How to อัพความสวยด้วยคุณค่าจากน้ำมันมะพร้าว น้ำมะพร้าว มะพร้าว สุขภาพ ข่าววันนี้ NationOnline
เป็นน้ำมันมะพร้าวที่สกัดได้จากเนื้อมะพร้าวห้าวโดยการบีบหรือใช้ตัวทำละลายแล้วนำมาผ่านความร้อนสูงและกระบวนการทางเคมีคือ การทำให้บริสุทธิ์ การฟอกสี และการกำจัดกลิ่น ซึ่งน้ำมันมะพร้าวภายหลังการสกัดและเหมาะสำหรับนำมาบริโภคนั้นจะมีสีเหลืองอ่อน ไม่มีกลิ่นและรสชาติ ปราศจากวิตามินอี มีปริมาณกรดไขมันอิสระไม่เกิน 0.
1 % ปัจจุบันไม่ค่อยมีน้ำมันมะพร้าวชนิดนี้จำหน่าย เนื่องจากโรงงานสกัดน้ำมันมะพร้าวประเภทนี้ส่วนใหญ่เลิกดำเนินการไปแล้วหรือน้ำมันมะพร้าวบีบเย็น เป็นน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดผ่านกระบวนการบีบ แต่ไม่ผ่านความร้อนสูง เป็นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ที่สุด สีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอีและไม่ผ่านกระบวนการเติมออกซิเจน มีค่าเปอร์ออกไซด์และกรดไขมันอิสระต่ำ มีกลิ่นมะพร้าวอ่อนๆ ถึงแรง มีความชื้นไม่เกิน 0.1 % โดยเรียกน้ำมันมะพร้าวชนิดนี้อีกอย่างว่า “น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นน้ำมันที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือในครัวเรือน ทั้งนี้ น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ที่สกัดจากเนื้อมะพร้าวสดจะมีปริมาณส่วนประกอบที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ มากกว่าน้ำมันมะพร้าว RBD ที่สกัดโดยใช้การสกัดแบบแห้ง หรือ dry process ในน้ำมันมะพร้าว มีไขมันเป็นองค์ประกอบหลัก มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนี้ 50-60 เปอร์เซ็นต์ เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายปานกลาง และ 40-50 เปอร์เซ็นต์เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายยาว ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวจะกระตุ้นการสร้าง LDL คอเลสเตอรอลในเลือด จึงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเมื่อเทียบกับไขมันที่ได้จากพืชชนิดอื่นๆ และดีกว่ามากเมื่อเทียบกับไขมันจากนมและเนื้อสัตว์ จึงไม่แปลกใจที่น้ำมันมะพร้าวมักถูกนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะการรักษาทางเลือกสำหรับโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ หรืออัลไซเมอร์ และถึงแม้จะประกอบด้วยแคลอรี่และไขมันอิ่มตัวสูง ก็ยังมีความเชื่อว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยลดน้ำหนักและระดับคอเลสเตอรอลในเลือด รวมทั้งการใช้ทาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน ตลอดจนช่วยบำรุงสุขภาพเส้นผมและสุขภาพช่องปากนานาประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่เคยได้ยินกันมานั้นจะน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ ได้ระบุว่าข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในปัจจุบันยังนับว่ามีน้อยอยู่มาก จึงทำให้ยากที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพด้านนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ทางสุขภาพที่พอจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กล่าวถึง มีดังนี้น้ำมันมะพร้าวอาจมีคุณสมบัติและการทำงานแตกต่างจากไขมันชนิดอื่น โดยแทนที่ร่างกายจะเปลี่ยนไขมันที่ได้รับเป็นไขมันสะสมในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวอาจช่วยให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้นและส่งผลให้น้ำหนักลดน้อยลง ดังการศึกษาหนึ่งที่ทดลองกับผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนลงพุง 40 คน อายุระหว่าง 20-40 ปี กลุ่มหนึ่งให้รับประทานน้ำมันถั่วเหลือง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 30 มิลลิลิตร นาน 12 สัปดาห์ และให้ทั้งหมดลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต แต่เพิ่มโปรตีนและเส้นใยอาหารมากขึ้น ส่วนไขมันนั้นรับประทานเท่าเดิม ร่วมกับการเดินออกกำลังกายอีกวันละ 50 