8 ปัจจัยสำคัญสำหรับการเลือกหุ้นลงทุน

การเงิน News

8 ปัจจัยสำคัญสำหรับการเลือกหุ้นลงทุน
การลงทุนหุ้นการลงทุน
  • 📰 ktnewsonline
  • ⏱ Reading Time:
  • 57 sec. here
  • 10 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 54%
  • Publisher: 63%

บทความนี้จะอธิบายถึง 8 ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือกหุ้นเพื่อลงทุน โดยเน้นไปที่กระจายอุตสาหกรรม ความไม่แพงของหุ้น และปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ

หุ้น 10 ตัวที่เลือกมาลงทุนนั้น ควรจะต้องกระจายไปในอุตสาหกรรมหลากหลายไม่ซ้ำกัน อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่หา หุ้น ที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมดไม่ได้ ก็อาจจะยอมให้มี หุ้น ได้ 2 ตัวในอุตสาหกรรมเดียวกัน และในกรณีอุตสาหกรรมการค้าปลีกสมัยใหม่นั้น จะถือว่าสินค้าที่ขายต่างกันถือเป็นคนละอุตสาหกรรมสุดท้ายในเรื่องของตัวธุรกิจก็คือ จะต้องไม่เป็นสินค้าหรือบริการที่กำลังถูกทำลายหรือถูก Disrupt โดยเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเฉพาะทางด้านดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลายอย่างที่สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับธุรกิจของตนเองได้และก็อาจจะทำอยู่แล้ว เช่น การค้าปลีกสินค้าที่จับต้องได้ที่มีช่องทางขายแบบอีคอมเมิร์ชด้วยก็ไม่เข้าข่ายนี้ ข้อแปดที่สำคัญที่สุดก็คือ หุ้น ที่เลือกจะต้องไม่แพง หรือถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีกก็คือ เป็น หุ้น ที่ถูกมากที่วัดโดยหลายมิตินั่นก็คือ ค่า PE หรือ ราคา หุ้น เมื่อเทียบกับกำไรต่อ หุ้น ปกติของบริษัท ไม่ควรจะเกิน 20 เท่าใน หุ้น ที่ยังโตได้ในระดับประมาณ 10% ต่อปี และไม่เกิน 10 เท่าใน หุ้น ที่ทำธุรกิจที่ค่าความถูกแพงตัวที่สองที่สำคัญก็คือ ค่า Dividend Yield หรือเงินปันผลต่อราคา หุ้น ไม่ควรต่ำกว่า 2% ในกรณีที่ หุ้น ยังอยู่ในธุรกิจที่เติบโตระดับ 10% ต่อปี ในขณะที่ หุ้น อิ่มตัวนั้นควรจะจ่ายปันผลอย่างน้อย 4% ต่อปีขึ้นไปเมื่อเทียบกับราคา หุ้น ที่ซื้อ ค่าความถูกแพงตัวต่อมาคือ ค่า PB หรือราคา หุ้น ต่อมูลค่าทางบัญชีของบริษัท โดยทั่วไปก็ไม่ควรเกิน 1 เท่า แต่ในบางกรณีที่บริษัทยังโตได้ หรือเป็นบริษัทในธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพย์สินถาวรในการทำธุรกิจมากนัก ค่านี้ก็อาจจะสูงขึ้นได้ บางทีอาจจะถึง 4-5 เท่าขึ้นไป พอร์ต หุ้น 10 ตัวดังกล่าว ที่ถือเท่า ๆ กันนั้น เราจะต้องคอยตรวจสอบดูประมาณปีละครั้ง ว่ามีตัวไหนสมควรที่จะต้องเปลี่ยนไปเนื่องจากตกคุณสมบัติที่กำหนดหรือไม่ ผมเองคิดว่าโดยปกติ แต่ละปีไม่น่าจะต้องเปลี่ยนเกิน 2 ตัว สิ่งที่สำคัญก็คือ บ่อยครั้งคุณสมบัติบางข้อจะตกหรือไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ถ้าวิเคราะห์แล้วพบว่าเป็นด้วยวิธีการแบบนี้ ผมคิดว่าทุกปี ปันผลที่ได้รับจะไม่น้อยกว่า 3% ของเงินที่ลงเริ่มต้น เช่นที่ 1 ล้านบาท เราก็จะได้รับปันผลปีแรกไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท เช่นเดียวกัน ในปีต่อ ๆ ไป เราก็น่าจะได้รับปันผลเท่าเดิมได้ หรือถ้า หุ้น มีการเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 4% ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจจะโตขึ้น 3% บวกกับเงินเฟ้ออีก 1% ปันผลก็อาจจะเพิ่มเป็น 31,200 หรือ 3.

12% ในปีที่สอง และถ้าบริษัท 10 ตัวที่เลือกมายังโตเท่าเดิมที่ 4% ต่อปีไปเรื่อย ๆ ในปีที่ 10 ปันผลก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 42,699 บาท หรือประมาณ 4.27% ของเงินต้นที่เราลงไป 1 ล้านบาท ในส่วนของราคาหุ้นนั้น หุ้น 10 ตัว ถ้าไม่โตเลยในช่วงเวลา 10 ปี เราก็คงได้รับเงินต้นคืนเท่าเดิมที่ 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจเรายังโตได้ช้า ๆ ที่ 3% ต่อปี พร้อมอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณปีละ 1% เป็น 4% และราคาหุ้นในพอร์ตก็ปรับตัวขึ้นไปตามกัน พอร์ตหุ้นเมื่อสิ้นปีที่10 ก็จะเท่ากับ 1.48 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50% และนี่ก็น่าจะเป็นได้สูงเมื่อเทียบกับการที่หุ้นจะไม่ปรับตัวขึ้นเลยในช่วงเวลา 10 ปี ถ้าโชคดี แทนที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นไปปีละ 4% กลายเป็นว่าหุ้นปรับตัวขึ้นไปเกินกว่าการเติบโตของ GDP คือขึ้นไปแบบทบต้นที่ประมาณ 7.2% ซึ่งก็เป็นอัตราผลตอบแทนที่หุ้นไทยเคยทำได้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นของพอร์ตก็จะกลายเป็น 2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว และนี่ก็จะกลายเป็นทั้งหมดนั้น ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะได้แน่นอน เพราะการลงทุนนั้น โดยธรรมชาติมีความเสี่ยงเสมอ แต่ในความเห็นของผม โอกาสที่เราจะได้ผลตามที่ผมคาดไว้นั้นน่าจะสูง โอกาสผิดพลาดและได้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำนั้น น่าจะน้อยมาก และโอกาสที่เราจะโชคดีได้รับโบนัสจากการลงทุนก็น่าจะมีไม่น้อย

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

ktnewsonline /  🏆 24. in TH

การลงทุน หุ้น การลงทุน ปัจจัยเลือกหุ้น กระจายอุตสาหกรรม ค่า PE ค่า Dividend Yield ค่า PB

 

United States Latest News, United States Headlines



Render Time: 2026-04-01 21:50:40