ASPS คงเป้า SET ปีนี้ 1,730 จุด หลังศก.ไทยฟื้นตัว-บาทชะลออ่อนค่า หุ้นไทย ตลาดหุ้นไทย อินโฟเควสท์
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 4/65 ได้ผ่านจุดที่ถูกแรงกดดันสูงสุดจากปัจจัยภายนอกไปแล้ว เริ่มจากสงครามรัสเซียและยูเครนที่ตลาดตอบรับมานานกว่า 7 เดือน หากความเสี่ยงถูกจำกัดเฉพาะในพื้นที่ยูเครนและไม่นำสู่การใช้อาวุธนิวเคลียร์ระหว่างกันผลกระทบมายังตลาดหุ้นจะไม่มาก ภาวะการเร่งตัวขึ้นของเงินเฟ้อในหลายประเทศมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดหลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปรับลงใกล้เคียงกับช่วงต้นปี ทำให้แรงกดดันต่อการใช้นโยบายการเงินเชิงรุกของธนาคารกลางต่างๆลดลง การดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดเชิงรุกที่เข้าใหล้ช่วงสุดท้าย โดยเฉพาะฝั่งธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ตลาดคาดช่วงที่เหลือของปีจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1% และปีหน้าอีก 0.
25% ก่อนที่จะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง และทิศทางเศรษฐกิจหลายประเทศที่ชะลอลง โดยสหรัฐฯ ที่เกิดภาวะ Technical Recession ไปแล้ว และเศรษฐกิจ อังกฤษ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ชะลอลงหลัง GDP ไตรมาส 2/65 ติดลบ แต่อย่างไรก็ตามการทยอยปรับลดคาดการณ์ของสำนักเศรษฐกิจต่างๆสะท้อนถึงการรับรู้ของตลาดไปในระดับหนึ่ง ส่วนปัจจัยในประเทศที่ยังอยู่ในโหมดฟื้นตัวตามหลังการเปิดประเทศที่ได้แรงหนุนจากภาคการบริโภคในประเทศ การท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนมากกว่าการเยียวยาหลังผ่านช่วงโควิด-19 ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยที่ขยายตัวได้ดี โดยฝ่ายวิจัยประเมิน EPS65F ที่ 96.1 บาท/หุ้น เติบโต 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ EPS ในปี 66 ที่ 101.1 บาท/หุ้น เติบโต 5% จากปี 65 ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยฯแต่ยังดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเชื่อว่าดอกเบี้ยฯ ณ สิ้นปีที่ 1.25% เทียบกับสหรัฐฯ 4.25% ด้านทิศทางค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 4/65 เชื่อว่าจะชะลอการอ่อนค่าจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงตามราคาพลังงานที่ปรับลงซึ่งจะช่วยลดผลกระทบของการขาดดุลการค้า เช่นเดียวกับดุลบริการที่จะดีขึ้นตามตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มเข้าสู่ High Season ส่วนทิศทางเศรษฐกิจในประเทศและผลประกอบการบริษัทที่มีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นสวนกระแสโลก ขณะที่ความเสี่ยงการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลงจะเป็นปัจจัยดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าหนุนให้ดัชนี SET ช่วงไตรมาส 4/65 ขยับขึ้น โดยคงเป้าหมายดัชนี ณ สิ้นปีไว้ที่ 1,730 จุด หรือคิดเป็นระดับ Market Earning Yield Gap ที่ 4.3% มากกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 4.2% กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้น Domestic ที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังจากการเปิดประเทศ และไม่ได้รับผลกระทบต่อความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ BBL ที่รับปัจจัยหน๊นเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น และเป็นธนาคารที่มีความสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในพอร์ตได้ในสัดส่วนที่สูงกว่า 90% จะเห็นจาก BBL เป็นธนาคารแรกที่ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และปรับขึ้นค่อนข้างสูง ทำให้เป็นธนาคารที่ยังเห็นผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง รวมถึง ASK ที่ได้รับการปรับเครดิตเรตติ้งขึ้น ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อที่ให้ผลตอบสทนที่สูงขึ้นได้ ส่วนหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ เป็นหุ้น ADVANC