'หมอธีระวัฒน์' เตือนสารก่อมะเร็งในบุหรี่ มีมากกว่าที่คิด!

United States News News

'หมอธีระวัฒน์' เตือนสารก่อมะเร็งในบุหรี่ มีมากกว่าที่คิด!
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 thaipost
  • ⏱ Reading Time:
  • 270 sec. here
  • 6 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 111%
  • Publisher: 51%

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สารก่อมะเร็งในบุหรี่ มีมากกว่าที่คิด

30 ต.ค. 2566 – สารกัมมันตรังสีมีในบุหรี่มีจริงและจะเข้าไปกับควันที่อัดเข้าไปในปอด ฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่นักสูบบุหรี่หน้าเก่า หรือหน้าใหม่ที่สูบเพื่อความเท่ห์ ยับยั้งชั่งใจก่อนจะอัดมวนต่อไปนะครับ อัดควันแต่ละอึกเข้าไปในปอดจะได้สารกัมมันตรังสี Polonium 210 ไปด้วย พร้อมกับสารพิษก่อมะเร็งที่ทราบกันดีอยู่แล้วอีกมากมาย ประมาณว่าถ้าสูบวันละ 1 ซองครึ่ง คือ 30 ตัวต่อวัน จะได้ขนาดรังสีเท่ากับไปเอกซ์เรย์ปอด 300 ครั้งต่อปี บทความชิ้นนี้เขียนโดย Brianna Rego ในวารสาร Scientific American ฉบับเดือน มกราคม 2011 และรายละเอียดจาก Dr.

