึ้นโดยจูเลียส แบร์ พบว่า ปี 66 นั้นยังคงเป็น “The Year of Cool-Down” ตามที่เคยให้มุมมองไว้ในตอนต้นปี แม้ตัวเลขเงินเฟ้ออาจจะยังลดลงน้อยกว่าคาดจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีแรงส่งหรือขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ยังคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงไปจนถึงปี 67 ถึงแม้ว่าการคาดการณ์นี้อาจจะยังไกล แต่สิ่งที่ยังคงเห็นในอนาคตอันใกล้นี้ คือความแตกต่างหรือ Divergence ของเศรษฐกิจโลกนั้นยังคงอยู่ เศรษฐกิจสหรัฐฯคาดว่าจะชะลอตัวลงมากกว่าประเทศอื่นๆ หลังจากเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจจีนเริ่มกลับมาเติบโตภายหลังการเปิดประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปมีโอกาสฟื้นตัวเนื่องจากได้อานิสงส์จากอุปสงค์จากจีน กล่าวโดยสรุป การบริโภคที่มีสัดส่วน 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ความยืดหยุ่นหรือ Resilient ของผู้บริโภคประกอบกับความแข็งแรงของฐานะทางการเงินของภาคเอกชนและตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่งทั้งหมดนี้จะช่วยพยุงให้เศรษฐกิจแค่ชะลอตัวลงแบบอ่อนๆ (mildly) ไม่หดตัวแรง นายคีน ตัน หัวหน้าฝ่ายแนะนำการลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ กล่าวว่า แนะนำการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพและล็อกอัตราผลตอบแทนระดับสูงในตราสารหนี้คุณภาพดี ลดคำแนะนำการลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงหรือ […]
Read more »
