หากไม่รู้ว่าจะดูหนังเรื่องไหนดีในมหกรรม The 16th World Film Festival of Bangkok 2024 'กัลปพฤกษ์' แนะนำ 10 เรื่องที่ไม่ควรพลาด มีรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกเป็นเครื่องการันตี
รางวัล ‘หมีทองคำ’ จาก เทศกาลภาพยนตร์ นานาชาติเมืองเบอร์ลิน 2024ประจำเทศกาลเบอร์ลินปี 2024 ไปได้ แต่ด้วยเนื้อหาที่หนักแน่นกระทบใจ ชวนให้ตระหนักถึงปัญหาด้านกรรมสิทธิ์ทางสมบัติประวัติศาสตร์อันล้ำค่าร่วมสมัย ว่าเราควรจะมองมันอย่างไร ก็ทำให้หนังสามารถคว้ารางวัลใหญ่เอาชนะเรื่องอื่น ๆ ได้ในที่สุดเป็นชื่ออาณาจักรโบราณที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ณ ดินแดนประเทศเบนินปัจจุบัน และเหตุผลสำคัญที่ผู้กำกับหญิง Mati Diop นำมาใช้เป็นชื่อหนังก็คือ สารคดีเรื่องนี้เล่าถึงกรณีการทวงคืนสิทธิถือครองสมบัติทางประวัติศาสตร์ของดินแดน Dahomey ที่ทางการฝรั่งเศสเคยโจมตีและยึดไปเมื่อปี ค.
ศ. 1890 จำนวนกว่า 7,000 อย่าง และในสมัยปัจจุบันได้นำไปจัดวางตั้งแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ บรองลี ที่กรุงปารีส โดยประธานาธิบดีมาครง ได้ตกลงสัญญาว่าจะคืนสมบัติจำนวน 26 ชิ้นให้แก่ประเทศเบนินในปัจจุบัน และเพิ่งจะมีการส่งมอบกันเมื่อปี 2020 ซึ่งผู้กำกับ Mati Diop ก็ได้ติดตามการขนย้ายผลงานประวัติศาสตร์เหล่านี้คืนถิ่น โดยใช้เสียงเล่าผ่านวิญญาณที่สิงอยู่ในวัตถุเคารพเหล่านี้ ด้วยวิธีการของงานสารคดีสร้างสรรค์ ก่อนจะหันไปรับฟังการถกเถียงอภิปรายถึงความเหมาะสมในการลักขโมยสมบัติประจำชาตินี้ไปในสมัยการล่าอาณานิคมของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยอโบเมคาวาลี เพื่อตีแผ่ประเด็นการทวงคืนมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรจะนำกลับมาเป็นสินทรัพย์ของเหล่าทายาทตัวจริง!รางวัล ‘หมีเงิน’ Grand Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเบอร์ลิน 2024 หนังตลกชวนฮาจากเกาหลีใต้ของผู้กำกับ Hong Sang-soo ผู้มีผลงานเข้าประกวดที่เทศกาลเบอร์ลินต่อเนื่องกันแบบรัว ๆ เป็นปีที่ห้าแล้วได้นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศสระดับแถวหน้าของวงการ Isabelle Huppert มาร่วมงานด้วยอีกครั้ง หลังจากที่เธอเคยได้ร่วมนำแสดงในหนังของผู้กำกับ Hong Sang-soo มาก่อนแล้วในเรื่อง Claire’s Camera กลับมาคราวนี้ Isabelle Huppert รับบทบาทเป็น Iris นักท่องเที่ยวหญิงถังแตกจากฝรั่งเศสในเกาหลีใต้ ที่ได้รับคำแนะนำให้ลองหารายได้พิเศษจากการสอนภาษาฝรั่งเศสแก่คนที่สนใจ แต่ด้วยความที่ Iris ไม่เคยร่ำเรียนหรือมีประสบการณ์ด้านการสอนภาษามาก่อน วิธีการสอนของเธอจึงออกจะพิสดาร