ASPS คงเป้า SET ปีนี้ 1,730 จุด หลังศก.ไทยฟื้นตัว-บาทชะลออ่อนค่า : อินโฟเควสท์

United States News News

ASPS คงเป้า SET ปีนี้ 1,730 จุด หลังศก.ไทยฟื้นตัว-บาทชะลออ่อนค่า : อินโฟเควสท์
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 InfoQuestNews
  • ⏱ Reading Time:
  • 310 sec. here
  • 7 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 127%
  • Publisher: 68%

ASPS คงเป้า SET ปีนี้ 1,730 จุด หลังศก.ไทยฟื้นตัว-บาทชะลออ่อนค่า หุ้นไทย ตลาดหุ้นไทย อินโฟเควสท์

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/65 ได้ผ่านจุดที่ถูกแรงกดดันสูงสุดจากปัจจัยภายนอกไปแล้ว เริ่มจากสงครามรัสเซียและยูเครนที่ตลาดตอบรับมานานกว่า 7 เดือน หากความเสี่ยงถูกจำกัดเฉพาะในพื้นที่ยูเครนและไม่นำสู่การใช้อาวุธนิวเคลียร์ระหว่างกันผลกระทบมายังตลาดหุ้นจะไม่มาก ภาวะการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อในหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดหลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปรับลงใกล้เคียงกับช่วงต้นปี ทำให้แรงกดดันต่อการใช้นโยบายการเงินเชิงรุกของธนาคารกลางต่างๆลดลง การดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดเชิงรุกที่เข้าใหล้ช่วงสุดท้าย โดยเฉพาะฝั่งธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ตลาดคาดช่วงที่เหลือของปีจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1% และปีหน้าอีก 0.

