'เด็กสมบูรณ์' ประกาศแผนรัดเข็มขัด-ปรับทัพครั้งใหญ่ สู้สารพัดปัจจัยลบปี 68 เผยยอดขายในประเทศโตต่ำสุดรอบ 5-6 ปี หวังกลุ่มเครื่องปรุงรสจะรอดภาษี 'ทรัมป์' 36% เฟสแรก เร่งปรับแผนทุ่ม 500 ล้านบาทลงทุนเครื่องจักร พร้อมรุกตลาดเอเชียหนักขึ้น
ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจว่าปีนี้เป็นปีที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่ผมทำงานมา ซึ่งในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ยอดขายก็ยังเติบโตได้ถึง 7-8% แต่ปีนี้กลับต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งจากนโยบาย ภาษี นำเข้าของสหรัฐฯ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว นายวสุพล ระบุว่า สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของหยั่น หว่อ หยุ่น คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 35% ของรายได้รวมของบริษัท โดยยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 คิดเป็นกว่า 40% ขณะที่ตลาดเอเชียมีสัดส่วนเพียง 15% และบริษัทได้ส่งออกสินค้าไปยังกว่า 80 ประเทศทั่วโลกสำหรับประเด็น ภาษี นำเข้า 36% ของสหรัฐฯ ที่สร้างความกังวลในภาคการส่งออก นายวสุพลกล่าวว่า ขณะนี้ยังคงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีข่าวดีว่าสินค้าในกลุ่ม Seasoning อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใน Tier แรกของมาตรการ ภาษี อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยง บริษัทได้เร่งดำเนินการล่วงหน้า โดยการส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ในปริมาณที่สูงกว่าปกติถึง 4-5 เท่า หรือประมาณ 200 ตู้สินค้า มูลค่าราว 200 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ ภาษี อย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในตลาดนั้นได้ประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า "เราพยายามพยุงราคาสินค้า และภายใต้คุณภาพมาตรฐานที่ดี สิ่งที่ต้องทำคือ เราพยายามหาวิธีการที่ทำให้ COGS ของเรา สามารถแข่งขันได้ในตลาด เราไม่พยายามผลักภาระในส่วนนี้ไปสู่ผู้บริโภค" แม้ว่าตลาดส่งออกจะเผชิญความท้าทาย แต่ตลาดในประเทศของหยั่น หว่อ หยุ่น ก็ยังคงทรงตัว ไม่ได้เติบโตในอัตราที่สูงเหมือนในปี 2567 โดย 7 เดือนแรกของปี 2568 ยอดขายในประเทศเติบโตในระดับ Single Digit หรือประมาณ 2-3% ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่เติบโตในระดับ Double Digit นายวสุพลมองว่า สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในจุดที่ใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว และตลาดรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ "ปีนี้ถ้าเกิดว่าเราพยายามพยุงให้ยอดขายไม่ตกลงไป ผมถือว่าโอเคแล้ว ตลาดรวม เครื่องปรุงรส มูลค่าราว 5,000 ล้านบาท ปีที่แล้วเรามีรายได้กว่า 5,000 ล้าน ซึ่งความท้าทายของปีนี้เป้าหมายการเติบโตที่เคยตั้งไว้ในระดับ Double Digit ทุกปี คงต้องปรับลง โดยคาดการณ์การเติบโตของยอดขายรวมสำหรับปี 2568 ไว้ที่ประมาณ 1-2% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ช่วงโควิด-19 ก็ยังโตได้สูงกว่านี้”เพื่อรับมือกับความท้าทาย นายวสุพลเผยถึงแผนการปรับตัวของบริษัท โดยจะหันมาโฟกัสในส่วนของ ตลาดเอเชียมากขึ้น พยายามดูประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีประเด็นเรื่อง ภาษี นำเข้า ซึ่งปัจจุบันแม้สัดส่วนตลาดเอเชียจะยังน้อย แต่ก็มีบางประเทศที่เติบโตได้ดี เช่น อิสราเอล นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับ เทรนด์สุขภาพ ที่กำลังมาแรง โดยเริ่มศึกษาและพัฒนาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาล แม้ว่าตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพจะยังคงเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับตลาด Mass ที่บริษัททำอยู่ ด้านการตลาด ได้ลงทุนในงบการตลาดประมาณ 1-2% ของรายได้รวม หรือประมาณ 50 ล้านบาท โดยมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ "พีพี" เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นยอดขาย ซึ่งมั่นใจว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับแผนระยะยาวจะผลักดัน สัดส่วนรายได้จากการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเป็น 90% ภายใน 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 35% โดยยังคงเป้าหมายที่จะเติบโตในตลาดในประเทศไปพร้อมๆ กัน.
ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจว่าปีนี้เป็นปีที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่ผมทำงานมา ซึ่งในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ยอดขายก็ยังเติบโตได้ถึง 7-8% แต่ปีนี้กลับต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว นายวสุพล ระบุว่า สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของหยั่น หว่อ หยุ่น คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 35% ของรายได้รวมของบริษัท โดยยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 คิดเป็นกว่า 40% ขณะที่ตลาดเอเชียมีสัดส่วนเพียง 15% และบริษัทได้ส่งออกสินค้าไปยังกว่า 80 ประเทศทั่วโลกสำหรับประเด็นภาษีนำเข้า 36% ของสหรัฐฯ ที่สร้างความกังวลในภาคการส่งออก นายวสุพลกล่าวว่า ขณะนี้ยังคงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีข่าวดีว่าสินค้าในกลุ่ม Seasoning อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใน Tier แรกของมาตรการภาษี อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยง บริษัทได้เร่งดำเนินการล่วงหน้า โดยการส่งสินค้าไปยังสหรัฐฯ ในปริมาณที่สูงกว่าปกติถึง 4-5 เท่า หรือประมาณ 200 ตู้สินค้า มูลค่าราว 200 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ภาษีอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในตลาดนั้นได้ประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า "เราพยายามพยุงราคาสินค้า และภายใต้คุณภาพมาตรฐานที่ดี สิ่งที่ต้องทำคือ เราพยายามหาวิธีการที่ทำให้ COGS ของเรา สามารถแข่งขันได้ในตลาด เราไม่พยายามผลักภาระในส่วนนี้ไปสู่ผู้บริโภค" แม้ว่าตลาดส่งออกจะเผชิญความท้าทาย แต่ตลาดในประเทศของหยั่น หว่อ หยุ่น ก็ยังคงทรงตัว ไม่ได้เติบโตในอัตราที่สูงเหมือนในปี 2567 โดย 7 เดือนแรกของปี 2568 ยอดขายในประเทศเติบโตในระดับ Single Digit หรือประมาณ 2-3% ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่เติบโตในระดับ Double Digit นายวสุพลมองว่า สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจของไทยที่อยู่ในจุดที่ใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว และตลาดรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ "ปีนี้ถ้าเกิดว่าเราพยายามพยุงให้ยอดขายไม่ตกลงไป ผมถือว่าโอเคแล้ว ตลาดรวมเครื่องปรุงรสมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท ปีที่แล้วเรามีรายได้กว่า 5,000 ล้าน ซึ่งความท้าทายของปีนี้เป้าหมายการเติบโตที่เคยตั้งไว้ในระดับ Double Digit ทุกปี คงต้องปรับลง โดยคาดการณ์การเติบโตของยอดขายรวมสำหรับปี 2568 ไว้ที่ประมาณ 1-2% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ช่วงโควิด-19 ก็ยังโตได้สูงกว่านี้”เพื่อรับมือกับความท้าทาย นายวสุพลเผยถึงแผนการปรับตัวของบริษัท โดยจะหันมาโฟกัสในส่วนของ ตลาดเอเชียมากขึ้น พยายามดูประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีประเด็นเรื่องภาษีนำเข้า ซึ่งปัจจุบันแม้สัดส่วนตลาดเอเชียจะยังน้อย แต่ก็มีบางประเทศที่เติบโตได้ดี เช่น อิสราเอล นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับ เทรนด์สุขภาพ ที่กำลังมาแรง โดยเริ่มศึกษาและพัฒนาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณโซเดียมและน้ำตาล แม้ว่าตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพจะยังคงเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับตลาด Mass ที่บริษัททำอยู่ ด้านการตลาด ได้ลงทุนในงบการตลาดประมาณ 1-2% ของรายได้รวม หรือประมาณ 50 ล้านบาท โดยมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ "พีพี" เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นยอดขาย ซึ่งมั่นใจว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับแผนระยะยาวจะผลักดัน สัดส่วนรายได้จากการส่งออกให้เพิ่มขึ้นเป็น 90% ภายใน 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 35% โดยยังคงเป้าหมายที่จะเติบโตในตลาดในประเทศไปพร้อมๆ กัน
ภาษี ข่าววันนี้ เครื่องปรุงรส เด็กสมบูรณ์
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
จีนไม่ยอมเจ็บ! 3 บริษัทเครื่องขุด Bitcoin ยักษ์ใหญ่ เตรียมตั้งโรงงานในสหรัฐฯ หนีภาษีทรัมป์สามบริษัทเครื่องขุด Bitcoin ยักษ์ใหญ่จากจีน ได้แก่ Bitmain, Canaan และ MicroBT ได้เริ่มต้นตั้งฐานการผลิตในสหรัฐอเมริกา
Read more »
เศรษฐกิจไทยอ่วม กรุงศรีฯ คาดจีดีพีโต 1.5% หากโดนเก็บภาษี 36%กรุงศรีเผยปี 68 เศรษฐกิจโลกผันผวนสูงจากมาตรการภาษีสหรัฐ คาดหากไทยโดนเก็บ 36% จีดีพีเหลือโตเพียง 1.5% แถมยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว จากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง 87.4%ของ GDP
Read more »
ทรัมป์ส่งหนังสือถึง 'ไทย' ยืนยันเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 36%'ทรัมป์' ประกาศมาตรการภาษีอัตราใหม่ชุดแรก 'ไทย' ถูกเรียกเก็บ 36% ตามที่ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศก่อนหน้านี้ ขณะที่ 'ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้' ถูกเก็บภาษี 25% วันนี้ (8 ก.ค.
Read more »
เช็กลิสต์! หุ้นได้-เสียประโยชน์ ทรัมป์เก็บภาษีตอบโต้ไทยโหด 36%ส่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นไทย หลัง “ทรัมป์” ส่งจดหมายแจ้งเก็บภาษีตอบโต้ไทยในอัตรา 36% มีผล 1 ส.ค.68 พร้อมเปิดโผหุ้นได้-เสียประโยชน์
Read more »
TDRI วิเคราะห์ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ 36% เปิดเกมต่อรองไทยต้องแลกอะไร?นักวิชาการ ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์ผลกระทบหลัง 'ทรัมป์' ยืนยันจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย 36% พร้อมระบุไทยต้องระวัง เพราะหากมุ่งแต่เจรจาลดภาษี อาจต้องแลกมากับการเปิดเสรีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้ผลิตในประเทศ วันนี้ (8 ก.ค.
Read more »
'ทรัมป์' ปล่อยไก่ป่วนเวทีสโมสรโลกนโยบายภาษีนำเข้า 36% ที่ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งจดหมายแจ้งไทยเมื่อ 7 ก.ค. 68 กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ สร้างความปั่นป่วนให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
Read more »
