ESA เตรียมให้ดาวเทียมสำรวจแรงโน้มถ่วงโลกตรวจจับการไหลของกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทร

United States News News

ESA เตรียมให้ดาวเทียมสำรวจแรงโน้มถ่วงโลกตรวจจับการไหลของกระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทร
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 ThaiPBS
  • ⏱ Reading Time:
  • 168 sec. here
  • 4 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 71%
  • Publisher: 51%

เราทราบว่าความหนาแน่นของวัตถุใต้พื้นโลกที่แตกต่างกันจะส่งผลให้แรงโน้มถ่วงที่บริเวณนั้นแตกต่างไปจากบริเวณอื่น ๆ เล็กน้อย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของ ESA กำลังใช้ประโยชน์จากความหนาแน่นของน้ำในมหาสมุทร

เราทราบว่าความหนาแน่นของวัตถุใต้พื้นโลกที่แตกต่างกันจะส่งผลให้แรงโน้มถ่วงที่บริเวณนั้นแตกต่างไปจากบริเวณอื่น ๆ เล็กน้อย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของ ESA กำลังใช้ประโยชน์จากความหนาแน่นของน้ำในมหาสมุทรที่ต่างกันเล็กน้อยในการตรวจจับแรงโน้มถ่วงจากกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นในมหาสมุทรเพื่อสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทร แน่นอนว่ามันก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ แต่ตามความเป็นจริงกระแสน้ำอุ่นจะมีความหนาแน่นน้อยกว่ากระแสน้ำเย็น ซึ่งผลต่างของความหนาแน่นนี้เกิดแรงดันใต้สมุทรที่แตกต่างและสามารถสังเกตได้ผ่านค่าแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างกับพื้นที่ข้างเคียงเล็กน้อย กระแสน้ำในมหาสมุทรเป็นหนึ่งในระบบดาวเคราะห์ที่สำคัญของโลกเรา คอยช่วยขับเคลื่อนวัฏจักรความร้อนของโลก จึงถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตทุกชีวิต แต่สถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลที่ระบบกระแสน้ำในมหาสมุทรเกิดการเปลี่ยนแปลงและหยุดไหลในที่สุด โดยเฉพาะกับกระแสน้ำลึก เช่น Atlantic Meridional Overturning Circulation ซึ่งเป็นเครือข่ายกระแสน้ำลึกที่แลกเปลี่ยนความร้อนของน้ำลึกของทั้งโลกไว้ กระแสน้ำลึก AMOC ทำหน้าที่ขนส่งน้ำอุ่นจากเขตร้อนไปทางเหนือในชั้นผิวของมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อน้ำเดินทางถึงแถบมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มันจะคายความร้อนออกสู่บรรยากาศ เย็นตัวลง มีความหนาแน่นสูงขึ้น และจมลงสู่เบื้องล่าง จากนั้นน้ำเย็นลึกนี้จะไหลกลับลงใต้ และค่อย ๆ ขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง ความเร็วในการไหลของกระแสน้ำนี้มีเพียงไม่กี่เซนติเมตรต่อวินาที