เพราะเธอจะใช้เวลาในการสัมภาษณ์ลูกศิษย์ด้วยภาษาอังกฤษอย่างยาวนาน เพื่อควานหาอารมณ์ความรู้สึกที่ลูกศิษย์ประทับใจ จากนั้นจึงแต่งประโยคให้เป็นภาษาฝรั่งเศส อัดลงเทปคาสเซ็ตต์ ให้พวกเขาพูดตาม เพราะความรู้สึกดื่มด่ำในทุก ๆ คำทุก ๆ ประโยคนี่แหละ ที่จะทำให้พวกเขาเรียนรู้ภาษาใหม่นี้ได้อย่างดี! หนังดำเนินเรื่องด้วยท่วงทำนองแสนสุนทรีย์ สลับฉากการสัมภาษณ์เพื่อเรียนภาษากับการใช้เวลาบรรเลงดนตรี และที่ขาดไม่ได้คือการได้ลิ้มรสสุราท้องถิ่นนาม makgeolli ซึ่งทุกจิบมันช่างมีรสชาติกำซาบซ่าน จนเหมือนชีวิตไม่ได้ต้องการความสุขอื่นใดมากไปกว่านี้อีกแล้ว A Traveler’s Needs จึงเป็นหนังเล็ก ๆ ง่าย ๆ สะท้อนให้เห็นมุมงามของชีวิตอย่างแยบคาย จนแทบจะไม่มีอะไรเป็น conflict ขัดแย้งให้ต้องแสลงเสียอารมณ์กันเลย!รางวัล ‘หมีเงิน’ ผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเบอร์ลิน 2024 Pepe เป็นหนังที่มาในลีลาลูกผสมของงานสารคดีและหนังเล่าเรื่อง ที่อาจจะมองเป็นทั้ง Docufiction และ Docudrama ได้ในเวลาเดียวกัน ทลายเส้นแบ่งกั้นระหว่างงานเล่าเรื่องและสารคดี หรือหนังที่มีรูปแบบคล้ายความเรียง ซึ่งปัจจุบันก็เทียบเคียงจำแนกได้ยากขึ้นทุกวัน ๆ เนื้อหาของ Pepe เป็นการย้อนเล่าถึงฮิปโปโปเตมัสนาม Pepe ซึ่งเป็นทายาทของคู่ฮิปโปโปเตมัสซึ่ง Pablo Escobar นักค้ายาชื่อดังในอดีตแห่งโคลอมเบีย เคยลักลอบนำเข้าประเทศมาจาก นามิเบีย ทวีปแอฟริกา Pepe จึงมีสัญชาติเป็นละตินอเมริกา ในขณะที่มาตุภูมิดั้งเดิมของมันมาจากดินแดนกาฬทวีป สิ่งที่บีบหัวใจคือ Pepe กลายเป็นฮิปโปตัวแรกในทวีปอเมริกาที่ถูกฆ่าตาย และตลอดทั้งเรื่องเราจะได้ยินเสียงของ Pepe หลังจากที่มันได้ชีวาวาย เล่าผ่านเสียงพูดทุ้มต่ำหลากหลายภาษา เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ก่อนและตลอดชั่วอายุขัยของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์สปีชีส์นี้ หนังมีลีลาเชิงทดลองที่จัดว่าแปลกพิสดารมากมาย มีการใช้สัดส่วนภาพที่หลากหลาย อาศัยทั้งภาพ footage และส่วนที่ถ่ายทำผ่านการแสดงใหม่สลับกันไปจนดูวุ่นวาย และที่แสบร้ายคือมีการใส่ฉากที่เหมือนจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ท่องเที่ยวป่าซาฟารีในนามิเบีย หรืออยู่ดี ๆ ก็ยอมเสียเวลาไปกับฉากการประกวดสาวงามกลางดงป่า ชนให้ได้คิดไขปริศนาว่ามีนัยยะใด ๆ ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวของครอบครัวเจ้า Pepe หรือไม่ ซึ่งก็เป็นการหลงป่าออกนอกทางอันน่าพิสมัย ทำให้หนังไม่มีจุดใดที่จะสามารถคาดเดาได้จนกลายเป็นความน่าเบื่อเลย สมแล้วที่หนังจะได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไป กับหนังที่ไม่สามารถนิยามหรืออธิบายอะไรกันได้เรื่องนี้!