แม้ว่าผลการดำเนินจะยังประคองตัวได้ แต่หากมองในศักยภาพระยะต่อไปหลังควบรวมกับทริปเปิ้ลทรี บรอดแบนด์ จะเข้ามาเสริมศักยภาพการขยายฐานลูกค้าไฟเบอร์ และขึ้นเป็นอันดับ และ HMPRO จะได้รับประโยชน์จากช่วงหลังน้ำท่วมที่จะต้องมีการซ่อมแซมบ้านเรือน รวมถึงเป็นหนึ่งในหุ้น Laggard ที่ราคาหุ้นยังค่อนทรงตัว นอกจากนี่ยังมีหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศและการท่องเที่ยวในไตรมาส 4/65 ได้แก่ BEM ที่ยังเห็นจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ CENTEL เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า ได้เลือก GULF จากศักยภาพของโรงไฟฟ้าที่ยังมีการทยอยจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ อีกกว่า 4,000 เมกะวัตต์ รวมถึงการกระจายในธุรกิจอื่นๆที่จะเข้ามาต่อไอดการขยายธุรกิจ นางสาวอภิชญา ไชยฤกษ์ ฝ่ายลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นต่างประเทศถือว่ามีความผันผวนสูง เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการที่ธนาคารกลางหลายประเทศมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อยับยั้งเงินเฟ้อ รวมทั้งสถานการณ์อื่นๆในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติทางด้านพลังงานในฝั่งยุโรป สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และ ปัญหาด้านอสังหาริมทรัพย์ในจีน ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจว่าจะชะลอตัวในระยะข้างหน้า ทำให้มีการลดความเสี่ยงของพอร์ต ส่งผลให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับตัวลดลง เช่น ดัชนี S&P500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับลดลงกว่า 23% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ประกอบไปด้วยหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ได้รับผลกระทบมากสุดจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับตัวสูงขึ้น ก็ปรับตัวลดลงกว่า 31% เช่นกัน แต่อย่างไรก็ดียังมีหุ้นบางกลุ่มที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด คือ หุ้นในกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare สะท้อนผ่านดัชนี Health Care Select Sector ที่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันปรับตัวลดลงไปเพียง 12% เท่านั้นถือว่าปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดโดยภาพรวม สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวหรือช่วงที่มีความผันผวนสูง ทางเลือกในการเพิ่มน้ำหนักไปในหุ้น Defensive ก็นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงได้ เป็นผลมาจากค่าเบต้า ที่ต่ำ ซึ่งโดยปกติแล้วหุ้น Defensive จะมีค่าเบต้าที่น้อยกว่า 1 ตัวอย่างเช่น หากตลาดปรับตัวลง 2% หุ้น Defensive มักมีแนวโน้มจะปรับตัวลงน้อยกว่า 2% โดยหุ้น Defensive หมายถึงหุ้นที่บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และมีรายได้อย่างมั่นคง จากความต้องการในตัวสินค้าหรือบริการที่มีอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้มีเสถียรภาพเมื่อต้องเผชิญกับช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง อ้างอิงจากข้อมูลของ Refinitiv IBES ในอดีต พบว่าในช่วงปี 50-52 ที่เกิดเศรษฐกิจถดถอย กำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ลดลง 9 ไตรมาสติดต่อกัน แต่กลุ่ม Healthcare ยังสามารถสร้างกำไรเติบโตได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ตัวอย่างหุ้นในกลุ่ม Healthcare ฝั่งสหรัฐฯ ได้แก่ United Health เป็นบริษัทประกันสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯหากวัดโดยมูลค่าตลาดและรายได้ ประกอบธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ ประกันสุขภาพส่วนบุคคล ประกันสุขภาพสำหรับองค์กร รวมถึงธุรกิจรักษาโรคทั้งในรูปแบบคลินิกและออนไลน์และระบบ Software ที่ใช้ทางการแพทย์ โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ 2.7% สูงกว่าตลาดหุ้นโดยภาพรวมที่ดัชนี S&P 500 ปรับลงถึง 23% หรืออีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่ล้อไปกับกลุ่ม Healthcare คือการลงทุนผ่าน ETF ได้แก่ Health Care Select Sector SPDR Fund ซึ่งกระจายการลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ สัญชาติอเมริกัน ผู้ผลิตยา อุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงผู้ให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จำนวน 66 บริษัท เช่น United Health Johnson & Johnson Pfizer Inc. เป็นต้น แม้ผลตอบแทนปรับตัวลดลง 12% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังทำผลตอบแทนชนะตลาดโดยรวมได้ นายภาดร สุขสวัสดิ์ ฝ่ายที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การลงทุนและผลิตภัณฑ์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า จากผลกระทบของนโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 4/65 เริ่มมีทิศทางที่ชะลอตัวลง ทั้งนี้เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ระดับสูง จะเป็นสาเหตุหลักที่จะทำให้ธนาคารกลางหลักของโลกยังคงต้องมีท่าทีเข้มงวดทางการเงินอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจและสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป ดังนั้นคำแนะนำการลงทุนในไตรมาส 4 นี้ ควรมองหากลุ่มธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ มีการจ่ายปันผลสูง มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ซึ่งมักปรับตัวลงน้อยหรือปรับขึ้นได้ดีกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่ม Healthcare, Consumer Staple และ Telecommunication โดยสำหรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นนั้นแนะนำให้ลงทุนหุ้นต่างประเทศในสัดส่วน 30% และหุ้นไทยราว 35% ส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้ 15% สินทรัพย์ทางเลือก 10% เละเงินสด 10%
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
หุ้นไทยปิดบวก 19.95 จุด รีบาวด์ตามทิศทางตลาดภูมิภาค ชี้ Bond Yield ปรับลงส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 4 ตุลาคม ปิดที่ระดับ 1,578.00 จุด เพิ่มขึ้น 19.95 จุด (+1.28%) โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวสูงสุดที่ 1,584.57 จุด ต่ำสุดที่ 1,567.48 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 64,004.73 ล้านบาท
Read more »
หุ้นไทยปิดเช้าบวก 3.55 จุด คลายกังวลทิศทางดอกเบี้ยโลก-เงินเฟ้อไทยชะลอลง : อินโฟเควสท์ตลาดหลักทรัพย์ ปิดช่วงเช้านี้ 1,581.55 จุด เพิ่มขึ้น 3.55 จุด (+0.22%) มูลค่าการซื้อขายราว 33,756 ล้านบาท การซื้อขายวันนี้ ดัชนีรีบาวด์ขึ้นและย่อตัวลง โดยทำระดับสูงสุด 1,590.34 จุด และต่ำสุด 1,576.71 จุด นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ช่วงต้นดีดขึ้นมาแรงก่อนย่อตัวลงมาหลังเข้าใกล้แนวต้าน 1,590-1,600 จุด เนื่องจากตลาดปรับตัวขึ้นเร็ว โดยเปิดกระโดดมา 2 วันต่อเนื่อง ทำให้มีสัญญาณขายทำกำไรออกมา ภาพรวมตอบรับปัจจัยบวกแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศต่างๆ อาจไม่รุนแรงอย่างที่เคยกังวล เห็นได้จากธนาคารกลางออสเตรเลียปรับขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด ขณะที่เงินเฟ้อของไทยล่าสุดก็ชะลอลงทำให้ตลาดผ่อนคลายหลังจากตอบรับปัจจัยลบไปมากแล้ว แนวโน้มในช่วงบ่าย นายวิจิตร คาดว่า ตลาดน่าจะประคองตัวในแดนบวกได้ ซึ่งเห็นจากตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นแรงอย่างรวดเร็วมา 2 วัน แต่วันนี้ดาวน์โจนส์ฟิวเจอร์สปรับตัวลง ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเล่นต่อ และรอติดตามการประชุมกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) ในวันนี้ ทำให้มีแรงขายออกมาก่อนบางส่วน แต่โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยไม่ได้แย่ พร้อมให้แนวรับที่ 1,570 จุด แนวต้านที่ …
Read more »