ซึ่งกว่าจะไหลครบรอบโลกหนึ่งครั้งอาจจะยาวนานหลายร้อยปีเลยทีเดียว กระแสน้ำลึกที่ไหลช้านี้ หากหยุดนิ่งลง อาจจะก่อให้เกิดการปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศโลกอย่างมหาศาล พื้นที่แถบอบอุ่นอาจหนาวเย็นลงอย่างฉับพลัน เช่น ลอนดอนอาจจะอุณหภูมิลดลง 7 องศาเซลเซียส ซึ่งสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมองค์รวมของโลก เพื่อจับตามองกระแสน้ำลึก AMOC ทางยุโรปจึงมีโครงการ RAPID โครงการที่ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิ ความเค็ม และความเร็วกระแสน้ำจากผิวน้ำจนถึงก้นทะเล ครอบคลุมเส้นละติจูด 26° เหนือ ตั้งแต่โมร็อกโกถึงฟลอริดาตั้งแต่ปี 2004 โดยในปี 2010 ได้มีการตรวจพบว่ากระแสน้ำ AMOC มีการไหลที่ช้าลง โครงการ RAPID มีค่าใช้จ่ายสูง ใช้แรงงานมาก แต่ผลลัพธ์กลับครอบคลุมแค่เส้นละติจูดเดียว นักวิทยาศาสตร์จึงหันมาใช้การติดตามจากอวกาศแทน โดยตามทฤษฎีและแบบจำลองคอมพิวเตอร์ หากดาวเทียมสามารถวัดผลกระทบต่อแรงดันที่ก้นมหาสมุทรตามแนวชายฝั่งตะวันตกแอตแลนติกได้ จะสามารถตรวจวัดกระแสน้ำลึก AMOC ได้ตามที่ต้องการ แม้สัญญาณนี้จะเล็กและตรวจจับยาก แต่ก็เป็นไปได้ ESA ได้ตอบรับกับแนวคิดนี้โดยวางแผนโครงการดาวเทียมตรวจจับแรงโน้มถ่วง Next Generation Gravity Mission เพื่อตรวจวัดแรงกดของน้ำในมหาสมุทรเพื่อแปลงค่าเป็นลักษณะเส้นทางและการไหลของกระแสน้ำลึก AMOC ซึ่งในตอนนี้ทาง ESA กำลังพัฒนาดาวเทียม NGGM ทั้งหมดสองดวงโดยให้มีความสามารถในการทำงานเป็นคู่และทำงานเก็บข้อมูลร่วมกับ กลุ่มดาวเทียม MAGIC ที่ ESA และ NASA ร่วมมือกันสร้าง กับดาวเทียมฝาแฝด GRACE-C ของ NASA และ DLR ศาสตราจารย์ รอรี บิงแฮม จากมหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร เสริมว่า งานวิจัยก่อนหน้าชี้ว่าการวัดแรงโน้มถ่วงจากดาวเทียมมีศักยภาพในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของ AMOC และงานล่าสุดยืนยันว่าการวัดอย่างแม่นยำจำเป็นต้องจับสัญญาณแรงดันก้นมหาสมุทรทั้งจากไหล่ทวีปด้านบนและด้านล่างแล้วนำมาหาความแตกต่าง โดยเฉพาะฝั่งด้านล่างซึ่งสัญญาณอ่อนมากและตรวจจับได้ยาก ซึ่ง NGGM และ MAGIC จะเข้ามาช่วยเปิดช่องทางใหม่ในการติดตามความแข็งแรงของ AMOC ได้จริง นอกจากนี้ยังสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของความเค็มและอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรได้จาก SMOS และ Copernicus Sentinel-3 ที่จะช่วยสร้างภาพรวมของการไหลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยหากโครงการ NGGM ได้รับการอนุมัติคาดว่าจะสามารถเริ่มต้นภารกิจได้ในปี 2032.