รางวัล ‘หมีเงิน’ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเบอร์ลิน 2024 หนังมหากาพย์ภาพชีวิตอันอาภัพและย่อยยับของตัวละครร่วมสมัย ณ เมืองใหญ่ในเยอรมนีด้วยความยาว 180 นาที มีตัวละครหลักคือสมาชิกในครอบครัว Lunies ที่พ่อแม่วัยชราต่างมีปัญหาสุขภาพทั้งโรคความจำเสื่อม เบาหวาน ไต มะเร็ง และการมองเห็น ในขณะที่ Tom ผู้เป็นบุตรชายก็ได้ทำงานเป็นวาทยกรให้วง orchestra และกำลังจะ premiere บทประพันธ์ใหม่ชื่อ ‘Dying’ ของสหายนักประพันธ์ผู้เบื่อโลกนาม Bernard ที่กำลังต้องการจะจบชีวิตตัวเองลงจริง ๆ พร้อม ๆ กับที่หญิงคนรักเก่าของเขาก็อยากให้ Tom กลับมาเป็นพ่อบุญธรรมของบุตร ส่วน Ellen น้องสาวสุดที่รัก ก็ดันปักใจขอยอมเป็นเมียน้อยทันตแพทย์หนุ่มที่เธอหลงใหล ครอบครัวใหญ่เรือนนี้จึงมีแต่เรื่องวุ่นวายร้อยแปดพันประการ ชวนให้รู้สึกสงสารว่าชะตากรรมของตัวละครทั้งหมดในเรื่อง มันช่างเหมือนละคร sit-com ที่ทุกคนเจอแต่ความซวยอย่างต่อเนื่อง เหมือนถูกกลั่นแกล้งกันจากเบื้องบนเช่นนี้อยู่ร่ำไป!รางวัล Grand Prix เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2024 หนังรักร่วมสมัย เล่าถึงชีวิตสองนางพยาบาลจากมุมไบ ในอินเดีย นาม Prabha และ Anu ที่อาศัยเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน เนื่องจากทำงานที่โรงพยาบาลเดียวกัน โดยฝ่ายรุ่นพี่ Prabha ถูกจับคลุมถุงชนจนเป็นฝั่งเป็นฝา แต่ฝ่ายสามีดันทิ้งไปหางานทำที่เยอรมนี ในขณะที่ Anu ก็เริ่มมีความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มนาม Shiaz แต่ไม่สามารถหาจุดพลอดรักกันในตัวเมืองอันหนาแน่นไปด้วยผู้คนและต้องทนอดกลั้นความต้องการไว้ จนวันหนึ่ง Prabha ก็ต้องรู้สึกเหมือนมีหนามแหลมมายอกใจเมื่อเธอได้รับพัสดุเป็นหม้อหุงข้าวใบใหญ่รุ่นใหม่ส่งมาจากเยอรมนีโดยที่ไม่มีจดหมายบอกแจ้งแถลงความในเลยสักใบ สุดท้ายพวกนางก็ตัดสินใจใช้วันหยุดพักผ่อนในการเดินทางกลับไปยังเมืองบ้านเกิดริมชลธี ‘รัตนาคีรี’ ไปอิ่มเอิบกับแสงสีไฟนีออนจากร้านอาหารยามราตรีที่จะปลดปล่อยให้พวกนางได้ห่างเหินจากความทุกข์ในมหานคร! จุดเด่นของ All We Imagine as Light คือน้ำเสียงการเล่าอันแสนอ่อนโยน ด้วยโทนอันอ่อนหวานในแบบสตรีที่เรามักจะไม่ได้เห็นนักในหนังจากอินเดีย โดยเฉพาะจากผลงานของผู้กำกับหญิง ยิ่งเมื่องานของผู้กำกับสตรีอินเดียในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะโดย Aparna Sen, Mira Nair หรือ Dheepa Meta ก็มักจะเลือกเล่าประเด็นปัญหาสังคมในภาพใหญ่ ไม่เลือกที่จะเจาะไปถึงอารมณ์เบื้องลึกของอิสตรีอินเดียแบบเดียวกับหนังเรื่องนี้ All We Imagine as Light จึงมีความ ‘สดใหม่’ ในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนไปโดยปริยาย ยิ่งเมื่อได้ลีลาลวดลายในการเล่าที่ผนวกเอาวรรณศิลป์ของงาน ‘ความเรียง’ และ ‘กวีนิพนธ์’ มาผสมปนกับเสียงดนตรีเปียโนสำเนียงแจ๊ส หนังก็ยังให้อารมณ์ของงานศิลปะที่พอจะยังมีความแมสเข้าถึงคนในวงกว้างได้ ไม่ถึงกับล้ำลึกพิสดารจนไม่มีใครเข้าใจรางวัล ผู้กำกับยอดเยี่ยม เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2024 Miguel Gomes จากโปรตุเกส เป็นผู้กำกับอีกรายที่ชอบทำหนังนอกประเทศตัวเอง โดยคราวนี้เขาได้ทำหนังสีสลับขาวดำ นำเอาเนื้อหาสั้น ๆ จากหนังสือบันทึกการเดินทางเรื่อง The Gentleman in the Parlour: A Record of a Journey from Rangoon to Haiphong ของนักเขียนชาวอังกฤษ W. Somerset Maugham มาเล่าใหม่ให้เป็นงาน fiction เชิงทดลองชื่อ Grand Tour ตัวหนังย้อนยุคไปยังสมัย ค.ศ. 1917 พาผู้ชมร่วมเดินทางไปกับ Edward ข้าราชการหนุ่มจากเครือจักรภพอังกฤษที่เดินทางมายังกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า เพื่อหนีงานวิวาห์จาก Molly สตรีชาวอังกฤษที่ปัจจุบันได้ครองสิทธิ์ในการเป็นคู่หมั้นของเขา Edward กลัวการเข้าพิธีวิวาห์จนต้องนั่งเรือนั่งรถไฟลุยดงป่าออกเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในเอเชียบรูพา ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ สยาม เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จีน และญี่ปุ่น ในขณะที่ Molly เองก็ลงทุนเดินทางตามรอย Edward ในทุกที่ที่เขาไป และมักจะถึงที่หมายคลาดกันกับ Edward เพียงไม่กี่ราตรี แต่คงไม่มีอุปสรรคใดจะมาทำลายกำลังใจของ Molly ได้ เพราะนางมีรอยยิ้มพิมพ์ใจอันเฉิดฉายที่จะมาตอกย้ำว่าหากพระพรหมได้ทรงลิขิตไว้ ไม่วันหนึ่งวันใดเธอก็จะได้พบกับ Edward สมความปรารถนา! ซึ่งเนื้อหาของหนังก็มีอยู่เพียงเท่านี้จริง ๆ โดยคนดูจะไม่มีโอกาสได้ดิ่งลึกไปสำรวจเหตุผลทางใจภายในของทั้งฝ่าย Edward และ Molly เลยว่ามีเจตนาในการออกตระเวนไปทั่วเอเชียบูรพาอาณาเขตเหล่านี้ด้วยสปิริตใด หนังทั้งเรื่องจึงเหมือนเป็นการพาเที่ยวพาทัวร์สลับขั้วเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบัน โดยส่วนที่ถ่ายให้เห็นอาคารบ้านเรือนจริงของประเทศต่าง ๆ จะเป็นส่วนสีที่ถ่ายทำกันแบบร่วมสมัย เช่น ส่วนที่ถ่ายในประเทศไทยก็จะเห็นป้ายเทอดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ปรากฏอยู่ทั่วไป ในขณะที่ท้องเรื่องจริง ๆ ควรจะอยู่ในยุคสมัยรัชกาลที่ 6 แต่ส่วนที่เล่าเรื่องราวตัวละครเดินทางเข้ารกเข้าพงในดงไพร