นาทีควบคู่ไปด้วย ผลลัพธ์พบว่าอาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีดัชนีมวลกายลดลง แต่เฉพาะในกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวเท่านั้นที่มีรอบเอวลดลง โดยชี้ว่าการรับประทานน้ำมันมะพร้าวไม่ได้ส่งผลให้เกิดไขมันในเลือดสูงแต่ประการใด ทว่า กลุ่มรับประทานน้ำมันถั่วเหลืองกลับมีไขมันไม่ดีในเลือดสูงขึ้น และมีไขมันดีลดลงอย่างมีนัยสำคัญช ทั้งนี้ ยังได้มีการรวบรวมผลการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติลดน้ำหนักของไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางในน้ำมันมะพร้าวที่เคยมีมา ผลการวิเคราะห์แนะนำว่าการรับประทานไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลาง แทนไตรกลีเซอไรด์สายยาว อาจช่วยลดน้ำหนักและสัดส่วนของร่างกายได้พอประมาณ โดยไม่ส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่ออกแบบอย่างครอบคลุมและใช้อาสาสมัครมากกว่านี้ยังคงจำเป็นต้องมีในอนาคต เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางที่พบในน้ำมันมะพร้าว รวมถึงการระบุให้ได้ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใดจึงจะเห็นผลและปลอดภัยที่สุด เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูง การรับประทานมาก ๆ คงไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพนัก หรือหากหวังว่าน้ำมันมะพร้าวจะช่วยลดน้ำหนักโดยไม่ต้องมีการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายก็คงเป็นไปได้ยากมีงานวิจัยบางงานออกมาว่าไขมันไตรกลีเซอไรด์สายยาวปานกลางในน้ำมันมะพร้าวอาจช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด ซึ่งเป็นไขมันที่มีหน้าที่ช่วยขจัดไขมันส่วนเกินชนิดไม่ดีออกไป และหากเป็นเช่นนั้นจริง การรับประทานน้ำมันมะพร้าวก็อาจเป็นโทษต่อสุขภาพหัวใจน้อยกว่าการรับประทานไขมันอิ่มตัวชนิดอื่น ๆ เช่น ชีส สเต็กติดมัน หรือไขมันอิ่มตัวชนิดไม่ดีทั้งหลาย ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นแย้งว่าแม้จะมีงานวิจัยในคนบางกลุ่มบางประเทศที่ใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารเป็นประจำ แล้วไม่ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้น แต่เป็นไปได้สูงที่ผลการศึกษาเหล่านั้นจะมีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ เช่น พันธุกรรม พฤติกรรมการรับประทานอาหารอื่น ๆ และการออกกำลังกายในแต่ละวัน ทำให้ไม่อาจกล่าวยืนยันได้ว่าน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ นอกจากนี้ ยังควรตระหนักไว้เสมอว่าน้ำมันมะพร้าวเองก็สามารถทำให้เกิดไขมันชนิดไม่ดีที่อาจก่อให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจได้เช่นกัน โดยในน้ำมันมะพร้าวเพียง 1 ช้อนโต๊ะประกอบด้วยไขมันอิ่มตัวถึง 13 กรัม หรือเท่ากับ 120 แคลอรี่ ซึ่งเป็นปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ทางสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกันแนะนำให้รับประทานไม่เกินจากนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานประมาณ 2,000 แคลอรี่ต่อวันสำหรับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในด้านนี้ที่มีการกล่าวถึงค่อนข้างมาก ซึ่งแม้จะมีงานวิจัยบางงานที่กล่าวสนับสนุน แต่ก็ยังเป็นเพียงแค่การศึกษาในสัตว์ เช่น งานวิจัยกับหนูทดลองที่พบว่าอาหารที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สายปานกลางสูงอย่างน้ำมันมะพร้าว อาจช่วยลดการสะสมเนื้อเยื่อไขมัน รวมถึงรับมือกับภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรืออีกงานวิจัยหนึ่งที่พบว่าการให้หนูที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กินน้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและมีผลการตรวจความทนทานต่อน้ำตาลดีขึ้น ซึ่งหากได้ผลเช่นเดียวกันกับการวิจัยในคน ก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานในการป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง