SCB CIO แนะสะสมหุ้นสหรัฐ-ญี่ปุ่น-อินเดีย-ไทย หลังดอกเบี้ยผ่านจุดพีค-Flow เตรียมไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง SCBCIO ญี่ปุ่น ธนาคารไทยพาณิชย์ สหรัฐ อินเดีย เศรษฐกิจโลก ไทย อินโฟเควสท์
เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 67 มี 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 67 จะอยู่ในภาวะที่แต่ละประเทศชะลอตัวไม่เหมือนกัน จากภาวะดอกเบี้ยสูงขึ้นต่อเนื่องและค้างไว้เป็นเวลานาน ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะอยู่ไปจนถึงช่วงกลางปี 67 เป็นอย่างน้อย โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจ จะมาจากการชะลอตัวของภาคการส่งออก รวมทั้งภาคธุรกิจที่อ่อนไหวสูงต่อดอกเบี้ย ได้แก่ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคก่อสร้าง ทั้งนี้ ประเทศที่ยังมีตลาดแรงงานและค่าจ้างเติบโต จะมีกำลังซื้อในประเทศ ช่วยทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจยังชะลอตัวแบบจัดการได้ เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ส่วนประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาก และมีปัจจัยถ่วงเฉพาะตัว เช่น การฟื้นตัวช้าของภาคอสังหาริมทรัพย์ มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวค่อนข้างมาก เช่น จีน และ เวียดนาม 2.
ดอกเบี้ยแม้จะสูงนาน แต่ตลาดก็มีความคาดหวังจะเห็นการลดดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ โดยในส่วนของ SCB CIO มีมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรป จะเริ่มลดดอกเบี้ยในไตรมาส 3/67 ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น คาดว่า จะปรับมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ให้เข้มงวดขี้น ในช่วงเดือน เม.ย. 67 แล้วจึงจะยกเลิกทั้งมาตรการ YCC และนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ในเดือนต.ค. 67 โดยธนาคารกลางกลุ่มประเทศ Emerging markets ส่วนใหญ่ เช่น จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และ อินเดีย มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ย ในปี 67 อย่างไรก็ดีแม้ตลาดคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ แต่ในส่วนของนโยบายการคลังนั้น หากประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้วมีแนวโน้มจะทำมาตรการการคลังขนาดใหญ่ ก็จะทำให้ตลาดมีความกังวล และส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น และค่าเงินอ่อนค่าลง 3. ความเสี่ยงที่นักลงทุนควรติดตาม ได้แก่ ความเสี่ยงด้าน Stagflation คือเศรษฐกิจโตช้า แต่เงินเฟ้อสูง โดย SCB CIO ประเมินว่ากลุ่มประเทศในยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้สูงกว่าภูมิภาคอื่น ในขณะที่ภาคธุรกิจที่มีหนี้ใกล้ครบกำหนดจำนวนมาก ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะต้องกู้ยืมใหม่ ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมาก สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ ของกลุ่มหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง ในสหรัฐฯ ที่ล่าสุดอยู่ในระดับ 8.6% หรือกรณี yield หุ้นกู้ไทย rating BBB อายุ 5 ปี ที่ล่าสุดอยู่ที่ 5.6% 4. ความไม่แน่นอนด้านการเมืองและนโยบาย จากการเลือกตั้งในหลายประเทศเศรษฐกิจหลัก เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา เพราะอาจนำมาสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบาย รวมถึงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ได้ โดยในปี 2567 จะมีการเลือกตั้งในไต้หวันในวันที่ 13 ม.ค. อินโดนีเซีย ในวันที่ 14 ก.พ. อินเดีย ในช่วง เม.ย.-พ.ค.และ สหรัฐฯ ในวันที่ 5 พ.ย. เป็นต้น ซึ่งในช่วงการหาเสียงและประกาศนโยบาย อาจมีผลทำให้ตลาดการลงทุนเกิดความผันผวน จากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศได้ “เราคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในช่วงที่ผ่านมากระจุกตัวอยู่ในเงินฝาก และตลาดเงิน ค่อนข้างมาก ฉะนั้น ในปี 67 จึงคาดว่า นักลงทุนจะมีความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูงแม้เริ่มลดลงมาบ้าง รวมถึงหนี้สินในบางภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนควรเน้นคัดเลือกลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูง”ส่วนของการลงทุนตราสารหนี้ จากข้อมูลในอดีต พบว่า หลังจากที่เฟดหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 12 เดือน สินทรัพย์ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก ยกเว้นเพียงปี 2000 ที่เกิดวิกฤตฟองสบู่กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ส่งผลลบต่อตลาดหุ้น และตราสารหนี้ มีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงที่เฟดลดดอกเบี้ยครั้งแรกด้วย แต่เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว จนนำไปสู่การปรับลดดอกเบี้ยของ Fed อาจทำให้ ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของหุ้นกู้เอกชนเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล ปรับเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง ประกอบกับในปี 67-68 จะเริ่มมีหุ้นกู้ทยอยครบกำหนดเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่ความเสี่ยงการ rollover หนี้ในกลุ่มนี้มากขึ้น ดังนั้น จึงแนะนำ ลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพสูง ด้านการลงทุนในหุ้นแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย ที่เป็นกลุ่ม Quality Growth มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอ มีงบดุลที่แข็งแกร่ง โดยสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าสนใจ ได้แก่ เราคาดการณ์ว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะเร่งตัวขึ้นในปี 67 และความชัดเจนของนโยบายการเงินที่ส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยควรให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มที่ทนทานกับทุกสภาวะเศรษฐกิจ มากขึ้น ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยมองว่าทยอยสะสมได้ เพราะผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี และคาดว่าจะมีแรงซื้อหุ้นญี่ปุ่นจากนักลงทุนต่างๆ มากขึ้น สำหรับ ตลาดหุ้นอินเดียแนะนำทยอยลงทุน จากปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น อยู่ในช่วงของการขยายตัว และมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับที่ไม่แพงมากเมื่อเทียบกับในอดีต ขณะที่ตลาดหุ้นไทย มีความน่าสนใจมากขึ้น จากมูลค่าหุ้นที่คุ้มค่าขึ้น เมื่อพิจารณาในแง่ผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยง
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ผลแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงไทย ดวล ญี่ปุ่น เอเชียนเกมส์ 2022วอลเลย์บอลหญิงไทย ลงสนามพบกับ ญี่ปุ่น รอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกเอเชียนเกมส์ 2022 วันนี้ (5 ต.ค.2566) การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2022 รอบ 8 ทีมสุดท้าย นักตบสาวไทย ลงสนามพบกับ ญี่ปุ่น โดยนัดแรกกลุ่ม F ไทย เอาชนะ คาซัคสถาน 3 เซตรวดซึ่งทั้ง 2 ทีมผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศแน่นอนแล้ว และมี 6 แต้มเท่ากัน วันนี้วัดกันว่าใครจะเป็นแชมป์กลุ่ม ซึ่งสถิติ 5 นัดหลังสุด ไทย ชนะ 1 และแพ้ 4 เกม ล่าสุด ศึกชิงแชมป์เอเชียที่โคราช ไทย ชนะ ญี่ปุ่น 3-2 เซต และเราก็จบที่การเป็นแชมป์สมัยที่ 3 และก็เจอกันในศึกเนชันส์ลีก ที่ไทยเป็นเจ้าภาพไทย ในเดือน ก.ค. แพ้ ญี่ปุ่น 0-3 เซต, ศึกเอวีซีคัพ 2022 ไทย แพ้ ญี่ปุ่น 0-3 เซต, ศึกเนชันส์ลีก 2022 ไทย แพ้ ญี่ปุ่น 0-3 เซต, ศึกเนชันส์ลีก 2021 ไทย แพ้ ญี่ปุ่น 0-3 เซตโดยเซตแรกไทย พ่าย 23-25ข่าวที่เกี่ยวข้อง :วอลเลย์บอลหญิงไทย ชนะ คาซัคสถาน 3 เซตรวด ศึกเอเชียนเกมส์โปรแกรมแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ รอบ 8 ทีมวอลเลย์บอลสาวไทย ชนะ มองโกเลีย 3 เซตรวด เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย เอเชียนเกมส์วอลเลย์บอลหญิงไทย ประเดิมนัดแรก ชนะ ไต้หวัน 3-1 เซต ศึกเอเชียนเกมส์
Read more »
นักเศรษฐศาสตร์มอง “ความขัดแย้งฉนวนกาซา” ดันราคาน้ำมันพุ่ง เสี่ยงกระทบการค้าอินเดีย-ไทย-ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซียนักเศรษฐศาสตร์มอง 'ความขัดแย้งฉนวนกาซา' หากราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่อ อินเดีย ไทย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการค้า
Read more »
'SISTAM 2023' มุ่งเน้นความปลอดภัยอัจฉริยะ-เทคโนโลยีชั้นสูง สำหรับบำรุงรักษาในรง.อุตฯกรมโรงงานอุตสาหกรรม บริษัท เอ็กซโปซิส จำกัด ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) (ส.ส.ท.
Read more »
พาณิชย์เผยยอดใช้สิทธิ FTA 7 เดือนมูลค่า 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐกรมการค้าต่างประเทศเผยตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง FTA ในเดือนมกราคม – กรกฎาคม ของปี 2566 มีมูลค่ารวม 46,183.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับอาเซียนยังครองแชมป์ตลาดที่มีการใช้สิทธิฯ ส่งออกมากที่สุด ตามติดมาด้วยอาเซียน-จีน ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-ออสเตรเลีย อาเซียน-อินเดีย และภายใต้ RCEP มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ รวม 810.
Read more »
