EXIM BANK เตือนส่งออกไทยไตรมาส 3 เสี่ยงชะลอหนัก จากสงครามการค้าสหรัฐฯที่ยังไร้ข้อสรุป

United States News News

EXIM BANK เตือนส่งออกไทยไตรมาส 3 เสี่ยงชะลอหนัก จากสงครามการค้าสหรัฐฯที่ยังไร้ข้อสรุป
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 siamrath_online
  • ⏱ Reading Time:
  • 296 sec. here
  • 6 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 122%
  • Publisher: 63%

EXIM BANK เตือนส่งออกไทยไตรมาส 3 เสี่ยงชะลอหนัก จากสงครามการค้าสหรัฐฯที่ยังไร้ข้อสรุป วันที่ 5 มิถุนายน 2568 ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เผยว่า ดัชนีชี้นำการส่งออกของไทยในช่วง 3 เดือนข้างหน้าหรือ EXIM Index ล่าสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 100.5 ลดลงจากระดับ 102.

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เผยว่า ดัชนีชี้นำการส่งออกของไทยในช่วง 3 เดือนข้างหน้าหรือ EXIM Index ล่าสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 100.5 ลดลงจากระดับ 102.

5 ในไตรมาส 1 และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส สะท้อนการส่งออกไทยไตรมาส 3 ปี 2568 มีแนวโน้มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของทรัมป์ ภาคการผลิตไทยที่ยังซบเซา ราคาส่งออกและความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั่วโลกที่ลดลง ทั้งนี้ ต้องติดตามคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศและศาลอุทธรณ์ของสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษี ขณะเดียวกันต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หากไทยสามารถบรรลุข้อตกลงภาษีในอัตราที่ไม่สูงไปกว่าคู่แข่ง ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย คาดว่า การส่งออกไทยปี 2568 จะยังขยายตัวได้ที่ 0.5-1.5% ทั้งนี้แม้ล่าสุดสงครามการค้าจะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังสหรัฐฯ และจีนมีการเจรจาพักรบกันชั่วคราว โดยต่างฝ่ายต่างปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าลงฝ่ายละ 115% เป็นเวลา 90 วัน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ส่งผลให้ Downside Risks ยังคงปกคลุมการส่งออกของไทยตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2568 สะท้อนได้จากดัชนีชี้นำการส่งออกของไทย ล่าสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 100.5 ต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส จากปัจจัยกดดันใน 4 มิติ ดังนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของหลายประเทศส่งสัญญาณชะลอลง โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหลักของสงครามการค้าครั้งนี้ และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 และ 2 ของไทย สะท้อนได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต ณ เดือนเมษายน 2568 ของทั้งสองประเทศปรับลดลงมาอยู่ในโซนหดตัวพร้อมกันครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ประกอบกับหากพิจารณา GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐฯ ล่าสุดที่ออกมาหดตัวครั้งแรกในรอบ 12 ไตรมาสที่ 0.2% นอกจากนี้ การส่งออกของหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงไทยไปสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นแบบ Front-Load ในไตรมาส 1 ปี 2568 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 2 หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนการเก็บภาษีในอัตราสูงสุดกับประเทศส่วนใหญ่และจีนออกไป 90 วัน สิ้นสุด ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 และ 12 สิงหาคม 2568 ตามลำดับ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า หลังช่วงเวลาดังกล่าวคำสั่งซื้อจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี หลังจากที่มีการเร่งนำเข้าในช่วงก่อนหน้าไปแล้วเมื่อพิจารณาด้านอุปทานยังมีความน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิตของไทยที่ยังคงซบเซาต่อเนื่อง โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ณ เดือนมีนาคม 2568 ยังหดตัว 5 เดือนติดต่อกัน เช่นเดียวกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ต่ำกว่า 60% เป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจด้านภาวะส่งออกใน 3 เดือนข้างหน้าก็หดตัวครั้งแรกในรอบ 6 เดือน จากความกังวลเรื่องภาษีของทรัมป์ ประกอบกับหลายอุตสาหกรรมของไทยยังเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสร้างแรงกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคการผลิตและการส่งออกของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เร่งตัวขึ้นระยะสั้น หลังค่าระวางเรือทั่วโลก โดยเฉพาะเส้นทางจากจีนไปสหรัฐฯ ขยับขึ้นตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม 2568 จากความต้องการตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากยอดจองตู้คอนเทนเนอร์จากจีนไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 150% ในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากมีการเร่งส่งออกอีกครั้งหลังสหรัฐฯ กับจีนพักรบกันชั่วคราว ขณะเดียวกันในระยะถัดไป สหรัฐฯ ยังเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่สร้างในจีนและ/หรือเรือสัญชาติจีนในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มเติมอีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ผู้ส่งออกทางเรืออาจเผชิญข้อจำกัดด้านเวลาในการขนส่งให้ทันวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ก่อนที่ทรัมป์อาจกลับมาขึ้นภาษีกับไทยที่ 36% ทำให้การส่งออกหลังจากนี้อาจชะลอลงเพื่อรอความชัดเจนในการเจรจาก่อน ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่อเนื่องจนอยู่ต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี จากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลง และการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรโลกก็มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ต้นปี 2568 จากอุปทานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนหลายประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญโดยเฉพาะอินเดียกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้งตั้งแต่ปลายปี 2567 กดดันให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ปัจจัยข้างต้นมีส่วนทำให้ดัชนีราคาส่งออกของไทยเดือนมีนาคม 2568 ขยายตัวต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี ทั้งนี้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ และธนาคารโลกคาดว่า ราคาน้ำมันและราคาสินค้าเกษตรโลกปี 2568 มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนราว 20% และ 4% ตามลำดับ สิ่งที่เกิดขึ้นแม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนขนส่งของผู้ประกอบการบางส่วนลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลกดดันให้มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมัน ปรับลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของหลายประเทศทั่วโลกปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2568 ทั้งจีน ยุโรป และญี่ปุ่น โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่แม้จะเร่งขึ้นระยะสั้นแต่ยังอยู่ในเกณฑ์แย่ลง โดยผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation จากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของทรัมป์ สะท้อนทิศทางการค้าโลกในระยะข้างหน้าที่มีแนวโน้มชะลอลง แม้ล่าสุดตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 จะขยายตัวได้ 14% จากการเร่งนำเข้าของสหรัฐฯ ก่อนการปรับขึ้นภาษีแบบตอบโต้ของทรัมป์ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งออกไทยช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 จะเผชิญความท้าทายมากขึ้นและถือเป็นห้วงเวลา Turning Point สำคัญ สอดคล้องกับทิศทางของ EXIM Index ที่ลดลงจากทั้ง 4 มิติที่กล่าวข้างต้น โดยเฉพาะหากหลัง 90 วันของการเลื่อนการขึ้นภาษีสินค้าจากไทยสิ้นสุดลงในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ไทยยังเจรจาไม่สำเร็จ ส่งผลให้ภาษีกลับมาอยู่ในระดับสูงสุดที่ 36% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศ รวมถึงจีนที่ถูกเก็บภาษีในอัตรา 30% จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ปัจจัยดังกล่าวทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบคู่แข่งเพิ่มเติม กดดันคาดการณ์ส่งออกในครึ่งปีหลัง และทำให้ทั้งปีขยายตัวเหลือ 0.5-1.5% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีทรัมป์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวรับมือประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่ 1) เข้าถึงคู่ค้าของตนเอง ด้วยการติดต่อประสานงานกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อยืนยันการรับสินค้าและตกลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านภาษี 2) เข้าถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการประกันการส่งออก 3) เข้าสู่ตลาดใหม่ ด้วยการแสวงหาตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อกระจายความเสี่ยง และ 4) เข้าใจและติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาใช้ประเมินผลกระทบและปรับกลยุทธ์ให้ได้อย่างทันท่วงที ปัจจุบัน EXIM BANK ได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเปิด Export Clinic ให้คำปรึกษาแนวทางในการปรับตัว มาตรการช่วยเหลือทางการเงินทั้งการยืดหนี้ เสริมสภาพคล่อง และกระจายตลาดใหม่ๆ ตลอดจนบริการเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงรอบด้าน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถฝ่าฟันสงครามการค้าครั้งนี้ และกลับมาเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