25% ก่อนที่จะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง และทิศทางเศรษฐกิจหลายประเทศที่ชะลอลง โดยสหรัฐฯ ที่เกิดภาวะ Technical Recession ไปแล้ว และเศรษฐกิจ อังกฤษ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ชะลอลงหลัง GDP ไตรมาส 2/65 ติดลบ แต่อย่างไรก็ตามการทยอยปรับลดคาดการณ์ของสำนักเศรษฐกิจต่างๆสะท้อนถึงการรับรู้ของตลาดไปในระดับหนึ่ง ส่วนปัจจัยในประเทศที่ยังอยู่ในโหมดฟื้นตัวตามหลังการเปิดประเทศที่ได้แรงหนุนจากภาคการบริโภคในประเทศ การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนมากกว่าการเยียวยาหลังผ่านช่วงโควิด-19 ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยที่ขยายตัวได้ดี โดยฝ่ายวิจัยประเมิน EPS65F ที่ 96.1 บาท/หุ้น เติบโต 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ EPS ในปี 66 ที่ 101.1 บาท/หุ้น เติบโต 5% จากปี 65 ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยฯแต่ยังดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเชื่อว่าดอกเบี้ยฯ ณ สิ้นปีที่ 1.25% เทียบกับสหรัฐฯ 4.25% ด้านทิศทางค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 4/65 เชื่อว่าจะชะลอการอ่อนค่าจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงตามราคาพลังงานที่ปรับลงซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของการขาดดุลการค้า เช่นเดียวกับดุลบริการที่จะดีขึ้นตามตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มเข้าสู่ High Season ส่วนทิศทางเศรษฐกิจในประเทศและผลประกอบการบริษัทที่มีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นสวนกระแสโลก ขณะที่ความเสี่ยงการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงจะเป็นปัจจัยดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าหนุนให้ดัชนี SET ช่วงไตรมาส 4/65 ขยับขึ้น โดยคงเป้าหมายดัชนี ณ สิ้นปีไว้ที่ 1,730 จุด หรือคิดเป็นระดับ Market Earning Yield Gap ที่ 4.3% มากกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 4.2% กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้น Domestic ที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังจากการเปิดประเทศ และไม่ได้รับผลกระทบต่อความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ BBL ที่รับปัจจัยหน๊นเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น และเป็นธนาคารที่มีความสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในพอร์ตได้ในสัดส่วนที่สูงกว่า 90% จะเห็นจาก BBL เป็นธนาคารแรกที่ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และปรับขึ้นค่อนข้างสูง ทำให้เป็นธนาคารที่ยังเห็นผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง รวมถึง ASK ที่ได้รับการปรับเครดิตเรตติ้งขึ้น ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อที่ให้ผลตอบสทนที่สูงขึ้นได้ ส่วนหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เป็นหุ้น ADVANC แม้ว่าผลการดำเนินจะยังประคองตัวได้ แต่หากมองในศักยภาพระยะต่อไปหลังควบรวมกับทริปเปิ้ลทรี บรอดแบนด์ จะเข้ามาเสริมศักยภาพการขยายฐานลูกค้าไฟเบอร์ และขึ้นเป็นอันดับ และ HMPRO จะได้รับประโยชน์จากช่วงหลังน้ำท่วมที่จะต้องมีการซ่อมแซมบ้านเรือน รวมถึงเป็นหนึ่งในหุ้น Laggard ที่ราคาหุ้นยังค่อนทรงตัว นอกจากนี่ยังมีหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศและการท่องเที่ยวในไตรมาส 4/65 ได้แก่ BEM ที่ยังเห็นจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ CENTEL เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า ได้เลือก GULF จากศักยภาพของโรงไฟฟ้าที่ยังมีการทยอยจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ อีกกว่า 4,000 เมกะวัตต์ รวมถึงการกระจายในธุรกิจอื่นๆที่จะเข้ามาต่อไอดการขยายธุรกิจ นางสาวอภิชญา ไชยฤกษ์ ฝ่ายลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นต่างประเทศถือว่ามีความผันผวนสูง เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการที่ธนาคารกลางหลายประเทศมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อยับยั้งเงินเฟ้อ รวมทั้งสถานการณ์อื่นๆในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติทางด้านพลังงานในฝั่งยุโรป สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และ ปัญหาด้านอสังหาริมทรัพย์ในจีน ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจว่าจะชะลอตัวในระยะข้างหน้า ทำให้มีการลดความเสี่ยงของพอร์ต ส่งผลให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับตัวลดลง เช่น ดัชนี S&P500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับลดลงกว่า 23% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ประกอบไปด้วยหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ได้รับผลกระทบมากสุดจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับตัวสูงขึ้น ก็ปรับตัวลดลงกว่า 31% เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดียังมีหุ้นบางกลุ่มที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด คือ หุ้นในกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare สะท้อนผ่านดัชนี Health Care Select Sector ที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับตัวลดลงไปเพียง 12% เท่านั้นถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดโดยภาพรวม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวหรือช่วงที่มีความผันผวนสูง ทางเลือกในการเพิ่มน้ำหนักไปในหุ้น Defensive ก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงได้ เป็นผลมาจากค่าเบต้า ที่ต่ำ ซึ่งโดยปกติแล้วหุ้น Defensive จะมีค่าเบต้าที่น้อยกว่า 1 ตัวอย่างเช่น หากตลาดปรับตัวลง 2% หุ้น Defensive มักมีแนวโน้มจะปรับตัวลงน้อยกว่า 2% โดยหุ้น Defensive หมายถึงหุ้นที่บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และมีรายได้อย่างมั่นคง จากความต้องการในตัวสินค้าหรือบริการที่มีอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้มีเสถียรภาพเมื่อต้องเผชิญกับช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง อ้างอิงจากข้อมูลของ Refinitiv IBES ในอดีต พบว่าในช่วงปี 50-52 ที่เกิดเศรษฐกิจถดถอย กำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ลดลง 9 ไตรมาสติดต่อกัน แต่กลุ่ม Healthcare ยังสามารถสร้างกำไรเติบโตได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ตัวอย่างหุ้นในกลุ่ม Healthcare ฝั่งสหรัฐฯ ได้แก่ United Health เป็นบริษัทประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯหากวัดโดยมูลค่าตลาดและรายได้ ประกอบธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ ประกันสุขภาพส่วนบุคคล ประกันสุขภาพสำหรับองค์กร รวมถึงธุรกิจรักษาโรคทั้งในรูปแบบคลินิกและออนไลน์และระบบ Software ที่ใช้ทางการแพทย์ โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ 2.7% สูงกว่าตลาดหุ้นโดยภาพรวมที่ดัชนี S&P 500 ปรับลงถึง 23% หรืออีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่ล้อไปกับกลุ่ม Healthcare คือการลงทุนผ่าน ETF ได้แก่ Health Care Select Sector SPDR Fund ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ สัญชาติอเมริกัน ผู้ผลิตยา อุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงผู้ให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จำนวน 66 บริษัท เช่น United Health Johnson & Johnson Pfizer Inc. เป็นต้น แม้ผลตอบแทนปรับตัวลดลง 12% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังทำผลตอบแทนชนะตลาดโดยรวมได้ นายภาดร สุขสวัสดิ์ ฝ่ายที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า จากผลกระทบของนโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 4/65 เริ่มมีทิศทางที่ชะลอตัวลง ทั้งนี้เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ระดับสูง จะเป็นสาเหตุหลักที่จะทำให้ธนาคารกลางหลักของโลกยังคงต้องมีท่าทีเข้มงวดทางการเงินอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจและสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป ดังนั้นคำแนะนำการลงทุนในไตรมาส 4 นี้ ควรมองหากลุ่มธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ มีการจ่ายปันผลสูง มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ซึ่งมักปรับตัวลงน้อยหรือปรับขึ้นได้ดีกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่ม Healthcare, Consumer Staple และ Telecommunication โดยสำหรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นนั้นแนะนำให้ลงทุนหุ้นต่างประเทศในสัดส่วน 30% และหุ้นไทยราว 35% ส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้ 15% สินทรัพย์ทางเลือก 10% เละเงินสด 10%