หุ้นไทยปิดบวก 2.27 จุด แรงขายทำกำไรกดดัน-กังวลปัจจัยภายนอก จับตาโอเปกพลัส : อินโฟเควสท์ตลาดหลักทรัพย์ ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,580.27 จุด เพิ่มขึ้น 2.27 จุด (+0.14%) มูลค่าการซื้อขาย 59,395.03 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีปรับตัวขึ้นแรงช่วงเช้าก่อนมีแรงขายทำกำไรจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,590.34 จุด และระดับต่ำสุด 1,576.71 จุด ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 807 หลักทรัพย์ ลดลง 829 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 568 หลักทรัพย์ นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้ารีบาวด์ต่อเนื่องตามตลาดหุ้นทั่วโลก โดยทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,590.34 จุด มองว่าจะเปลี่ยนภาพตลาดให้เป็นทิศทางขาขึ้น แต่กลับไม่สามารถยืนที่ระดับดังกล่าวได้ จึงเกิดแรงขายทำกำไรออกมาในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งโรงไฟฟ้า แบงก์ และ DELTA หลังจากที่วานนี้ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมาก ขณะที่นักลงทุนยังคงมีความกังวลปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส ว่าจะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันครั้งใหญ่ตามคาดการณ์หรือไม่ และสหภาพยุโรปยังคงเดินหน้าที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซีย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อปัญหาด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยวันพรุ่งนี้ …
Read more »
หุ้นไทยปิดบวก 2.27 จุด แรงขายทำกำไรบิ๊กแคป จับตาโอเปกพลัสดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 5 ตุลาคม ปิดที่ระดับ 1,580.27 จุด เพิ่มขึ้น 2.27 จุด (+0.14%) โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวสูงสุดที่ 1,590.34 จุด ต่ำสุดที่ 1,576.71 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 59,395.03 ล้านบาท
Read more »
ดาวโจนส์ปิดลบ 42.45 จุด กังวลจ้างงานพุ่งหนุนเฟดเร่งขึ้นดบ. : อินโฟเควสท์ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (5 ต.ค.) หลังมีรายงานว่าตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่าคาดในเดือนก.ย. ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 30,273.87 จุด ลดลง 42.45 จุด หรือ -0.14%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,783.28 จุด ลดลง 7.65 จุด หรือ -0.20% และ ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,148.64 จุด ลดลง 27.77 จุด หรือ -0.25% ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 208,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง จากระดับ 185,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ขณะที่สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการเดือนก.ย.ของสหรัฐอยู่ที่ระดับ …
Read more »
หุ้นไทยปิดเช้าบวก 13.77 จุด แรงหนุนกลุ่มพลังงานรับมติโอเปกพลัส-เงินเฟ้อไทยต่ำคาด : อินโฟเควสท์SET ปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,594.04 จุด เพิ่มขึ้น 13.77 จุด (+0.87%) มูลค่าการซื้อขายราว 34,727.83 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้าปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดีจากแรงหนุนกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันปรับขึ้นรับผลประชุมโอเปพลัสมีมติลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่รอบ 2 ปี ขณะที่เงินเฟ้อของไทยออกมาต่ำสุดรอบ 5 เดือน แนวโน้มบ่ายคาดขึ้นต่อทดสอบแนวต้าน 1,595-1,600 จุด พร้อมให้แนวรับ 1,585 จุด ตลาดหลักทรัพย์ ปิดช่วงเช้านี้ 1,594.04 จุด เพิ่มขึ้น 13.77 จุด (+0.87%) มูลค่าการซื้อขายราว 34,727.83 ล้านบาท การซื้อขายวันนี้ ดัชนีปรับตัวขึ้น โดยทำระดับสูงสุด 1,597.00 จุด และต่ำสุด 1,586.16 จุด นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างดี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มพลังงาน หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 …
Read more »
