“ลิซ่า” ชี้ 'รัฐธรรมนูญ' ต้นตอปัญหาปากท้อง เสียงประชาชนไร้ความหมาย นายกฯ ไม่เคยมาจากพรรคอันดับ 1 ทางรอดเดียวต้องร่างใหม่!
อาจให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการเมืองเชิงเทคนิค เหมาะกับนักกฎหมายมากกว่า ทำให้ประชาชนเองก็รู้สึกว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเข้าใจยาก เป็นเรื่องการเมืองของชนชั้นนำ ห่างไกลกับปัญหาปากท้องของคนรากหญ้าความรู้สึกดังกล่าวของประชาชนไม่ได้เกิดจากการที่ประชาชนไม่ตื่นรู้ แต่เกิดจากการที่ชนชั้นนำพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอารัฐธรรมนูญออกห่างประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เอาเวลาไปทำมาหากินดีกว่า และชนชั้นนำก็ทำแบบนี้มาจนเป็นวัฒนธรรมแม้แต่ระบบการศึกษาไทยก็สอนแค่ว่ารัฐธรรมนูญคือกฏหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ได้สอนว่าประชาชนเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สอนให้เข้าใจว่าทำไมทุกครั้งที่มีการต่อสู้ทางการเมือง ต่างฝ่ายถึงต้องการที่จะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และไม่ได้สอนว่าทำไมหลังจากที่คณะรัฐประหารฉีกและร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ มักจะมีคนบางกลุ่มที่รวยขึ้น ในขณะที่ประชาชนจนลง ในทางประวัติศาสตร์ การฉีกรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหารหลายครั้ง ทำให้เกิดภาพว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการเมืองที่สกปรก ประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง ยิ่งปัจจุบันหลายกลุ่มหลายองค์กรพยายามผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แต่ต้องเจอกับอุปสรรคมากมายจนกลายเป็นเรื่องเงื่อนไขทางกฎหมายที่ซับซ้อน น่าเบื่อ ไร้ความหวัง ไม่มีใครอยากยุ่ง“ในฐานะตัวแทนประชาชน ดิฉันอยากบอกกับประชาชนไทยทุกคนว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่ดีๆ ก็ซับซ้อน แต่มีคนที่จงใจทำให้มันซับซ้อน เมื่อใดก็ตามที่เราได้ยินว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ยาก รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไม่ได้หรอก นี่คือกลไกที่ชนชั้นนำวางไว้ พยายามรักษาผลประโยชน์ของเขาอย่างถึงที่สุด ปกป้องรักษาปากท้องของพวกเขา ขณะเดียวกันเป็นการทำลายปากท้องของประชาชน”น.
ส.ภคมน กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีชีวิตอยู่ในประเทศนี้ รัฐธรรมนูญคือสาเหตุของสภาพปากท้องของประชาชน ลองนึกย้อนไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร สภาพเศรษฐกิจปากท้องคนรากหญ้าเป็นอย่างไรเชื่อว่าทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าย่ำแย่ ทำมาหากินยากขึ้น โอกาสที่จะพลิกฟื้นชีวิตไม่ต้องพูดถึง แค่มีงานทำก็ดีมากแล้ว ดิ้นรนกันทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่รอด ในขณะที่คนบางกลุ่มซึ่งเป็นคนส่วนน้อยร่ำรวยขึ้นอย่างมหาศาล มีอำนาจมากขึ้นทั้งอำนาจทางการเมืองและอำนาจในการควบคุมและครอบงำเศรษฐกิจของประเทศ ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องของบุญกรรม แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบโครงสร้างและกลไกทางการปกครองที่คณะรัฐประหารและพวกพ้องไตร่ตรองไว้แล้ว รัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร คือส่วนสำคัญของปัญหาปากท้องของคนส่วนมาก คือต้นเหตุของระยะห่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพราะมันคือรัฐธรรมนูญที่วางโครงสร้างให้คนรวยจำนวน 1% ของประเทศนี้ พุ่งตัวทะยานขึ้นกอบโกยโดยการเหยียบหัวคนส่วนมากขึ้นไป แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดราคาสินค้าอย่างไฟฟ้า น้ำมัน ยางพารา หรือปาล์ม ไม่ได้กำหนดราคาค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ไม่ได้กำหนดอัตราภาษีเงินได้หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำ มากกว่านั้นคือการมีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะมาเป็นคนบริหารทรัพยากรของประเทศ ควบคุมโอกาสที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจที่จะส่งผลดีต่อประชาชน กล่าวให้เห็นภาพคือตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ2560 ประเทศไทยมีนายกฯ มาแล้ว 4 คน ไม่มีใครมาจากพรรคที่ได้อันดับ 1 และพรรคที่ชนะจะถูกทำให้อ่อนแอลงด้วยกลไกในรัฐธรรมนูญ ถูกตัดสิทธิ ยุบพรรคทำลายเจตนารมณ์ของประชาชนสรุปง่ายๆ ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ ประชาชนไม่มีทางได้รับการสนองนโยบายที่ใฝ่ฝันจากรัฐบาลที่คุณมอบความไว้วางใจให้ พรรคการเมืองเมื่อได้รับเลือกตั้ง แต่ผลักดันนโยบายไม่ได้ก็อ่อนแอลง ประชาชนไม่เชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา ก็เข้าเกมที่ชนชั้นนำต้องการ นี่คือโครงสร้างอำนาจที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างขึ้น หากไม่แก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เราจะอยู่ในวงโคจรการเมืองที่ไร้ความหวัง สิ่งเหล่านี้จะอยู่ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน