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

InfoQuestNews /  🏆 7. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

หุ้นไทยปิดบวก 19.95 จุด รีบาวด์ตามทิศทางตลาดภูมิภาค ชี้ Bond Yield ปรับลงส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนหุ้นไทยปิดบวก 19.95 จุด รีบาวด์ตามทิศทางตลาดภูมิภาค ชี้ Bond Yield ปรับลงส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 4 ตุลาคม ปิดที่ระดับ 1,578.00 จุด เพิ่มขึ้น 19.95 จุด (+1.28%) โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวสูงสุดที่ 1,584.57 จุด ต่ำสุดที่ 1,567.48 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 64,004.73 ล้านบาท
Read more »

หุ้นไทยปิดเช้าบวก 3.55 จุด คลายกังวลทิศทางดอกเบี้ยโลก-เงินเฟ้อไทยชะลอลง : อินโฟเควสท์หุ้นไทยปิดเช้าบวก 3.55 จุด คลายกังวลทิศทางดอกเบี้ยโลก-เงินเฟ้อไทยชะลอลง : อินโฟเควสท์ตลาดหลักทรัพย์ ปิดช่วงเช้านี้ 1,581.55 จุด เพิ่มขึ้น 3.55 จุด (+0.22%) มูลค่าการซื้อขายราว 33,756 ล้านบาท การซื้อขายวันนี้ ดัชนีรีบาวด์ขึ้นและย่อตัวลง โดยทำระดับสูงสุด 1,590.34 จุด และต่ำสุด 1,576.71 จุด นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ช่วงต้นดีดขึ้นมาแรงก่อนย่อตัวลงมาหลังเข้าใกล้แนวต้าน 1,590-1,600 จุด เนื่องจากตลาดปรับตัวขึ้นเร็ว โดยเปิดกระโดดมา 2 วันต่อเนื่อง ทำให้มีสัญญาณขายทำกำไรออกมา ภาพรวมตอบรับปัจจัยบวกแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศต่างๆ อาจไม่รุนแรงอย่างที่เคยกังวล เห็นได้จากธนาคารกลางออสเตรเลียปรับขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด ขณะที่เงินเฟ้อของไทยล่าสุดก็ชะลอลงทำให้ตลาดผ่อนคลายหลังจากตอบรับปัจจัยลบไปมากแล้ว แนวโน้มในช่วงบ่าย นายวิจิตร คาดว่า ตลาดน่าจะประคองตัวในแดนบวกได้ ซึ่งเห็นจากตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นแรงอย่างรวดเร็วมา 2 วัน แต่วันนี้ดาวน์โจนส์ฟิวเจอร์สปรับตัวลง ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเล่นต่อ และรอติดตามการประชุมกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) ในวันนี้ ทำให้มีแรงขายออกมาก่อนบางส่วน แต่โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยไม่ได้แย่ พร้อมให้แนวรับที่ 1,570 จุด แนวต้านที่ …
Read more »