ก็จะถ่ายด้วยภาพขาวดำเซ็ตทำฉากขึ้นมาใหม่แบบง่าย ๆ กันในสตูดิโอ ด้วยบรรยากาศเชิงโลเคชันแบบเดียวกันเลยกับที่ผู้กำกับฟิลิปปินส์ Raya Martin เคยใช้ในหนังเรื่อง Independencia ไอเดียการทำหนังที่ผลักเอาความถูกต้องสมจริงทุกอย่างไว้ทีหลัง แล้วมุ่งนำเสนอพลังจินตนาการสะท้อนมุมมองความคิดอ่านว่าชาวตะวันตกเคยเห็นเหล่าคนเอเชียตะวันออกเหล่านี้อย่างไร คงทำให้ Miguel Gomes สามารถคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลคานส์ในครั้งนี้ไปได้7.THE SEED OF THE SACRED FIG กำกับโดย Mohammad Rasoulof จากอิหร่านเล่าเรื่องราวอิงการเมืองร่วมสมัยที่ออกจะใกล้เคียงสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เคราะห์ร้ายที่ Iman ได้รับตำแหน่งหลังเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ต่อกรณีที่ Mahsa Amini สตรีที่ไม่ยอมสวมฮิญาบถูกตำรวจจับตัวไปจนเป็นที่สงสัยว่าถูกทำร้ายร่างกายจนตาย ส่งผลให้เยาวชนหลายแสนคนทั่วประเทศลุกฮือขึ้นต่อต้านการกระทำอันเกินกว่าเหตุของรัฐ กระทบต่อสวัสดิภาพของครอบครัวผู้พิพากษา Iman เมื่อผู้ประท้วงได้ล่วงรู้ที่อยู่ปัจจุบันของเขา และพร้อมจะเข้าจู่โจมทำร้ายได้ทุกเมื่อ เพราะเชื่อว่า Iman นี่แหละที่ตัดสินให้เหล่าเยาวชนคนมีอุดมการณ์ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นจำนวนมากมาย ไม่เว้นแม้แต่เพื่อน ๆ ของบุตรสาวทั้งสองของเขา! เมื่ออันตรายเริ่มใกล้เข้ามา Iman ก็รับอาวุธปืนจากที่ทำงานเก็บไว้ป้องกันตัว เขาซุกปืนบรรจุกระสุนตะกั่วไว้ในเก๊ะข้างเตียงนอน จนวันหนึ่งเขาก็เข่าอ่อนเมื่อพบว่าปืนหายไป และต้องเป็นใครคนหนึ่งในบ้านอาคารชุดหลังนี้แหละที่เป็นคนขโมยไป ประกาศสงครามกับหัวหน้าครอบครัวผู้เป็นช้างเท้าหน้าที่อาศัยอำนาจอันไม่เป็นธรรมในการทำร้ายผู้อื่น! หนังทวีความขมขื่นได้มากขึ้น เมื่อผู้กำกับนำเอาภาพคลิปเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงจากการประท้วงในสถานการณ์อันน่าเป็นห่วงมาแทรกไว้ในหนัง ทำให้คนดูต้องนั่งดูด้วยความสลดใจ ในขณะที่เรื่องราวการปะทะปะทั่งกันระหว่างสองอุดมการณ์คู่ขนานของคนต่าง generation ที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์เหล่า ‘นักเรียนเลว’ ในบ้านเรา ก็ตึงเครียดจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้ามากขึ้นเรื่อย ๆ The Seed of the Sacred Fig จึงสะท้อนภาพความเสียดทานของสังคมร่วมสมัยในประเทศที่วิถีการปกครองยังห่างไกลจากการเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่มีสายตาในการมองโลกใบนี้ที่แตกต่างไป ในวันที่เทคโนโลยีทำให้พวกเขามีช่องทางในการเข้าถึงในทุกข่าวสาร!หนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ของผู้กำกับ Guan Hu หนังขายทัศนียภาพสุดลูกหูลูกตาของทะเลทรายทางดินแดนพายัพของจีนในช่วงก่อนการจัดพิธีเปิดงานกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี ค.ศ. 2008 โดย Eddie Peng รับบทเป็น Lang ชายหนุ่มทรงผมสกินเฮดที่เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำ เขาได้ทำงานเป็นหนึ่งในทีมกำจัดฝูงสุนัขจรจัดที่อาศัยอยู่อย่างแออัดในดินแดนทะเลทราย ก่อนที่แขกบ้านแขกเมืองจากประเทศทั้งหลายจะมางาน โดยวันหนึ่งเขาได้สานความสัมพันธ์กับสุนัขหลังอานสีดำทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวนัก ในขณะที่งานของเขาเริ่มหนักข้อขึ้นเมื่อไม่ได้มีเฉพาะ ‘หมา’ ให้เขาตามล่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสิงสาราสัตว์มีเขามีเขี้ยว รวมไปถึงงูเงี้ยวให้เขาต้องจัดการ! หนังโดดเด่นด้วยงานด้านภาพที่สวยแปลกตาไปเสียทุก shot ราวจะเป็น Mad Max: Fury Road ฉบับจีน ณ ดินแดนทะเลทรายที่แทบจะระบุกันไม่ได้เลยว่ามันคือประเทศใด!รางวัล ‘สิงโตเงิน’ Grand Jury Prize เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิส 2024 งานสายมานุษยวิทยาจากอิตาลีที่น่าจะได้ชื่อว่าเป็น ‘คนภูเขา’ แห่งดินแดนรองเท้าบูทพูดจาสำเนียงท้องถิ่นเตรนโตทางตอนเหนือ ย้อนเวลาไปเมื่อปี 1945 อันเป็นวาระสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง ถ่ายทอดครรลองชีวิตในแต่ละฤดูกาลของครอบครัวใหญ่ที่อาศัยอยู่ในภูเขาหิมะขนาดสูงใหญ่ห่างไกลจากความเจริญทั้งหลายทั้งปวง ด้วยท่วงทำนองอันบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติปราศจากการขับเน้นเรื่องราวด้วยอารมณ์ดรามาใด ๆ ติดตามชีวิตของสมาชิกรายนั้นรายโน้นรายนี้สลับกันไป ราวเป็นงานสารคดีที่ผู้สร้างได้แบกกล้องย้อนเวลาไปถ่ายทำมาให้ดูกันจริง ๆ กลายเป็นหนังที่ ‘บริสุทธิ์’ อย่างยวดยิ่ง มองตรงไหนก็ไม่มีสิ่งใดประดิษฐ์ปลอม!รางวัล Special Jury Prize เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเวนิส 2024 งานทดลองพันธุ์ดุจากจอร์เจียของผู้กำกับหญิง Dea Kulumbegashvili ที่แม้จะมีตัวละครอย่างคุณหมอสูตินรีแพทย์ Nina ผู้มีอาชีพเสริมเป็นหมอทำแท้งเถื่อนเป็นคนเดินเรื่องหลัก แต่หนังกลับไปจัดหนักกันด้วยลูกเล่นเชิงงานภาพและเสียงอันชวนให้สะเทือนขวัญอกสั่นหวั่นใจ อุดมไปด้วยภาพชวนอุจาดตามากมาย ไม่ว่าจะเป็นฉากการคลอดลูกที่เปิดให้คนดูเห็นทุกอย่างจริง ๆ หรือการตั้งกล้องนิ่ง ๆ ระยะใกล้ให้คนดูได้เห็นกระบวนการทำแท้งกันอย่างยาวนาน หนังมีอุดมการณ์เบื้องหลังของคุณหมอ Nina วางไว้เป็นปริศนาว่าเธอจะมาสุ่มเสี่ยงทำงานผิดกฎหมายนี้ไปเพื่ออะไร นับเป็นงานในแบบ ‘ดุดันไม่เกรงใจใคร’ จนสามารถชนะใจคณะกรรมการตัดสินรางวัลที่เทศกาลเวนิสไปได้เป็นลำดับที่สาม
