'ทิสโก้' หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.8% เสี่ยงนักท่องเที่ยวพลาดเป้า-สงครามการค้าร้อนแรง วันที่ 27 มีนาคม 2568 นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่าจากความเสี่ยงของสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น TISCO ESU ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.
วันที่ 27 มีนาคม 2568 นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่าจากความเสี่ยงของสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น TISCO ESU ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.
8% จากเดิมที่คาดไว้ 3.0% โดยยังไม่นับรวมหากสหรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยโดยตรง และมองว่า GDP ยังมีดาวน์ไซด์มีความเสี่ยงที่จะเติบโตได้เพียง 2.1% ต่ำกว่าปี 2567 ที่ขยายตัว 2.5% โดยความเสี่ยงที่จะกระทบต่อ GDP ไทยปีนี้ ได้แก่ ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่อาจพลาดเป้า จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง หลังจากกระแสข่าวลบช่วงต้นปีที่กระทบต่อความเชื่อมั่น มีความกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มท่องเที่ยวในประเทศมากกว่า หรือถ้าออกนอกประเทศก็จะเดินทางพื้นที่ไกล ฝั่งยุโรป ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย มองว่าอาจต้องปรับลดเป้านักท่องเที่ยวลงประมาณ 2 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.35-0.50 bps โดยความเป็นไปได้ที่สหรัฐ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพิ่ม ต้องดูที่ส่วนต่างอัตราภาษีระหว่างสหรัฐและไทย ที่เรียกเก็บในปัจจุบันซึ่งมีส่วนต่างประมาณ 5% อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับสินค้าที่ถูกเรียกเก็บเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันสินค้าหลักที่ถูกส่งออกไปยังสหรัฐ อาทิ เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โซลาร์รูฟท็อป ยางพาราโดยเฉพาะยางรถยนต์ กลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงเป็นอันดับต้นๆ อีกทั้งยังมีความกังวลจากภาคการผลิตซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 และนำเข้ามากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าจากจีน และการลงทุนจากต่างประเทศซึ่งปีที่แล้วคาดการณ์ว่าปี 2568 จะมีการลงทุนจำนวนมากจากยอดการขอ BOI แต่หากไทยถูกเรียกเก็บภาษี ประเมินว่ามีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะยกเลิกแผนการลงทุน แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนในการผลิต เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง แผนวงจรไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ รวมไปถึง Data Center ที่มีความเสี่ยง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องใช้พลังงานสะอาดและสามารถเจรจากับเอกชนให้ราคาค่าไฟถูกลงได้ ซึ่งมีการขอการลงทุนไปแล้วแต่ยังไม่เห็นความคืบหน้า คาดหวังให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการ ก่อนที่ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ "ปีนี้อาจดูแย่กว่าที่คิดไว้ แต่เรายังคิดว่าครึ่งแรกยังเติบโตได้ระดับ 3% จากส่งออกและการเร่งเบิกจ่ายงบ แต่ครึ่งหลังคาดโตระดับ 2% ยังไม่รวมผลกระทบกำแพงภาษีและท่องเที่ยวจีนจะไม่กลับมาเลยรึเปล่า" อย่างไรก็ตามมองว่าปัจจัยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ คือการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายงบลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ แต่ต้องติดตามต่อว่าโครงการต่างๆจะสามารถผ่านร่างกฎหมายและดำเนินการแล้วเสร็จได้ในปีนี้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นความเสี่ยงที่ปีนี้อาจไม่เห็นเม็ดเงินลงทุนจากโครงการใหญ่ๆของภาครัฐ แต่การลงทุนในโครงการเล็กๆหลายโครงการอาจหนุนเศรษฐกิจให้โตได้ แต่อาจชะลอบ้างจากปีก่อน ด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2.00% ในการประชุมครั้งแรกของปี สวนทางกับท่าทีที่เข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนหน้านี้ โดยกนง. ให้เหตุผลว่าภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้ และความเสี่ยงด้านลบเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ยังย้ำว่าเป็นการ"ปรับสมดุลของดอกเบี้ย ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง" อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ที่ 2.8% คาดว่า กนง.อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ตลอดทั้งปี แต่หากได้รับผลกระทบจาก 2 ปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไปข้างต้น มีโอกาสที่ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกราว 1-2 ครั้ง ในปีนี้หรือลงมาอยู่ที่ 1.50-1.75% ต่อปี โดยขึ้นอยู่กับในระยะข้างหน้าจะมี Negative Shock เข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่โดยต้องจับตารายละเอียดนโยบายสงครามการค้าของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายนนี้ นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นโลกเผชิญกับแรงขายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับลดประมาณ 10% จากจุดสูงสุด นำโดยหุ้นกลุ่ม"7นางฟ้า" ที่เคยเป็นผู้นำตลาดในช่วงขาขึ้น กลับกลายเป็นตัวฉุดตลาดในรอบนี้ โดยปัจจัยหลักที่กดดันตลาดมาจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแอลงแรง ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยังไม่มีข้อยุติ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด ซึ่งต้องจับตาการประกาศนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ โดยในภาวะตลาดผันผวนนี้ TISCO ESU แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ต เน้นอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการลดภาษีนิติบุคคล และกลุ่มที่มีรายได้หลักจากตลาดในสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงของการ ถูกตอบโต้จากสงครามการค้า ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี จากส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ยที่ขยายตัว และได้รับประโยชน์จากนโยบายลดกฎระเบียบในภาคการเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และกลุ่มพลังงานในสหรัฐฯ ที่แม้ราคาน้ำมันจะปรับฐานลงจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ แต่มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งในระยะข้างหน้า "ในกรณีเลวร้าย หากสงครามการค้ายกระดับขึ้น และสหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่ระดับ 10% ประเมินว่า ผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 4-5% แต่มองไปข้างหน้า ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เช่น ความพยายามในการลดภาษีนิติบุคคลจาก 21% ในปัจจุบันเหลือ 15% ซึ่งหากทำได้จริง จะส่งผลบวกต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ราว 4% และคาดว่าจะช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบจากกำแพงภาษีได้เกือบทั้งหมด"นายคมศรกล่าว ด้านนายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกภายใต้ยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งนักวิเคราะห์เรียกข้อตกลงดังกล่าวว่า"Mar-A-Lago Accord" ตามชื่อบ้านพักของทรัมป์ ซึ่งเป็นการรวมแนวคิดทั้งหมดของทรัมป์ไว้ด้วยกัน ได้แก่ การผลักดันยุโรปให้รับภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ และการจัดระบบการค้าโลกใหม่เพื่อลดบทบาทของจีนในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ผลักดันดัชนีความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจโลก ให้พุ่งสูงกว่าช่วงล็อกดาวน์ในปี 2563 สะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ขณะที่การลงทุนภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป TISCO ESU มองว่า ตราสารหนี้โลก จะเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้หากลงทุนในตราสารหนี้โลกในช่วงนี้ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากผลตอบแทนที่แท้จริง ของพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนีปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 ปีแล้ว ขณะที่ Real Yield ของญี่ปุ่นเองก็เพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่เกือบไม่ติดลบ แม้ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกบ้าง แต่ประเมินว่าความเสี่ยงดังกล่าว ค่อนข้างจำกัด จึงแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาการลงทุนในตราสารหนี้โลกที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ซึ่งเริ่มเห็นการ Outperformed พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจคือ น้ำมันดิบ ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการการคลัง โดยเฉพาะในยุโรปและจีน ที่มีแนวโน้มต้องนำทรัพยากรการคลังออกมาใช้มากขึ้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แม้ราคาน้ำมันดิบ WTI จะปรับตัวลดลงติดต่อกันนานกว่า 7 สัปดาห์ในช่วงต้นปี แต่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และตลาดยังซึมซับข่าวลบไปค่อนข้างมากแล้ว ทำให้ TISCO ESU มองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงกลางปีนี้ตามปัจจัยฤดูกาลที่อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกมักเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนหุ้น 60% ตราสารหนี้โลก 40% โดยลงทุนหุ้นแบ่งเป็นหุ้นโลก 40% ทองคำ 5% น้ำมัน 5% หุ้นสถาบันการเงินสหรัฐ 5% และญี่ปุ่น 5% นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของ ข้อมูลเศรษฐกิจว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีสัญญาณชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาดส่วนใหญ่เป็นผลจากการตอบแบบสอบถาม เช่น ความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ปรับตัวลงรุนแรง ขณะที่ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การจ้างงาน รายได้ การใช้จ่ายและการผลิต ยังแข็งแกร่งและไม่มีสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ชัดเจน ขณะที่ด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ TISCO ESU ประเมินว่า ในปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งที่ระดับ 0.50% โดยความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ยังไม่ชัดเจนทำให้ Fed ต้องดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวัง ขณะเดียวกันยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเงินสูง ต่ออัตราเงินเพ้อ และความเลี่ยงด้านต่ำ ต่อเศรษฐกิจให้ดี ก่อนตัดสินใจปรับเปลี่ยนจุดยืนนโยบายการเงินในอนาคต โดยในส่วนมุมมองต่อเศรษฐกิจยุโรป TISCO ESU มองว่า ยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากเยอรมนี่มีแผนขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชบเซามานานกว่า 2 ปี และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกในช่วงปี 2569-2570 หลังได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย จากขนาดของมาตรการที่ใหญ่ และมีโครงการลงทุนที่หลากหลาย จึงอาจช่วยหนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้ง จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี และทั่วทั้งยุโรปมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอาจใช้เวลานาน ทำให้เศรษฐกิจยุโรปในปี 2568 อาจไม่ได้ขยายตัวมากนัก อีกทั้งเศรษฐกิจยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น จึงต้องติดตามกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองแนวโน้มธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 ก.พ. 68 15:43 น. • ปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 76,500 ล้านบาท โต 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ...
Read more »
นบข. เคาะมาตรการ 'ไร่ละพัน' ช่วยข้าวเปลือกนาปรังปี 68 วงเงิน 2.8 พันล้านนบข.อนุมัติมาตรการอุดหนุนข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 ไม่เกิน 10 ไร่ คาดใช้วงเงินไม่เกิน 2,800 ล้านบาท จ่อตั้งคณะทำงานวางแผนปลูกพืช เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
Read more »
กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 2% กังวลภาคผลิตทรุด ฉุด GDP ห่วงเศรษฐกิจโตต่ำเป้า เลี่ยงตอบการเมืองกดดันกนง.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.00% กังวลภาคการผลิตหดตัว ฉุด GDP ปี 68 โตต่ำกว่าคาด ย้ำไม่ใช่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง (easing cycle) ให้น้ำหนักแนวโน้มเศรษฐกิจ
Read more »
เช็ก เงินช่วยชาวนา เงินไร่ละ 1000 ล่าสุด เกษตรกรรีบขึ้นทะเบียนก่อน 30 เม.ย. 68เช็ก เงินไร่ละ 1,000 ล่าสุด เงินช่วยชาวนา ไร่ละพัน นบข. เคาะช่วยข้าวเปลือกนาปรัง ปี 68 วงเงิน 2.8 พันล้าน แจ้งเกษตรกรรีบขึ้นทะเบียนก่อน 30 เม.ย.นี้
Read more »
KKP หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.3% ศก.เปราะบาง นักท่องเที่ยวจีนหด-เสี่ยงถูกขึ้นภาษีจากนโยบายทรัมป์KKP หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.3% ศก.เปราะบาง นักท่องเที่ยวจีนหด-เสี่ยงถูกขึ้นภาษีจากนโยบายทรัมป์ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.68 KKP Research ประเมินเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มโตต่ำและเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ฯ โดยพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจปี 2024 ที่เติบโตได้ค่อนข้างต่ำเพียง 2.
Read more »
ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 21 มีนาคม 2568ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 21 มีนาคม 2568 -'กรุงไทย-ทีทีบี' ปัดข่าวควบรวมกิจการ ยืนยันไม่มีแผน -KKP หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.3% ศก.เปราะบาง นักท่องเที่ยวจีนหด-เสี่ยงถูกขึ้นภาษีจากนโยบายทรัมป์ -'เอกนัฏ' สั่งฟันโรงงานหัวจง สมุทรสาคร ลักลอบปล่อยน้ำเสีย-พัวพันนำเข้าฝุ่นแดงผิดกฎหมาย -“กระบะพี่ มีคลังค้ำ” บสย.
Read more »