หุ้นไทยปิดบวก 2.27 จุด แรงขายทำกำไรกดดัน-กังวลปัจจัยภายนอก จับตาโอเปกพลัส : อินโฟเควสท์หุ้นไทยปิดบวก 2.27 จุด แรงขายทำกำไรกดดัน-กังวลปัจจัยภายนอก จับตาโอเปกพลัส : อินโฟเควสท์ตลาดหลักทรัพย์ ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,580.27 จุด เพิ่มขึ้น 2.27 จุด (+0.14%) มูลค่าการซื้อขาย 59,395.03 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีปรับตัวขึ้นแรงช่วงเช้าก่อนมีแรงขายทำกำไรจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,590.34 จุด และระดับต่ำสุด 1,576.71 จุด ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 807 หลักทรัพย์ ลดลง 829 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 568 หลักทรัพย์ นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้ารีบาวด์ต่อเนื่องตามตลาดหุ้นทั่วโลก โดยทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,590.34 จุด มองว่าจะเปลี่ยนภาพตลาดให้เป็นทิศทางขาขึ้น แต่กลับไม่สามารถยืนที่ระดับดังกล่าวได้ จึงเกิดแรงขายทำกำไรออกมาในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งโรงไฟฟ้า แบงก์ และ DELTA หลังจากที่วานนี้ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมาก ขณะที่นักลงทุนยังคงมีความกังวลปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส ว่าจะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่ตามคาดการณ์หรือไม่ และสหภาพยุโรปยังคงเดินหน้าที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซีย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อปัญหาด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยวันพรุ่งนี้ …
Read more »

หุ้นไทยปิดบวก 2.27 จุด แรงขายทำกำไรบิ๊กแคป จับตาโอเปกพลัสหุ้นไทยปิดบวก 2.27 จุด แรงขายทำกำไรบิ๊กแคป จับตาโอเปกพลัสดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 5 ตุลาคม ปิดที่ระดับ 1,580.27 จุด เพิ่มขึ้น 2.27 จุด (+0.14%) โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวสูงสุดที่ 1,590.34 จุด ต่ำสุดที่ 1,576.71 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 59,395.03 ล้านบาท
Read more »

ดาวโจนส์ปิดลบ 42.45 จุด กังวลจ้างงานพุ่งหนุนเฟดเร่งขึ้นดบ. : อินโฟเควสท์ดาวโจนส์ปิดลบ 42.45 จุด กังวลจ้างงานพุ่งหนุนเฟดเร่งขึ้นดบ. : อินโฟเควสท์ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (5 ต.ค.) หลังมีรายงานว่าตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่าคาดในเดือนก.ย. ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,273.87 จุด ลดลง 42.45 จุด หรือ -0.14%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,783.28 จุด ลดลง 7.65 จุด หรือ -0.20% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,148.64 จุด ลดลง 27.77 จุด หรือ -0.25% ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 208,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง จากระดับ 185,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ขณะที่สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการเดือนก.ย.ของสหรัฐอยู่ที่ระดับ …
Read more »

หุ้นไทยปิดเช้าบวก 13.77 จุด แรงหนุนกลุ่มพลังงานรับมติโอเปกพลัส-เงินเฟ้อไทยต่ำคาด : อินโฟเควสท์หุ้นไทยปิดเช้าบวก 13.77 จุด แรงหนุนกลุ่มพลังงานรับมติโอเปกพลัส-เงินเฟ้อไทยต่ำคาด : อินโฟเควสท์SET ปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,594.04 จุด เพิ่มขึ้น 13.77 จุด (+0.87%) มูลค่าการซื้อขายราว 34,727.83 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้าปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดีจากแรงหนุนกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันปรับขึ้นรับผลประชุมโอเปพลัสมีมติลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่รอบ 2 ปี ขณะที่เงินเฟ้อของไทยออกมาต่ำสุดรอบ 5 เดือน แนวโน้มบ่ายคาดขึ้นต่อทดสอบแนวต้าน 1,595-1,600 จุด พร้อมให้แนวรับ 1,585 จุด ตลาดหลักทรัพย์ ปิดช่วงเช้านี้ 1,594.04 จุด เพิ่มขึ้น 13.77 จุด (+0.87%) มูลค่าการซื้อขายราว 34,727.83 ล้านบาท การซื้อขายวันนี้ ดัชนีปรับตัวขึ้น โดยทำระดับสูงสุด 1,597.00 จุด และต่ำสุด 1,586.16 จุด นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างดี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มพลังงาน หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 …
Read more »



Render Time: 2026-04-02 21:50:39