'ทิสโก้' หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.8% เสี่ยงนักท่องเที่ยวพลาดเป้า-สงครามการค้าร้อนแรง

United States News News

'ทิสโก้' หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.8% เสี่ยงนักท่องเที่ยวพลาดเป้า-สงครามการค้าร้อนแรง
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 siamrath_online
  • ⏱ Reading Time:
  • 409 sec. here
  • 8 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 167%
  • Publisher: 63%

'ทิสโก้' หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.8% เสี่ยงนักท่องเที่ยวพลาดเป้า-สงครามการค้าร้อนแรง วันที่ 27 มีนาคม 2568 นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่าจากความเสี่ยงของสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น TISCO ESU ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.

วันที่ 27 มีนาคม 2568 นายเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่าจากความเสี่ยงของสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น TISCO ESU ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.

8% จากเดิมที่คาดไว้ 3.0% โดยยังไม่นับรวมหากสหรัฐเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยโดยตรง และมองว่า GDP ยังมีดาวน์ไซด์มีความเสี่ยงที่จะเติบโตได้เพียง 2.1% ต่ำกว่าปี 2567 ที่ขยายตัว 2.5% โดยความเสี่ยงที่จะกระทบต่อ GDP ไทยปีนี้ ได้แก่ ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่อาจพลาดเป้า จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง หลังจากกระแสข่าวลบช่วงต้นปีที่กระทบต่อความเชื่อมั่น มีความกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยนักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มท่องเที่ยวในประเทศมากกว่า หรือถ้าออกนอกประเทศก็จะเดินทางพื้นที่ไกล ฝั่งยุโรป ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัย มองว่าอาจต้องปรับลดเป้านักท่องเที่ยวลงประมาณ 2 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจไทยประมาณ 0.35-0.50 bps โดยความเป็นไปได้ที่สหรัฐ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพิ่ม ต้องดูที่ส่วนต่างอัตราภาษีระหว่างสหรัฐและไทย ที่เรียกเก็บในปัจจุบันซึ่งมีส่วนต่างประมาณ 5% อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับสินค้าที่ถูกเรียกเก็บเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันสินค้าหลักที่ถูกส่งออกไปยังสหรัฐ อาทิ เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โซลาร์รูฟท็อป ยางพาราโดยเฉพาะยางรถยนต์ กลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงเป็นอันดับต้นๆ อีกทั้งยังมีความกังวลจากภาคการผลิตซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 และนำเข้ามากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าจากจีน และการลงทุนจากต่างประเทศซึ่งปีที่แล้วคาดการณ์ว่าปี 2568 จะมีการลงทุนจำนวนมากจากยอดการขอ BOI แต่หากไทยถูกเรียกเก็บภาษี ประเมินว่ามีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะยกเลิกแผนการลงทุน แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนในการผลิต เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง แผนวงจรไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ รวมไปถึง Data Center ที่มีความเสี่ยง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องใช้พลังงานสะอาดและสามารถเจรจากับเอกชนให้ราคาค่าไฟถูกลงได้ ซึ่งมีการขอการลงทุนไปแล้วแต่ยังไม่เห็นความคืบหน้า คาดหวังให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการ ก่อนที่ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ "ปีนี้อาจดูแย่กว่าที่คิดไว้ แต่เรายังคิดว่าครึ่งแรกยังเติบโตได้ระดับ 3% จากส่งออกและการเร่งเบิกจ่ายงบ แต่ครึ่งหลังคาดโตระดับ 2% ยังไม่รวมผลกระทบกำแพงภาษีและท่องเที่ยวจีนจะไม่กลับมาเลยรึเปล่า" อย่างไรก็ตามมองว่าปัจจัยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ คือการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายงบลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ แต่ต้องติดตามต่อว่าโครงการต่างๆจะสามารถผ่านร่างกฎหมายและดำเนินการแล้วเสร็จได้ในปีนี้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นความเสี่ยงที่ปีนี้อาจไม่เห็นเม็ดเงินลงทุนจากโครงการใหญ่ๆของภาครัฐ แต่การลงทุนในโครงการเล็กๆหลายโครงการอาจหนุนเศรษฐกิจให้โตได้ แต่อาจชะลอบ้างจากปีก่อน ด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 2.00% ในการประชุมครั้งแรกของปี สวนทางกับท่าทีที่เข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนหน้านี้ โดยกนง. ให้เหตุผลว่าภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้ และความเสี่ยงด้านลบเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ยังย้ำว่าเป็นการ"ปรับสมดุลของดอกเบี้ย ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง" อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ที่ 2.8% คาดว่า กนง.อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.00% ตลอดทั้งปี แต่หากได้รับผลกระทบจาก 2 ปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไปข้างต้น มีโอกาสที่ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกราว 1-2 ครั้ง ในปีนี้หรือลงมาอยู่ที่ 1.50-1.75% ต่อปี โดยขึ้นอยู่กับในระยะข้างหน้าจะมี Negative Shock เข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่โดยต้องจับตารายละเอียดนโยบายสงครามการค้าของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายนนี้ นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นโลกเผชิญกับแรงขายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับลดประมาณ 10% จากจุดสูงสุด นำโดยหุ้นกลุ่ม"7นางฟ้า" ที่เคยเป็นผู้นำตลาดในช่วงขาขึ้น กลับกลายเป็นตัวฉุดตลาดในรอบนี้ โดยปัจจัยหลักที่กดดันตลาดมาจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแอลงแรง ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยังไม่มีข้อยุติ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด ซึ่งต้องจับตาการประกาศนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ โดยในภาวะตลาดผันผวนนี้ TISCO ESU แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ต เน้นอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายการลดภาษีนิติบุคคล และกลุ่มที่มีรายได้หลักจากตลาดในสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงของการ ถูกตอบโต้จากสงครามการค้า ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี จากส่วนต่าง อัตราดอกเบี้ยที่ขยายตัว และได้รับประโยชน์จากนโยบายลดกฎระเบียบในภาคการเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และกลุ่มพลังงานในสหรัฐฯ ที่แม้ราคาน้ำมันจะปรับฐานลงจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ แต่มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งในระยะข้างหน้า "ในกรณีเลวร้าย หากสงครามการค้ายกระดับขึ้น และสหรัฐฯ ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่ระดับ 10% ประเมินว่า ผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 4-5% แต่มองไปข้างหน้า ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เช่น ความพยายามในการลดภาษีนิติบุคคลจาก 21% ในปัจจุบันเหลือ 15% ซึ่งหากทำได้จริง จะส่งผลบวกต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ราว 4% และคาดว่าจะช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบจากกำแพงภาษีได้เกือบทั้งหมด"นายคมศรกล่าว ด้านนายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกภายใต้ยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งนักวิเคราะห์เรียกข้อตกลงดังกล่าวว่า"Mar-A-Lago Accord" ตามชื่อบ้านพักของทรัมป์ ซึ่งเป็นการรวมแนวคิดทั้งหมดของทรัมป์ไว้ด้วยกัน ได้แก่ การผลักดันยุโรปให้รับภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น การดึงฐานการผลิตกลับประเทศ และการจัดระบบการค้าโลกใหม่เพื่อลดบทบาทของจีนในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ผลักดันดัชนีความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจโลก ให้พุ่งสูงกว่าช่วงล็อกดาวน์ในปี 2563 สะท้อนถึงความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ขณะที่การลงทุนภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป TISCO ESU มองว่า ตราสารหนี้โลก จะเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้หากลงทุนในตราสารหนี้โลกในช่วงนี้ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากผลตอบแทนที่แท้จริง ของพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนีปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 ปีแล้ว ขณะที่ Real Yield ของญี่ปุ่นเองก็เพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่เกือบไม่ติดลบ แม้ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกบ้าง แต่ประเมินว่าความเสี่ยงดังกล่าว ค่อนข้างจำกัด จึงแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาการลงทุนในตราสารหนี้โลกที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ซึ่งเริ่มเห็นการ Outperformed พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แล้วในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจคือ น้ำมันดิบ ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการการคลัง โดยเฉพาะในยุโรปและจีน ที่มีแนวโน้มต้องนำทรัพยากรการคลังออกมาใช้มากขึ้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แม้ราคาน้ำมันดิบ WTI จะปรับตัวลดลงติดต่อกันนานกว่า 7 สัปดาห์ในช่วงต้นปี แต่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ และตลาดยังซึมซับข่าวลบไปค่อนข้างมากแล้ว ทำให้ TISCO ESU มองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงกลางปีนี้ตามปัจจัยฤดูกาลที่อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกมักเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนหุ้น 60% ตราสารหนี้โลก 40% โดยลงทุนหุ้นแบ่งเป็นหุ้นโลก 40% ทองคำ 5% น้ำมัน 5% หุ้นสถาบันการเงินสหรัฐ 5% และญี่ปุ่น 5% นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของ ข้อมูลเศรษฐกิจว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีสัญญาณชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยตัวเลขเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาดส่วนใหญ่เป็นผลจากการตอบแบบสอบถาม เช่น ความเชื่อมั่นของ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ปรับตัวลงรุนแรง ขณะที่ตัวเลขชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การจ้างงาน รายได้ การใช้จ่ายและการผลิต ยังแข็งแกร่งและไม่มีสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ชัดเจน ขณะที่ด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ TISCO ESU ประเมินว่า ในปี 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งที่ระดับ 0.50% โดยความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าที่ยังไม่ชัดเจนทำให้ Fed ต้องดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวัง ขณะเดียวกันยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเงินสูง ต่ออัตราเงินเพ้อ และความเลี่ยงด้านต่ำ ต่อเศรษฐกิจให้ดี ก่อนตัดสินใจปรับเปลี่ยนจุดยืนนโยบายการเงินในอนาคต โดยในส่วนมุมมองต่อเศรษฐกิจยุโรป TISCO ESU มองว่า ยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากเยอรมนี่มีแผนขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชบเซามานานกว่า 2 ปี และเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกในช่วงปี 2569-2570 หลังได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย จากขนาดของมาตรการที่ใหญ่ และมีโครงการลงทุนที่หลากหลาย จึงอาจช่วยหนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้ง จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี และทั่วทั้งยุโรปมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอาจใช้เวลานาน ทำให้เศรษฐกิจยุโรปในปี 2568 อาจไม่ได้ขยายตัวมากนัก อีกทั้งเศรษฐกิจยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น จึงต้องติดตามกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

