'โฮมโปร’ จับตากำลังซื้อซึมยาว เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น มองยุทธศาสตร์ระยะยาว วางงบ 6,000-8,000 ล้าน ขยายสาขาใหม่ 12 สาขา เน้นโมเดลไฮบริด พร้อมลงทุนสร้างคลังหุ่นยนต์ วังน้อย
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ HMPRO เปิดเผยว่า แผนของบริษัทในปี 2568 ได้วางงบลงทุนไว้ 6,000-8,000 ล้านบาท ในการขยาย ธุรกิจ ในเครือทั้งการเปิดสาขาใหม่จำนวน 12 สาขา แบ่งเป็น โฮมโปร จำนวน 7 สาขา และเมกา โฮม จำนวน 5 สาขา พร้อมเน้นขยายในแบบไฮบริดสโตร์ รวมทั้ง โฮมโปร และเมกาโฮม เนื่องจากเป็นสาขาที่มีการลงทุนน้อยกว่าสาขาใหญ่ สำหรับสาขาในแบบไฮบริดสโตร์ วางเป้าหมายขยายเพิ่ม 6-8 สาขา ใช้งบลงทุนประมาณ 500-600 ล้านบาท โดยมีทั้งปรับสาขาเดิมที่มี โฮมโปร เปิดเมกา โฮม และการปรับสาขาที่มีเมกา โฮม ไปเปิด โฮมโปร เนื่องจากเป็นสาขาที่ลูกค้าให้การตอบรับสูง พร้อมกันนี้สามารถสร้างผลกำไรที่สูงกว่าสาขาแบบปกติ ส่วนการเปิดสาขาใหม่มีประมาณ 4-5 สาขา เน้นภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคอีสาน ทางด้านสาขาต่างประเทศ โดยเฉพาะในมาเลเซีย ที่มีจำนวน 7 สาขา ยังไม่มีแผนขยายสาขาเพิ่มเติมในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้อีกทั้งบริษัทจะใช้งบประมาณอีก 1,000 ล้านบาท ในการขยายคลังสินค้าเพิ่มเติมในพื้นที่วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสร้างคลังใหม่แห่งที่ 7 หรือ เรียกว่า คลังสินค้าหุ่นยนต์ ที่มุ่งใช้หุ่นยนต์มาร่วมขนส่งสินค้า จึงสร้างระบบขนส่งที่รวดเร็ว และลดการใช้แรงงานคนลงประมาณ 30% รวมถึงสามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง รองรับการขนส่งสินค้าในแบบสั่งสินค้าในวันนี้ สามารถรับสินค้าได้ในวันรุ่งขึ้นทันที ซึ่งคลังสินค้าแห่งใหม่กำหนดแล้วเสร็จช่วงปลายปีนี้ 2568 สำหรับการลงทุนคลังหุ่นยนต์ หรือคลังสินค้าอัตโนมัติ เป็นงบลงทุนต่อเนื่องจากปีก่อน ที่ใช้งบลงทุนไปประมาณ 1,000 ล้านบาท ในการลงทุนสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งแรกในพื้นที่วังน้อยเช่นกัน จึงช่วยรองรับการขยายสาขาต่อเนื่องไปในช่วง 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งคลังสินค้าวังน้อย มีพื้นที่ทั้งหมด 250 ไร่ และที่ผ่านมาได้สร้างคลังสินค้าแบบธรรมดาไปแล้วจำนวน 5 แห่ง อีกทั้งเมื่อเปรียบแผนการขยาย ธุรกิจ ในปี 2568 กับปี 2567 ที่มีการใช้งบลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท ขยายสาขาใหม่ทั้งหมด 9 สาขา ถือว่างบลงทุนโดยรวมอาจสูงขึ้นก็ตาม เนื่องจากนโยบายของบริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของการลงทุนระยะยาว โดยจากการประเมินรอบด้านในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี และภาคเอกชนอาจชะลอลงทุน แต่การลงทุนในช่วงเวลานี้มีความเหมาะสมจากทั้งต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า และการหาผู้รับเหมาที่ง่ายมากกว่า “ท่ามกลางความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง บริษัทให้ความระมัดระวังในการลงทุนเช่นกัน จึงเน้นการขยายสาขาแบบไฮบริดสโตร์ ที่สามารถขยายฐานลูกค้าได้สองกลุ่ม ทั้งลูกค้าจาก โฮมโปร ที่เป็นลูกค้ารายย่อย และเมกาโฮม ที่เป็นลูกค้ากลุ่มช่างรับเหมา และลูกค้างานก่อสร้างต่างๆ” ขณะเดียวกัน ได้เน้นแผนเชิงรุกกับการมุ่งนำเสนอสินค้า ภายใต้แบรนด์ของบริษัท หรือ ไพรเวท เลเบล ที่มีจำนวน 35-40 แบรนด์ มุ่งขยายสินค้าใหม่ๆ และการนำเสนอสินค้าที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยประเมินว่าจากการมุ่งขยายแบรนด์ของ โฮมโปร จะทำให้ภายในปี 2568 สร้างยอดขายได้ในสัดส่วน 22% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามีสัดส่วน 21% พร้อมวางเป้าหมายภายใน 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนจะเพิ่มมาเป็น 25% นอกจากนี้ยังเน้นการสร้างอีโคซิสเต็มของบริการให้แก่ลูกค้าให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ผ่านการนำเสนอบริการซ่อมแซมสินค้าให้แก่ลูกค้าและนำแบรนด์อื่นๆ มาซ่อมแซมได้ รวมถึงหากลูกค้าต้องการเปลี่ยนแปลงสินค้าจะได้รับส่วนลดพิเศษด้วย เช่น หากต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่และนำรุ่นเก่ามาแลก จะได้รับส่วนลดพิเศษ ทั้งนี้ประเมินว่า จากการรุกขยาย ธุรกิจ ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จะทำให้รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 สามารถขยายตัวได้ 4-5% และรายได้จากสาขาเก่า ขยายตัวประมาณ 2-3% จากปีก่อน 2567 ที่บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 7.