เราทราบว่าความหนาแน่นของวัตถุใต้พื้นโลกที่แตกต่างกันจะส่งผลให้แรงโน้มถ่วงที่บริเวณนั้นแตกต่างไปจากบริเวณอื่น ๆ เล็กน้อย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของ ESA กำลังใช้ประโยชน์จากความหนาแน่นของน้ำในมหาสมุทรที่ต่างกันเล็กน้อยในการตรวจจับแรงโน้มถ่วงจากกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นในมหาสมุทรเพื่อสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทร แน่นอนว่ามันก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ แต่ตามความเป็นจริงกระแสน้ำอุ่นจะมีความหนาแน่นน้อยกว่ากระแสน้ำเย็น ซึ่งผลต่างของความหนาแน่นนี้เกิดแรงดันใต้สมุทรที่แตกต่างและสามารถสังเกตได้ผ่านค่าแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนแปลงหรือแตกต่างกับพื้นที่ข้างเคียงเล็กน้อย กระแสน้ำในมหาสมุทรเป็นหนึ่งในระบบดาวเคราะห์ที่สำคัญของโลกเรา คอยช่วยขับเคลื่อนวัฏจักรความร้อนของโลก จึงถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตทุกชีวิต แต่สถานการณ์ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความกังวลที่ระบบกระแสน้ำในมหาสมุทรเกิดการเปลี่ยนแปลงและหยุดไหลในที่สุด โดยเฉพาะกับกระแสน้ำลึก เช่น Atlantic Meridional Overturning Circulation ซึ่งเป็นเครือข่ายกระแสน้ำลึกที่แลกเปลี่ยนความร้อนของน้ำลึกของทั้งโลกไว้ กระแสน้ำลึก AMOC ทำหน้าที่ขนส่งน้ำอุ่นจากเขตร้อนไปทางเหนือในชั้นผิวของมหาสมุทรแอตแลนติก เมื่อน้ำเดินทางถึงแถบมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ มันจะคายความร้อนออกสู่บรรยากาศ เย็นตัวลง มีความหนาแน่นสูงขึ้น และจมลงสู่เบื้องล่าง จากนั้นน้ำเย็นลึกนี้จะไหลกลับลงใต้ และค่อย ๆ ขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง ความเร็วในการไหลของกระแสน้ำนี้มีเพียงไม่กี่เซนติเมตรต่อวินาที ซึ่งกว่าจะไหลครบรอบโลกหนึ่งครั้งอาจจะยาวนานหลายร้อยปีเลยทีเดียว กระแสน้ำลึกที่ไหลช้านี้ หากหยุดนิ่งลง อาจจะก่อให้เกิดการปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศโลกอย่างมหาศาล พื้นที่แถบอบอุ่นอาจหนาวเย็นลงอย่างฉับพลัน เช่น ลอนดอนอาจจะอุณหภูมิลดลง 7 องศาเซลเซียส ซึ่งสิ่งนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมองค์รวมของโลก เพื่อจับตามองกระแสน้ำลึก AMOC ทางยุโรปจึงมีโครงการ RAPID โครงการที่ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิ ความเค็ม และความเร็วกระแสน้ำจากผิวน้ำจนถึงก้นทะเล ครอบคลุมเส้นละติจูด 26° เหนือ ตั้งแต่โมร็อกโกถึงฟลอริดาตั้งแต่ปี 2004 โดยในปี 2010 ได้มีการตรวจพบว่ากระแสน้ำ AMOC มีการไหลที่ช้าลง โครงการ RAPID มีค่าใช้จ่ายสูง ใช้แรงงานมาก แต่ผลลัพธ์กลับครอบคลุมแค่เส้นละติจูดเดียว นักวิทยาศาสตร์จึงหันมาใช้การติดตามจากอวกาศแทน โดยตามทฤษฎีและแบบจำลองคอมพิวเตอร์ หากดาวเทียมสามารถวัดผลกระทบต่อแรงดันที่ก้นมหาสมุทรตามแนวชายฝั่งตะวันตกแอตแลนติกได้ จะสามารถตรวจวัดกระแสน้ำลึก AMOC ได้ตามที่ต้องการ แม้สัญญาณนี้จะเล็กและตรวจจับยาก แต่ก็เป็นไปได้ ESA ได้ตอบรับกับแนวคิดนี้โดยวางแผนโครงการดาวเทียมตรวจจับแรงโน้มถ่วง Next Generation Gravity Mission เพื่อตรวจวัดแรงกดของน้ำในมหาสมุทรเพื่อแปลงค่าเป็นลักษณะเส้นทางและการไหลของกระแสน้ำลึก AMOC ซึ่งในตอนนี้ทาง ESA กำลังพัฒนาดาวเทียม NGGM ทั้งหมดสองดวงโดยให้มีความสามารถในการทำงานเป็นคู่และทำงานเก็บข้อมูลร่วมกับ กลุ่มดาวเทียม MAGIC ที่ ESA และ NASA ร่วมมือกันสร้าง กับดาวเทียมฝาแฝด GRACE-C ของ NASA และ DLR ศาสตราจารย์ รอรี บิงแฮม จากมหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร เสริมว่า งานวิจัยก่อนหน้าชี้ว่าการวัดแรงโน้มถ่วงจากดาวเทียมมีศักยภาพในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของ AMOC และงานล่าสุดยืนยันว่าการวัดอย่างแม่นยำจำเป็นต้องจับสัญญาณแรงดันก้นมหาสมุทรทั้งจากไหล่ทวีปด้านบนและด้านล่างแล้วนำมาหาความแตกต่าง โดยเฉพาะฝั่งด้านล่างซึ่งสัญญาณอ่อนมากและตรวจจับได้ยาก ซึ่ง NGGM และ MAGIC จะเข้ามาช่วยเปิดช่องทางใหม่ในการติดตามความแข็งแรงของ AMOC ได้จริง นอกจากนี้ยังสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของความเค็มและอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรได้จาก SMOS และ Copernicus Sentinel-3 ที่จะช่วยสร้างภาพรวมของการไหลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยหากโครงการ NGGM ได้รับการอนุมัติคาดว่าจะสามารถเริ่มต้นภารกิจได้ในปี 2032

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

ThaiPBS /  🏆 52. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ESA เผยภาพขั้วเหนือดาวพุธ ที่อาจมีน้ำแข็งอยู่ในหลุม จากยาน BepiColomboESA เผยภาพขั้วเหนือดาวพุธ ที่อาจมีน้ำแข็งอยู่ในหลุม จากยาน BepiColomboองค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่าย 'ขั้วเหนือดาวพุธ' จากกล้องบนยาน BepiColombo ระหว่างบินเฉียดใกล้เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2025 เวลา 12.59 น. ตามเวลาไทย...
Read more »

ESA เฝ้าติดตาม ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 แม้มีโอกาสพุ่งชนโลกแค่ 1.2%ESA เฝ้าติดตาม ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 แม้มีโอกาสพุ่งชนโลกแค่ 1.2%ESA ยังเฝ้าติดตาม ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 ถึงแม้จะมีโอกาสพุ่งชนโลกแค่ 1.2% ในปี 2032 ถูกจัดให้อยู่ในระดับ 3 ของ 'สเกลความเสี่ยงในการพุ่งชนโตรีโน'
Read more »

ESA ยุติภารกิจกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีแกมมา IntegralESA ยุติภารกิจกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีแกมมา Integralตลอดของภารกิจกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Integral มันทำหน้าที่รับใช้มนุษยชาติในการศึกษาวัตถุบนฟากฟ้าผ่านแสงแกมมา สร้างองค์ความรู้ในช่วงเวลาสำคัญมากมายทั้งการยืนยันการค้นพบการชนกันของดาวนิวตรอน การเกิดการระเบิดบนพื้นผิวของดาวนิวตรอน
Read more »

ESA เผยภาพอวกาศห้วงลึกจากกล้อง Euclid | Thai PBS รายการไทยพีบีเอสESA เผยภาพอวกาศห้วงลึกจากกล้อง Euclid | Thai PBS รายการไทยพีบีเอสความก้าวหน้าของเทคโนโลยีช่วยเปิดมุมมองใหม่ของการสำรวจอวกาศได้ไม่น้อย ล่าสุดมีการเปิดเผยภาพถ่ายอวกาศห้วงลึกจ...
Read more »

ESA ปลดประจำการดาวเทียมนำทาง Galileo ดวงแรกอย่างสมบูรณ์ESA ปลดประจำการดาวเทียมนำทาง Galileo ดวงแรกอย่างสมบูรณ์ดาวเทียม GSAT0104 หนึ่งในดาวเทียมชุดแรกของโครงการ Galileo ได้ออกสู่อวกาศเมื่อปี 2013 ซึ่งเป็นดาวเทียมกลุ่มที่ผลักดันให้ยุโรปก้าวเข้าสู่ยุคที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบนำทางจากภายนอก
Read more »

ESA เผยภาพถ่ายฝุ่นทะเลทรายสะฮาราหอบข้ามมหาสมุทรESA เผยภาพถ่ายฝุ่นทะเลทรายสะฮาราหอบข้ามมหาสมุทรภาพถ่ายล่าสุดเหนือชายฝั่งตะวันตกของทะเลทรายสะฮารา จากกลุ่มดาวเทียม Copernicus Sentinel แสดงให้เห็นถึงพายุทรายขนาดใหญ่ที่หอบพัดพาฝุ่นทราย พร้อมแร่ธาตุจากทะเลทรายอันแห้งแล้งให้ลอยข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังป่าแอมะซอน ณ อีกฟากหนึ่งของโลก
Read more »



Render Time: 2026-04-02 21:58:02