เทศกาลภาพยนตร์ เทศกาลหนัง World Film Festival Of Bangkok 16Th World Film Festival Of Bangkok 2024
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
MOO Bangkok โชว์คอลเลกชัน Autumn/Winter บนรันเวย์ BIFW 2024 สะท้อนตัวตนผู้ชายในแบบ MOOMOO Bangkok (หมู แบงค็อก) แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายและไลฟ์สไตล์ โดย หมู - พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asava Group เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด ‘MOO Bangkok Autumn/Winter 2024’ ในงาน Bangkok International Fashion Week 2024 (BIFW 2024) เพื่อนำเสนอความเป็น Urban Casual อันเป็นดีเอ็นเอหลักของแบรนด์ พร้อมหยิบเอาบรรยากาศความมีชีวิตชีวาสไตล์...
Read more »
‘พิพัฒน์’ ปั้นผู้ประกอบการช่างตัดผม ช่างเสริมสวย อัพสกิลแรงงาน สร้างรายได้สูง มั่นคง ยกระดับฝึมือ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยวันที่ 16 ตุลาคม 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดการแข่งขันตัดผมและมอบถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันในงานครบรอบ 10 ปี กลุ่มช่างตัดผมชาย ในงาน 10 th Anniversary Barber Society of Thailand 2024
Read more »
นายกฯ แพทองธาร-เศรษฐา เตรียมสวมชุดอินเดีย ควงเปิดงานดิวาลี 2024จับตา สองนายกฯ “แพทองธาร-เศรษฐา” ออกงานร่วมกัน เตรียมสวมชุดอินเดีย เปิดงานเทศกาลดิวาลี 2567 งานหรือ Diwali Festival Bangkok 2024 งานเฉลิมฉลองใหญ่คนเชื้อสายอินเดียทั่วโลก เช็ครายละเอียดทั้งหมดที่นี่
Read more »
นายกฯอิ๊งค์ ควง 'เศรษฐา' สวมชุดอินเดีย เปิดงานดิวาลี 2024 ชูเป็นซอฟต์พาวเวอร์น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สวมชุดสไตล์อินเดีย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Amazing Thailand Diwali Festival Bangkok 2024
Read more »
เดอะมอลล์ กรุ๊ปผนึกวันสยาม รวมพลัง 8 ห้างดัง จัดมหกรรมเซลล์ ลดสูงสุด 70%เดอะมอลล์ กรุ๊ปร่วมกับวันสยาม รวมพลัง 8 ห้างดัง พร้อมพันธมิตรบิ๊กเนม จัดมหกรรมเซลล์ “Bangkok No.1 Shopping Festival 2024” ลดกระหน่ำฉ่ำใจสูงสุด 70% ปลุกกำลังซื้อปลายปี
Read more »
ล้วงลึก 'World Film Festival of Bangkok 2024' สุดพิเศษกับ 'ดรสะรณ โกวิทวณิชชา'พบกับบทสัมภาษณ์พิเศษ 'ดรสะรณ โกวิทวณิชชา' นับถอยหลังเข้าสู่งาน 'World Film Festival of Bangkok 2024' ร่วมเจาะลึกหนังไฮไลท์ หนังรางวัล และกิจกรรมสุดพิเศษ
Read more »