siamrath_online /  🏆 15. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัว รับมือภาษีตอบโต้สหรัฐฯ หวั่นกระทบส่งออก-เศรษฐกิจผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัว รับมือภาษีตอบโต้สหรัฐฯ หวั่นกระทบส่งออก-เศรษฐกิจผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อรับแรงกระแทกจาก Reciprocal Tariffs วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เผยว่า EXIM BANK ประเมินแม้สหรัฐฯ เลื่อน Reciprocal Tariffs ออกไป 90 วัน แต่พบว่าระยะสั้น ตลาดการเงินยังแปรปรวน ส่วนตลาดส่งออกได้แรงบวกจาก Panic Buying ขณะที่ระยะถัดไป...
Read more »

EXIM BANK แนะ 4 แนวทาง ผู้ส่งออกไทยรับมือภาษี Reciprocal TariffsEXIM BANK แนะ 4 แนวทาง ผู้ส่งออกไทยรับมือภาษี Reciprocal Tariffsวิจัย EXIM BANK แนะผู้ส่งออกไทย 4 แนวทางรับแรงกระแทกจากภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ชี้เตรียมการรับมือ worst case เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอ
Read more »

EXIM BANK แนะผู้ประกอบการหาตลาดส่งออกใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐEXIM BANK แนะผู้ประกอบการหาตลาดส่งออกใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐEXIM BANK แนะผู้ประกอบการหาตลาดส่งออกใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐ สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการร่วมงานแสดงสินค้า และประกันการส่งออกลดความเสี่ยงจากคู่ค้ารายใหม่
Read more »

EXIM BANK แถลง Q1 ปี 68 หนุนส่งออกไทย เติบโตท่ามกลางสงครามการค้าโลกEXIM BANK แถลง Q1 ปี 68 หนุนส่งออกไทย เติบโตท่ามกลางสงครามการค้าโลกEXIM BANK แถลงผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 หนุนผู้ประกอบการไทยเพิ่มความแข็งแกร่งสู่ตลาดโลก ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้าที่ร้อนระอุ วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงผลการดำเนินงานของ EXIM BANK ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568...
Read more »

EXIM BANK ปรับลดดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 6.15% หนุนภาคธุรกิจ-SMEs รับมือเศรษฐกิจชะลอEXIM BANK ปรับลดดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 6.15% หนุนภาคธุรกิจ-SMEs รับมือเศรษฐกิจชะลอEXIM BANK ขานรับนโยบายรัฐแบ่งเบาภาระภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 6.15% ต่อปี ต่ำที่สุดในระบบ นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK ปรับลดอัตราดอกเบี้ย Prime Rate เหลือ 6.
Read more »

3 สถาบันการเงินรัฐจัดงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” จ.อุบลฯ 14 มิ.ย.นี้ หนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ ดบ.ต่ำ ครบจบในที่เดียว3 สถาบันการเงินรัฐจัดงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” จ.อุบลฯ 14 มิ.ย.นี้ หนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ ดบ.ต่ำ ครบจบในที่เดียว3 สถาบันการเงินของรัฐ ภายใต้กำกับกระทรวงการคลัง ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.
Read more »



Render Time: 2026-04-02 01:17:05