Rego ได้นำไปเป็นหลักฐานให้สมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐ ความจริงบริษัทบุหรี่ทราบเกี่ยวกับ Polonium 210 มาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่นิ่งเฉยและเก็บเป็นความลับมาตลอดนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบ Polonium ในบุหรี่ครั้งแรก คือ Vilma R. Hunt และคณะที่ Harvard ซึ่งได้พัฒนาเทคนิคในการตรวจจับ Radium และ Polonium โดยในปี 1964 เธอได้ค้นพบโดยบังเอิญในเถ้าบุหรี่ของเพื่อนในที่ทำงานโดย Polonium จะสลายรวมอยู่ในควันบุหรี่ Hunt และ Edward P. Radford ได้ตีพิมพ์เผยแพร่การค้นพบ Polonium ในควันบุหรี่ ในวารสาร Science อย่างไรก็ตาม การที่จะพิสูจน์ว่ามี Polonium ตกค้างในทางเดินหายใจของคนสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเสียชีวิตและทำการตรวจศพ ผนังเยื่อบุของปอด และหลอดลมจะสลายไปในเวลา 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น อย่างไรก็ตามเป็นที่โชคดีที่สามารถตรวจจับได้ว่ามีสาร Polonium ตกค้างหนาแน่น อยู่บริเวณหลอดลมใหญ่ที่จะแยกไปยังปอดทั้ง 2 ข้าง โดยจะปลดปล่อยอนุภาคอัลฟาออกมา ในช่วงระยะเวลาอีก 10 ปีต่อมา ถึงได้ค้นพบว่า Polonium 210 เป็นผลจากการย่อยสลายของ Lead 210 ตรงกับที่ Radford และ Hunt ได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า Polonium เป็นไอโซโทป จาก Radon 222 และ Lead 210 จากบรรยากาศและจะสะสมอยู่ที่ใบยาสูบ อีกวิธีเกิดจากการที่ต้นยาสูบดูดซึม Lead 210 จากในดินที่อุดมด้วยปุ๋ยเร่งการเติบโตที่มี Uranium ปะปนอยู่ ในปี 1966 คณะนักวิจัยจากกระทรวงเกษตรสหรัฐ และคณะกรรมการ Atomic Energy ได้ทดสอบปุ๋ย 2 ชนิด ชนิดแรกเป็น “ซูเปอร์ฟอสเฟต” ที่ขายทั่วไป และอีกชนิดที่เตรียมพิเศษ โดยมีแต่แคลเซียมฟอสเฟตบริสุทธิ์ ผลที่ได้พบว่าปุ๋ยที่ขายทั่วไปมี Radium 226 มากกว่าถึง 13 เท่า และเมื่อนำไปให้ต้นยาสูบจะพบว่าในยาสูบจะมี Polonium มากกว่าถึง 7 เท่า และจากการที่ในดินอุดมไปด้วยปุ๋ยที่มี Uranium phosphate จะทำให้เกิดการปลดปล่อย Radon 222 เข้าไปในชั้นบรรยากาศ และ Radon จะสลายเป็น Lead 210 ซึ่งจะสะสมในใบยาสูบโดยผ่านการเกาะติดที่ขนเล็กๆ ที่ใบยาสูบผลจากการค้นคว้าศึกษาทำให้เกิดความกังวลถึงอันตรายที่ Polonium จะก่อให้เกิดมะเร็งทั้งในปอดและในที่ต่างๆ เนื่องจากได้รับสารกัมมันตรังสีต่อเนื่องเป็นเวลานานเป็นปีๆ จากการสูบบุหรี่ แม้ว่า Polonium จะมีในบุหรี่แต่ละตัวไม่มากก็ตาม ในปี 1974 เป็นที่ยืนยันในสัตว์ทดลอง โดยที่ 94% ของตัวหนู hamster ที่ได้รับ Polonium เข้าในทางเดินหายใจจะเกิดเนื้องอกในปอด ทั้งนี้ปริมาณของ Polonium ที่ได้รับอยู่ในเกณฑ์ไม่มากนักโดยไม่ก่อให้มีการอักเสบของเนื้อเยื่อด้วยซ้ำหลังจากปี 1974 เป็นต้นมา ได้มีการค้นพบสารก่อมะเร็งต่างๆ ในบุหรี่ อาทิ Polycyclic aromatic hydrocarbons และ Nitrosamines แต่เป็นที่ประมาณการณ์ว่า Polonium 210 เป็นตัวการทำให้เกิดมะเร็งปอด อย่างน้อย 2% และเป็นไปได้ที่ทั้ง Polonium และสารก่อมะเร็งตัวอื่นๆ อาจจะเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกันอีกด้วย ทำให้เกิดเป็นมะเร็งในอัตราที่สูงขึ้นไปอีกความร้ายแรงและพิษของบุหรี่เหล่านี้ เป็นที่รับรู้ รับทราบเป็นอย่างดีของบริษัทบุหรี่ ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในสังกัด ความเพิกเฉยไม่นำพาต่อพิษของบุหรี่ของบริษัทมาถูกเปิดโปง ตั้งแต่ต้นปี 1990 เป็นต้นมา ที่มีกฎหมายในสหรัฐบังคับให้บริษัททั้งหลายใน 46 รัฐ ยอมรับว่าการสูบบุหรี่เป็นอันตรายและเป็นสิ่งเสพติด และในขณะเดียวกันบริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลที่ตนเองรู้ต่อสาธารณะ ในข้อมูลเป็นล้านชิ้นมีอยู่หลายพันรายการที่แสดงว่า Polonium เป็นหัวข้อที่บริษัทบุหรี่ให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 1964 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นวันสำคัญที่บริษัทต้องติดคำเตือนบนซองบุหรี่ และในโฆษณาว่าการสูบบุหรี่เป็นภัยต่อสุขภาพ โดยเฉพาะหลังจากที่ Radford และ Hunt ตีพิมพ์รายงานเกี่ยวกับ Polonium ในเดือน มกราคม ปีเดียวกัน ทำให้บริษัทถึงกับต้องมีการวิจัยเกี่ยวกับ Polonium เป็นล่ำเป็นสัน รายงานภายในของบริษัท Philip Morris ตั้งแต่ปลายปี 1970 ตลอดจนถึงทศวรรษ 1980 ระบุถึงผลการศึกษาซึ่งตอกย้ำถึงภัยของ Polonium นักวิทยาศาสตร์ของบริษัทเองพยายามจะตีพิมพ์รายงานดังกล่าวในวารสาร Science แต่ถูกระงับไปในกลางเดือน กรกฎาคม 1978 นอกจากนั้นบริษัทบุหรี่ในสหรัฐยังคงศึกษาต่อถึงกระบวนการที่จะกำจัด Polonium อาทิ ใส่สารบางอย่างในยาสูบซึ่งจะทำปฏิกริยากับตะกั่ว และ Polonium เพื่อกันไม่ให้แพร่เข้าไปในควันบุหรี่ หรือมีตัวกรอง Polonium ในควันบุหรี่ หรือ การล้างในยาสูบด้วย hydrogen peroxide และการใช้ปุ๋ยซึ่งมีปริมาณของ Uranium 238 น้อยลงหรือการกำจัดขนซึ่งจับ Lead ที่ผิวของใบยาสูบ ทั้งนี้เป็นข้อมูลจากการให้ปากคำของ William A. Farone อดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท Philip Morris และเป็นผู้เปิดเผยเงื่อนงำต่างๆ แก่สาธารณชน ในปัจจุบัน Farone เป็นที่ปรึกษาให้กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ ในปี 1975 นักวิทยาศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข T.C. Tso ได้เสนอว่า Polonium จะสามารถถูกขจัดไปโดยกระบวนการเริ่มแรกที่ตัวปุ๋ยเองซึ่งจะลดปริมาณได้ถึง 30-50% และการล้างใบยาสูบจะยังสามารถขจัดได้อีก 25% ซึ่งถ้าร่วมกับตัวกรองก้นบุหรี่ ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการลดปริมาณของ Polonium มากยิ่งขึ้น บันทึกของ R.J. Reynolds ผู้บริหารบริษัทบุหรี่ระบุว่า กระบวนการขจัด Polonium เหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางรายได้ และเป็นผลทำให้ไม่มีการดำเนินการใดๆ การปิดเงื่อนงำอันตรายของบุหรี่ การปฏิเสฐที่จะทำการขจัดสารพิษ Polonium จากบุหรี่ แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้ายของบริษัทบุหรี่ต่อสาธารณชน การที่ประธานาธิบดี Obama ของสหรัฐเสนอกฎหมายในการป้องกันและควบคุมบุหรี่และผ่านสภาในเดือนมิถุนายน 2009 เปิดโอกาศให้สมาคมมะเร็งของสหรัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับพิษในบุหรี่จากบริษัทบุหรี่ได้มากยิ่งขึ้น ในทางปฏิบัติแล้ว Polonium น่าจะเป็นพิษที่สามารถถูกกำจัดได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับพิษตัวอื่นๆ เช่น Tar หรือ Carbon monoxide และสารก่อมะเร็งตัวอื่นๆ งานวิจัยของบริษัทบุหรี่ในระยะมากกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ควรจะถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์และกระบวนการขจัดไม่ได้มีผลต่อ Polonium ตัวเดียว ยังสามารถขจัด Lead Arsenic และ Cadmium ออกไปได้ด้วยข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุชัดเจนว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญมากกว่า 90% ของการตายจากมะเร็งปอดในคนประมาณ 1.3 ล้านคนในปีหนึ่งๆ ถึงแม้ในอนาคตเราจะสามารถขจัด Polonium ได้แล้ว แต่แน่นอนสารก่อมะเร็งมากหลายยังอยู่ในบุหรี่ เลิกดูดบุหรี่เถอะครับ อาจยังไม่สาย.