อย่างไรก็ตาม ด้วยในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาคุณประโยชน์ของมะพร้าวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยตรง ประโยชน์และความปลอดภัยของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงยังคลุมเครืออยู่มากการรักษาโรคมะเร็งด้วยการทำเคมีบำบัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมา งานวิจัยที่ทดลองนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ในด้านนี้ ศึกษาโดยแบ่งครึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ 3 และ 4 จำนวน 60 คน เป็นกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวและกลุ่มควบคุม ผลลัพธ์ปรากฏว่ากลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ระหว่างช่วงรับการทำเคมีบำบัด มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังพบว่าน้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยลดอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากการได้รับยาเคมีฆ่าเซลล์มะเร็ง เช่น อาการอ่อนเพลีย หอบเหนื่อย นอนไม่หลับ และไม่อยากอาหาร ทว่างานวิจัยนี้มีข้อจำกัดที่ใช้ผู้ป่วยเพียงจำนวนน้อย จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตเพื่อยืนยันคุณประโยชน์ด้านนี้ของน้ำมันมะพร้าวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นโรคที่ส่งผลให้ผิวหนังคัน แดง แห้ง ตกสะเก็ด และเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ผิวหนังตามมา ซึ่งผู้ป่วยมักต้องใช้มอยซ์เจอไรเซอร์คอยบำรุงผิวหนัง น้ำมันมะพร้าวเป็นตัวเลือกหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองของผิว และยังอาจช่วยลดจำนวนแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัสบนผิวหนัง หนึ่งในตัวการที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมา สำหรับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันคุณสมบัตินี้ มีการทดสอบโดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์และน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ต่อการเพิ่มความชุ่มชื้นและลดแบคทีเรียบนผิวหนังของผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผลพบว่าการทาน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกวันละ 2 ครั้ง บริเวณผื่นที่ไม่ติดเชื้อ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลลดน้อยลง แต่น้ำมันมะพร้าวนั้นจะมีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับงานวิจัยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่ง ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันมิเนอรัลในเด็กที่ป่วยด้วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังระดับไม่รุนแรงไปจนถึงระดับปานกลาง จำนวน 117 คน ผลลัพธ์ชี้ว่าการทาน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ นาน 8 สัปดาห์ ช่วยให้ความรุนแรงของผื่นลดลงถึง 68 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่น้ำมันมิเนอรัลช่วยได้ประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ โดยมีสรรพคุณป้องกันการสูญเสียน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับชั้นผิวหนัง ทั้งนี้สรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวต่อการบรรเทาอาการและป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคนี้ยังถือว่าอาจเป็นไปได้สูงกว่าการรักษาโรคอื่น ๆ เพราะมีหลักฐานค่อนข้างมากและน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพการรักษาอยู่ในระดับที่อาจเป็นไปได้ การทาน้ำมันมะพร้าวบนหนังศีรษะหลังจากอาบน้ำประมาณครึ่งชั่วโมง ค่อย ๆ นวดแล้วล้างออก เป็นวิธีทางธรรมชาติที่เชื่อว่าอาจช่วยขจัดสะเก็ดบนหนังศีรษะจากโรคสะเก็ดเงินได้ ทว่าการใช้น้ำมันมะพร้าวบรรเทาอาการด้วยการทาผิวหนังหรือหนังศีรษะนั้นยังไม่มีผลการศึกษาที่พอจะช่วยบ่งบอกได้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด สำหรับผู้ที่ต้องการลอง ควรระมัดระวังในการใช้อย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัย ทั้ง นี้ในงานวิจัยทางวิทยาศาตร์ที่พิสูจน์คุณสมบัติข้อนี้ของน้ำมันมะพร้าวด้วยการให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคสะเก็ดเงินเรื้อรังจำนวน 29 คน แบ่งกลุ่มทาหรือไม่ทาน้ำมันมะพร้าวก่อนรับการบำบัดด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต ปรากฏว่าไม่เห็นผลความแตกต่างของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม จึงอาจเป็นไปได้ว่าน้ำมันมะพร้าวจะไม่ได้ช่วยให้ผลการรักษาด้วยวิธีนี้ดีขึ้นได้ ความเชื่อเรื่องการทาน้ำมันมะพร้าวเพื่อการรักษาสิวนั้น มีการกล่าวอ้างผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์บางงานที่พบว่ากรดลอริก ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่พบได้ในน้ำมันมะพร้าว อาจมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวการให้เกิดสิวอักเสบอย่างพีแอคเน่ ทว่าการใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาสิวโดยตรงนั้นกลับไม่ได้มีการศึกษาออกมายืนยัน และงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกรดลอริกที่ว่าก็ยังเป็นเพียงการศึกษาในห้องปฏิบัติการหรือการทดลองในสัตว์เท่านั้น ยังไม่มีการนำกรดลอริกมารักษาสิวบนใบหน้าโดยตรง หากต้องการทดสอบสรรพคุณข้อนี้ของน้ำมันมะพร้าวจึงควรทำอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่อาจระบุประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้ น้ำมันมะพร้าวเป็นหนึ่งในวัสดุธรรมชาติยอดนิยมในการกำจัดเหาและไข่เหาบนหนังศีรษะ ซึ่งงานวิจัยหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ที่ทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมันต่าง ๆ ที่มักนำมาใช้ประโยชน์ด้านนี้ ได้แก่ น้ำมันโป๊ยกั๊ก น้ำมันกระดังงา และน้ำมันมะพร้าว โดยใช้ผู้ทดลองเป็นเด็กที่ติดเหาบนหนังศรีษะจำนวน 119 คน แบ่งกลุ่มทาน้ำมันเหล่านี้วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที เป็นเวลานาน 5 วัน ส่วนกลุ่มควบคุมนั้นให้ใช้สเปรย์ที่ประกอบด้วยสารเคมีกำจัดเหาและโลนอย่างเพอร์เมทริน มาลาไทออน และไพเพอโรนิล บิวทอกไซด์ ทาบนศีรษะวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที เป็นเวลานาน 10 วัน ปรากฏว่าการรักษาด้วยวิธีทางธรรมชาตินั้นมีความปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียง และได้ผลถึง 92.3 เปอร์เซ็นต์ พอ ๆ กับการใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพ 92.2 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันจากธรรมชาติดังกล่าว รวมถึงน้ำมันมะพร้าว จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถลองพิสูจน์ด้วยตัวเองโดยไม่น่าจะเป็นอันตราย จากการศึกษาคุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมิเนอรัล และน้ำมันดอกทานตะวันต่อการบำรุงเส้นผม น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันชนิดเดียวที่พบว่ามีคุณประโยชน์ช่วยลดการสูญเสียโปรตีนของเส้นผมได้ดี เมื่อใช้ทาแล้วล้างออกก่อนและหลังการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผมจากสารเคมีทั้งหลาย โดยเห็นผลทั้งเมื่อใช้กับผมที่แห้งเสียและผมสุขภาพดี ซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นเช่นนี้ ผู้วิจัยคาดว่าอาจเป็นเพราะกรดลอริก ในน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์นั้นมีความสามารถในการจับตัวกับโปรตีนในเส้นผมสูง เพราะมีน้ำหนักโมเลกุลต่ำและโครงสร้างทางเคมีเป็นสายตรง จึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่ภายในเส้นผมได้ดีกว่าน้ำมันอีก 2 ชนิด แต่ผลการวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณบำรุงรักษาเส้นผมของน้ำมันมะพร้าวก็ยังถือว่ามีน้อยเกินกว่าจะยืนยันได้ขจัดคราบจุลินทรีย์และแบคทีเรียในช่องปาก