“คลัง” ย้ำกลไกกองทุนน้ำมันอุ้มดีเซลคล่องตัวกว่า ส่งสัญญาณไม่ลดภาษีสรรพสามิต ห่วงวิกฤติพลังงานลามสู่วิกฤติการคลัง เผยจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกยังเข้าเป้า
เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพนั้น แหล่งข่าวชี้แจงว่า การใช้ กองทุนน้ำมัน เข้าไปรับภาระอุดหนุนมีความคล่องตัวกว่าการลดภาษีสรรพสามิต โดยอธิบายว่ากลไกภาษีสรรพสามิตหากจะปรับลดลงเพียง 1 บาท ก็จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน ตั้งแต่การเสนอคณะรัฐมนตรี อนุมัติ เพื่อดำเนินการออกกฎกระทรวงและผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอาจต้องใช้เวลาดำเนินการ ในขณะที่กลไกของ กองทุนน้ำมัน สามารถดำเนินการดูดซับ ภาระราคาที่เพิ่มขึ้นได้ทันทีในตลาดปรับตัวสูงขึ้น 3 บาท กองทุนน้ำมัน ก็สามารถเข้าไปช่วยรับภาระอุดหนุนเพิ่ม 3 บาทได้ทันที ทำให้ราคาขายปลีกที่ประชาชนต้องจ่ายไม่ได้รับผลกระทบและไม่มีการขยับขึ้น ลง 3 บาท หรือให้ กองทุนน้ำมัน เข้าไปอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ผลลัพธ์สุดท้ายในการช่วยลดราคาขายปลีกให้แก่ประชาชนก็มีค่าเท่ากันอย่างไรก็ตาม หากเลือกลดภาษีสรรพสามิตลง 3 บาท จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของรัฐ เพราะจะทำให้รายได้จากภาษีในส่วนนี้หายไปถึงครึ่งหนึ่งทันที นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังได้เน้นย้ำถึงข้อควรระวังในการดำเนินนโยบายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ให้ได้ตามเป้าหมายนั้นถือเป็นความท้าทายมากอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องพิจารณาการใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ อย่างถี่ถ้วนและมีความเหมาะสม "เมื่อเกิด วิกฤติพลังงาน ขึ้นแล้ว ก็ต้องระมัดระวังอย่าให้ลุกลามจนเกิดวิกฤติการ คลัง ขึ้นมาอีก รัฐบาลจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบการ คลัง ของประเทศผ่านการใช้กลไกชดเชยที่มีอยู่อย่าง กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงแทนการสูญเสียรายได้หลักจากภาษี" แหล่งข่าวเปิดเผยถึงความคืบหน้าการ จัดเก็บรายได้ ของรัฐบาลว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลยังคงสามารถ จัดเก็บรายได้ รวมได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้แบบพอดิบพอดี อย่างไรก็ตาม ได้มีการประเมินแนวโน้มว่าการ จัดเก็บรายได้ ตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไปจะทวีความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีหลังที่จะต้องมีการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวจะเป็นการสะท้อนภาพรวมผลประกอบการของภาคธุรกิจในปีที่ผ่านมาที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารจัดการรายได้อย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงนโยบายที่จะสร้างความเสี่ยงต่อการ จัดเก็บรายได้ ของประเทศในระยะต่อไป ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการ คลัง กล่าวถึงมาตรการดูแลราคาน้ำมันว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรก กระทรวงพลังงานจะเสนอให้ออก ออกพระราชกำหนด ให้กระทรวงการ คลัง ค้ำประกันเงินกู้ กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิง เพื่อเสริมสภาพคล่องรับมือราคาน้ำมันโลกผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง วงเงิน 1.
5 แสนล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี สำหรับการดำเนินการออกพ.ร.ก.ดังกล่าว จะถูกบรรจุในสัดส่วนหนี้สาธารณะ หากกองทุนมีการเดินหน้ากู้เงิน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐยังมีพื้นที่การคลังในการรองรับวิกฤตครั้งหนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี และหากนับรวมวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาทแล้ว ยังมีพื้นที่ดำเนินนโยบายได้ได้อีกกว่า 3 แสนล้านบาท “จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท จะสามารถรองรับวิกฤตพลังงาน จากสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ ซึ่งช่วงวิกฤตรัฐเซีย-ยูเครน ในอดีตที่ผ่านมาก็ได้ออกพ.ร.ก.ค้ำประกันในวงเงิน 1.5 แสนล้านบาทเช่นเดียวกัน ขณะนั้นกองทุนน้ำมันติดลบกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งรองรับได้”
จัดเก็บรายได้ กองทุนน้ำมัน วิกฤติพลังงาน Economicwealth