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

thaipost /  🏆 62. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

'หมอจุฬาฯ' เตือนท้องผูก ไม่ถ่าย เสี่ยงสมองเสื่อม!'หมอจุฬาฯ' เตือนท้องผูก ไม่ถ่าย เสี่ยงสมองเสื่อม!ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ท้องผูก ไม่ถ่าย สมองเสื่อม
Read more »

'หมอดื้อ' โพสต์เตือน 'ท้องผูก ไม่ถ่าย สมองเสื่อม''หมอดื้อ' โพสต์เตือน 'ท้องผูก ไม่ถ่าย สมองเสื่อม'เมื่อวันที่ 16 ต.ค.66 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ท้องผูก ไม่ถ่าย สมองเสื่อม การติดตามผู้คนที่ท้องผูกตั้งแต่สามวันหรือมากกว่าพบว่าสมองเสื่อมเร็ว เทียบเท่ากับสมองแก่ไป 3 ปี (significantly worse cognition, equivalent to 3.
Read more »

'หมอดื้อ' เตือน! ฝุ่นจิ๋วพิษเจอไม่นานเสี่ยงหัวใจวาย'หมอดื้อ' เตือน! ฝุ่นจิ๋วพิษเจอไม่นานเสี่ยงหัวใจวายเมื่อวันที่ 19 ต.ค.66 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha ระบุว่า...
Read more »

'กาแฟดี' ออกกำลังกายอึดขึ้น เบิร์นไขมันคล่อง'กาแฟดี' ออกกำลังกายอึดขึ้น เบิร์นไขมันคล่องศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กาแฟดี..ทำให้อึดขึ้น
Read more »

'หมอดื้อ' เตือนสิงห์อมควัน! สารก่อมะเร็งในบุหรี่ มีมากกว่าที่คิด'หมอดื้อ' เตือนสิงห์อมควัน! สารก่อมะเร็งในบุหรี่ มีมากกว่าที่คิดวันที่ 30 ต.ค.66 นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก Thiravat Hemachudha ระบุข้อความว่า...
Read more »



Render Time: 2026-04-02 18:11:20