siamrath_online /  🏆 15. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองแนวโน้มธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองแนวโน้มธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 ก.พ. 68 15:43 น. • ปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 76,500 ล้านบาท โต 2.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ...
Read more »

นบข. เคาะมาตรการ 'ไร่ละพัน' ช่วยข้าวเปลือกนาปรังปี 68 วงเงิน 2.8 พันล้านนบข. เคาะมาตรการ 'ไร่ละพัน' ช่วยข้าวเปลือกนาปรังปี 68 วงเงิน 2.8 พันล้านนบข.อนุมัติมาตรการอุดหนุนข้าวนาปรัง ไร่ละ 1,000 ไม่เกิน 10 ไร่ คาดใช้วงเงินไม่เกิน 2,800 ล้านบาท จ่อตั้งคณะทำงานวางแผนปลูกพืช เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว
Read more »

กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 2% กังวลภาคผลิตทรุด ฉุด GDP ห่วงเศรษฐกิจโตต่ำเป้า เลี่ยงตอบการเมืองกดดันกนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 2% กังวลภาคผลิตทรุด ฉุด GDP ห่วงเศรษฐกิจโตต่ำเป้า เลี่ยงตอบการเมืองกดดันกนง.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.00% กังวลภาคการผลิตหดตัว ฉุด GDP ปี 68 โตต่ำกว่าคาด ย้ำไม่ใช่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง (easing cycle) ให้น้ำหนักแนวโน้มเศรษฐกิจ
Read more »

เช็ก เงินช่วยชาวนา เงินไร่ละ 1000 ล่าสุด เกษตรกรรีบขึ้นทะเบียนก่อน 30 เม.ย. 68เช็ก เงินช่วยชาวนา เงินไร่ละ 1000 ล่าสุด เกษตรกรรีบขึ้นทะเบียนก่อน 30 เม.ย. 68เช็ก เงินไร่ละ 1,000 ล่าสุด เงินช่วยชาวนา ไร่ละพัน นบข. เคาะช่วยข้าวเปลือกนาปรัง ปี 68 วงเงิน 2.8 พันล้าน แจ้งเกษตรกรรีบขึ้นทะเบียนก่อน 30 เม.ย.นี้
Read more »

KKP หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.3% ศก.เปราะบาง นักท่องเที่ยวจีนหด-เสี่ยงถูกขึ้นภาษีจากนโยบายทรัมป์KKP หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.3% ศก.เปราะบาง นักท่องเที่ยวจีนหด-เสี่ยงถูกขึ้นภาษีจากนโยบายทรัมป์KKP หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.3% ศก.เปราะบาง นักท่องเที่ยวจีนหด-เสี่ยงถูกขึ้นภาษีจากนโยบายทรัมป์ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.68 KKP Research ประเมินเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มโตต่ำและเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ฯ โดยพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจปี 2024 ที่เติบโตได้ค่อนข้างต่ำเพียง 2.
Read more »

ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 21 มีนาคม 2568ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 21 มีนาคม 2568ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 21 มีนาคม 2568 -'กรุงไทย-ทีทีบี' ปัดข่าวควบรวมกิจการ ยืนยันไม่มีแผน -KKP หั่นจีดีพีไทยปี 68 เหลือ 2.3% ศก.เปราะบาง นักท่องเที่ยวจีนหด-เสี่ยงถูกขึ้นภาษีจากนโยบายทรัมป์ -'เอกนัฏ' สั่งฟันโรงงานหัวจง สมุทรสาคร ลักลอบปล่อยน้ำเสีย-พัวพันนำเข้าฝุ่นแดงผิดกฎหมาย -“กระบะพี่ มีคลังค้ำ” บสย.
Read more »



Render Time: 2026-04-02 12:51:46