ในบรรดาลูกน้อง หรือภาษานักเลงเรียกว่า ลูกสมุน ที่รู้ใจ “น.ช.ทักษิณ” มากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แชมป์โต้วาทีมัธยมศึกษา ฉะนั้นเรื่องคำพูด คารม หายห่วง ไม่มีใครกิน “เสือเต้น” ได้ลง
ขนาด “จตุพร พรหมพันธุ์” ยังต้องกลืนเลือด นายใหญ่มิได้หยิบยื่นอะไรให้เลย ผิดกับ “ณัฐวุฒิ” ได้เป็นใหญ่เป็นโต นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ วันนี้ “ณัฐวุฒิ” ยังอยู่ในเส้นทางที่จะเป็นใหญ่เป็นโต เป็น ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ตำแหน่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกำหนดสถานะของคนในพรรคเพื่อไทย มี “แพทองธาร ชินวัตร” เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดกับ"น.
ช.ทักษิณ" ฉะนั้นในวันที่ร้ายๆ ของ “น.ช.ทักษิณ” ก็มักจะมี “ณัฐวุฒิ” เคียงข้างเสมอ"...๑๓ มี.ค. ๒๕๖๐ ยุครัฐบาล คสช. ดร.วิษณุ เครืองาม เรียกประชุมนักกฎหมายคนสำคัญกลุ่มหนึ่ง เพื่อหาแนวทางเรียกเก็บภาษีขายหุ้นชินคอร์ป ทั้งที่กรมสรรพากรเคยมีข้อสรุปไปแล้วว่าไม่ต้องเสียภาษี เพราะเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ถือเป็นวันแห่งข่าวร้ายวันหนึ่งของ ดร.ทักษิณ นี่คือนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งที่มีผลงานเพื่อประชาชนมากที่สุด และต้องพบเจอวันแห่งข่าวร้ายจากการถูกกระทำทางการเมืองมากที่สุดในคนเดียวกันทำให้นึกถึงคำวินิจฉัยส่วนตนของ “ประเสริฐ นาสกุล” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีซุกหุ้น "...หัวใจของการเมืองคือ ความไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้นนักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่าการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบัน มีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามายังใช้วิธีการแบบเดิมๆ อีกย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้อง จะต้องผิดหวังในที่สุด”