2 หมื่นล้านบาท ซึ่งผลประกอบการโดยรวมมาจากกลุ่มลูกค้าสมาชิกที่มีจำนวน 7 ล้านคน และสร้างสัดส่วนยอดขายประมาณ 90% ของยอดขายรวม อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยอดขายในปีที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มลูกค้ามีการใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 3,000 บาทต่อคน และมียอดการใช้จ่ายโดยรวมลดลง 4-5% จากผลของภาวะเศรษฐกิจทำให้ลูกค้าระมัดระวังในการใช้จ่าย แต่ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ หรือในช่วงปี 2572-2573 บริษัทจะสามารถสร้างผลประกอบการโดยรวมถึงระดับ 1 แสนล้านบาทได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ภาพรวมในปัจจุบัน บริษัทมีสาขาทั้งหมดกว่า 136 สาขา โดยโฮมโปร ขนาดพื้นที่ 7,000-8,000 ตร.ม. จำนวนสินค้า 4 หมื่นรายการ และ เมกาโฮม จำนวนสินค้า 6-8 หมื่นรายการ มีขนาดพื้นที่ 13,000-15,000 ตร.ม. โดยงบลงทุนในแต่ละสาขาเฉลี่ยประมาณ 400-500 ล้านบาท
โฮมโปร Business บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ชาวนาจี้ประกันรายได้ตันละหมื่น พ่วงไร่ละ 500 งดเผา สวนทางปาล์มพุ่งรอบ 2 ปีราคาข้าวเปลือกตกสวรรค์ ข้าวรอบนาปรัง หดเหลือแค่ 7,000 -8,000 บาทต่อตัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ระดับ 12,000-12,700 บาทต่อตัน ต้นเหตุชาวนาภาคกลางลุกฮือประท้วงกดดันรัฐขอประกันรายได้ 1-1.2 หมื่นบาทต่อตัน สวนทางราคาปาล์มพุ่งสูงสุดรอบ 2 ปี
Read more »
SAFE ปักธงปี 68 โตแรงอานิสงส์สมรสเท่าเทียม ปี 67 กวาดรายได้ 830.13 ล้าน กำไร 167.09 ล้านSAFE เปิดงบปี 67 กำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 167.09 ล้านบาท กวาดรายได้ 830.13 ล้านบาท บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตรา 0.62 บาท/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 8 พ.ค.68 กำหนดจ่ายวันที่ 23 พ.ค.68 บิ๊กบอส “นพ.
Read more »
ILM ทุ่ม 120 ล้าน รีโนเวทสาขาเชียงใหม่ สู่แลนด์มาร์คเฟอร์นิเจอร์ภาคเหนือILM ทุ่ม 120 ล้าน รีโนเวทสาขาเชียงใหม่ ครั้งใหญ่ในรอบ 19 ปี ดันเป็นแลนด์มาร์คเฟอร์นิเจอร์ภาคเหนือ สู่ Digital Store รองรับตลาด B2B
Read more »
คนกรุงสุขภาพดี ปี 67 ใช้ลานกีฬา 11 ล้านครั้ง เพิ่ม 17% ปี 68 ทุ่มงบเพิ่ม 353 ล้าน!สุขภาพคนกรุง ปี 67 ประชาชนใช้บริการลานกีฬา ออกกำลังกาย 11 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 17% ปี 68 เตรียมทุ่มงบพัฒนาเพิ่มอีก 353 ล้าน หลังปี 67 ทุ่มงบกว่า 490 ล้าน เพื่อคนกรุงฯ มีพื้นที่ออกกำลังกายและดึงดูดการใช้งานเพิ่มขึ้น
Read more »
JR ปี 67 กวาดรายได้ 1,558.27 ล้าน กำไร 66.25 ล้าน ตั้งเป้าปี 68 โตต่อเนื่อง เป้าหมาย Backlog 9,000 ล้านบาทJR อนุมัติจ่ายปันผลเป็นเงินสดในอัตรา 0.04 บาท/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 11 มีนาคม 2568 และกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 30 เมษายน 2568 หลังเปิดผลงานปี 67 กวาดรายได้จากการขายและบริการ 1,558.27 ล้านบาท กำไรสุทธิ 66.
Read more »
WINMED เปิดงบปี 67 กวาดรายได้ 654.36 ล้าน กำไร 29.26 ล้าน ปี 68 เดินหน้าลุยประมูลงานเพิ่มWINMED โชว์ผลงานปี 67 มีรายได้รวม 654.36 ล้านบาท และ กำไรสุทธิ 29.26 ล้านบาท บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลเป็นเงินสด 0.02475 บาท/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 12 มีนาคม 68 รับเงิน 21 พฤษภาคม 2568 ฟากผู้บริหาร “นันทิยะ ดารกานนท์” เปิดแผนปี 68 ลุยให้บริการการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามโครงการของ สปสช.
Read more »