เนื่องจากกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีคุณสมบัติลดการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เชื่อว่าการอมน้ำมันมะพร้าวในปากอาจไปช่วยจับเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ไม่พึงประสงค์ภายในปาก และถูกกำจัดออกไปหลังจากถูกบ้วนทิ้ง การทดลองหนึ่งกล่าวสนับสนุนประโยชน์ด้านนี้ของน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากพบว่าสามารถช่วยลดภาวะเหงือกอักเสบและการสะสมของคราบหินปูนในช่องปากของวัยรุ่น 60 คน อายุ 16-18 ปี จากการใช้กลั้วทำความสะอาดปากเป็นประจำนาน 30 วัน โดยเห็นผลได้ตั้งแต่วันที่ 7 เช่นเดียวกับอีกงานวิจัยที่ทดลองกับเด็กอายุ 8-12 ปี ทั้งหมด 50 คน ครึ่งหนึ่งใช้น้ำมันมะพร้าวบ้วนปากเป็นประจำทุกวันนาน 2-3 นาที หลังจากการแปรงฟันตอนเช้า เป็นเวลาติดต่อกัน 30 วัน กับอีกกลุ่มที่ทำลักษณะเดียวกันแต่เปลี่ยนจากน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียอย่างคลอร์เฮกซิดีน ผลลัพธ์ชี้ว่าทั้งน้ำมันมะพร้าวและคลอร์เฮกซิดีนต่างมีประสิทธิภาพลดจำนวนแบคทีเรียสเตร็ปโตคอกคัสมิวแทนส์ แบคทีเรียต้นเหตุของฟันผุที่พบได้บ่อยที่สุดได้อย่างไม่แตกต่างกัน และแม้ในปัจจุบันจะยังไม่อาจยืนยันได้แน่ชัด แต่ก็นับเป็นอีกหนึ่งคุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวที่น่าจะลองทำตามกันได้ง่าย ๆ และไม่ก่อให้เกิดอันตราย การรับประทานน้ำมันมะพร้าวหรือนำมาใช้ทาผิวหนังถือว่าค่อนข้างปลอดภัยต่อสุขภาพหากใช้อย่างเหมาะสม แต่เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีไขมันมันสูง ทำให้มีข้อกังวลว่าการบริโภคน้ำมันมะพร้าวมากเกินไป อาจส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น จึงควรพึงระมัดระวังในการรับประทานเพื่อการรักษาโรคต่าง ๆ ที่อาจใช้ในปริมาณมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
เช็คก่อนแชร์ สูตรกาแฟผสมมะนาว น้ำมันมะพร้าว ช่วยแก้ปวดหัวไมเกรนได้จริงหรือศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมออกมาเฉลยแล้วช่วยได้จริงหรือ หลังโซเชียลแห่แชร์สูตรกาแฟผสมมะนาว น้ำมันมะพร้าว แก้ปวดหัวไมเกรน
Read more »
อย. พร้อมส่งเสริมผลิตภัณฑ์ Plant Based Foods เพิ่มโอกาสทางการค้าของไทย : อินโฟเควสท์นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เผยนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สนับสนุนการค้าและการส่งออกอาหารจากพืช (Plant Based Foods) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าของประเทศไทยตามนโยบายรัฐบาล และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของโลกที่ได้มาตรฐานปลอดภัยอย่างยั่งยืน โดยที่ผ่านมา มีผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชได้รับเลขสารบบอาหารจาก อย.หลากหลายประเภท เช่น เครื่องดื่มจากธัญพืช ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำนม ถั่วเหลือง น้ำนมข้าวโพด เครื่องดื่มจากพืชผักต่าง ๆ เนื้อเบอร์เกอร์จากพืช เป็นต้น ทั้งนี้ อย. มุ่งมั่นในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามเทรนด์รักสุขภาพในปัจจุบัน และเป็นทางเลือกของผู้ที่ต้องการงดหรือลดการบริโภคเนื้อสัตว์ อาหารกลุ่มนี้ทำมาจากพืชผัก ผลไม้ เห็ดต่างๆ รวมไปถึงธัญพืช และถั่ว และใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว เพื่อเพิ่มความชุ่มฉ่ำของเนื้อสัมผัส มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่อร่อยใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริง ๆ โดย อย.มีมาตรการส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเฉพาะเพื่อส่งออกส่วนใหญ่ จะได้รับยกเว้นไม่ต้องยื่นขอรับเลขสารบบอาหาร โดยให้ปฏิบัติตามมาตรฐานของประเทศคู่ค้า การออกใบรับรองสถานที่ผลิตหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก การตรวจประเมินและออกใบอนุญาตผลิตอาหารจากพืชที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน GMP โดยมีการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission นอกจากนี้ อย. …
Read more »
