BM-21 ก็มีสิครับ!! 'กองทัพบก' รับมอบอาวุธ “DTI-1G จรวดหลายลำกล้องนำวิถี-รถยิงจรวด D11A” ระยะยิง 150 กม. เตรียมใช้งานจริงปกป้องอธิปไตย
3. จรวด หลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ส่งมอบให้กับกองพล ทหาร ปืนใหญ่ พลเอก นภนต์ สร้างสมวงษ์ ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กล่าวว่า วันนี้เป็นการส่งมอบอาวุธที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศร่วมมือกับ กองทัพ บก ในการวิจัยจำนวน 3 รายการ ซึ่งในส่วนของปืนใหญ่เบาขนาด 105 มิลลิเมตร ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศจีน และนำมาประกอบโดยเจ้าหน้าที่ของ สทป.
ในประเทศไทยเองส่วนจรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ก็ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศจีนเช่นกัน ซึ่งรถดังกล่าวได้ใช้จริงในสนามรบมาแล้ว ในเหตุการณ์ชายแดนที่ผ่านมาขณะที่รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A ที่สามารถทำการยิงจรวดได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ ขนาด 122 มม. ระยะยิง 40 กิโลเมตร, แบบที่ 2 คือ ขนาด 306 มม. ระยะยิง 150 กิโลเมตร, 3.ขนาด 170 มม. ระยะยิง 300 กิโลเมตร และได้รับการถ่ายทอดจากบริษัท Elbit Systems ซึ่งเป็นบริษัทจากประเทศอิสราเอล สามารถยิงได้ไกลที่สุดมากกว่า 450 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถทำการบินแบบอเนกประสงค์ ซึ่งเมื่อปล่อยออกไปแล้วสามารถตรวจการณ์หาเป้าหมาย และสามารถแปรสภาพเป็นจรวดทำลายต่อเป้าหมายได้เลย โดยหากไม่ใช้ก็สามารถบินกลับมาที่เดิมได้ เพื่อใช้ในรอบต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีการรับรองมาตรฐานเรียบร้อยแล้วทั้งนี้ รถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A และจรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ถือเป็นจรวดนำวิถีทั้งสิ้น ส่วนความมั่นใจในการรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้น พลเอก นภนต์ ระบุว่า จรวดนำวิถีที่เราวิจัยมา มีความแม่นยำที่จะใช้ในเรื่องของความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลก็เน้นย้ำอยู่แล้วว่า เพื่อเป็นการป้องกัน ป้องปรามการลุกลามของประเทศอื่น ซึ่งไม่มีเจตนาที่จะไปรุกรานประเทศใด ดังนั้นต้องใช้อยู่ในกรอบที่มีความจำเป็น ซึ่งช่วงนี้ต้องประสานงานกับกองทัพบก เพื่อรับทราบว่า มีความต้องการจะใช้จรวด 2 ประเภทดังกล่าวอย่างไร รวมถึงปืนใหญ่ 105 มม. ด้วย ซึ่งยุทโธปกรณ์ลักษณะดังกล่าวได้มีการใช้ในสถานการณ์จริงมาแล้วพลเอก นภนต์ ยังย้ำว่า มีนโยบายในการผลิตยุทโธปกรณ์ ที่กองทัพบกต้องการเท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า การพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งงานวิจัยถือเป็นงานต้นน้ำ ส่วนงานผลิตเป็นงานปลายน้ำ ดังนั้นเมื่อมีการวิจัยแล้วก็ต้องนำเข้าสู่สายการผลิต ซึ่งเป็นนโยบายในอนาคตที่เราจะทำเมื่อถามย้ำว่า จะนำอาวุธดังกล่าวไปสนับสนุนการปฏิบัติในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้หรือไม่ พลเอก นภนต์ ระบุว่า ต้องสอบถามกองทัพบก เพราะจะเป็นหน่วยงานที่จะต้องพิจารณา ซึ่งเรามีหน้าที่ทำในสิ่งที่กองทัพต้องการ โดยสิ่งที่เราทำ เวลาจะทำอะไร เรามองถึงอนาคต และจะต้องก้าวไปข้างหน้า หากทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ก่อเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ และประเทศชาติ สทป. ก็จะไม่ดำเนินการ ซึ่งเมื่อทำแล้วก็จะต้องปกป้องเอกราช และอธิปไตยของชาติได้ รวมถึงปกป้องกำลังพลของกองทัพเมื่อถามว่า การสู้รบครั้งที่ผ่านมา จะนำไปเป็นประเด็นในการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ ให้สอดรับกับสถานการณ์หรือไม่ พลเอก นภนต์ ยอมรับว่า มีแผน ซึ่งได้มีการพบกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงหน่วยใช้ทั้งหมดว่า กองทัพมีความต้องการอะไร เราก็จะทำตามที่กองทัพต้องการ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และประหยัดงบประมาณ อีกทั้งพึ่งพาการผลิตในประเทศเป็นหลัก ที่มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองเมื่อถามว่า นอกจากยุทโธปกรณ์ทั้ง 3 แบบ มีผลงานวิจัยอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พลเอก นภนต์ บอกว่า มีหุ่นยนต์ทางยุทธวิธี ซึ่งได้มีการวิจัยเสร็จสิ้นไปแล้ว และได้ส่งมอบให้กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 นำไปใช้ ซึ่งถือว่า มีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเป็นหุ่นยนต์ที่ติดปืน และติดอาวุธ แทนกำลังพลที่ออกไปลาดตระเวนข้างหน้า และสามารถบรรทุกของได้ อีกทั้งยังมีกล้อง 360 องศาควบคุมอยู่ที่ฐานปฏิบัติการของรถ สามารถเดินหน้าได้ 3-5 กิโลเมตร ขณะนี้กำลังสอบถามกองทัพว่า มีความต้องการหรือไม่ส่วนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด กำลังพิจารณาว่า จะทำแบบใดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะได้ปรึกษากับกรมการทหารช่าง โดยที่ปรึกษาของ สทป. มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องการสร้างสะพานเครื่องหนุนมั่นหนุนลอยส่วนอาวุธอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนนั้น ก็กำลังวิจัยอยู่ และจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดย สทป. มีการวิจัย 3 ระดับคือ 1. ยุทโธปกรณ์ทั่วไปที่มีการใช้ในนายทหารราบ-ม้า-ปืน 2. ยุทโธปกรณ์พิเศษ เช่น แอนตี้โดรน รวมถึงหุ่นยนต์ทางยุทธวิธี 3. ยุทโธปกรณ์เหนือชั้น ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่นในเรื่องของ ดาวเทียมบอลลูนเหนือชั้นบรรยากาศ ซึ่งอยู่ในแผนในอนาคตสำหรับรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ D11A นับเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาต้นแบบรถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องนำวิถีพร้อมระบบควบคุมการยิง สามารถรองรับจรวดขนาด 122 มิลลิเมตร ระยะยิง 40 กิโลเมตร จรวดขนาด 306 มิลลิเมตร ระยะยิง 150 กิโลเมตรและจรวดขนาด 370 มิลลิเมตร ระยะยิง 300 กิโลเมตร โดยสทป. และบริษัทผู้ผลิตร่วมออกแบบวิจัยและพัฒนารถฐานยิงจรวดหลายลำกล้องอเนกประสงค์ให้เป็นไปตามความต้องการของกองทัพบกสามารถนำไปใช้เป็นอาวุธระยะยิงไกลได้ทั้งในระดับยุทธวิธี ยุทธการและยุทธศาสตร์สำหรับปืนใหญ่เบาขนาด 105 มิลลิเมตร แบบ CS/AH2 เป็นปืนใหญ่ประเภทลากจูงติดตั้งระบบค้นหาพิกัดและชี้ทิศอัตโนมัติ GPS/INS ใช้เป็นระบบเล็งหลัก มีกล้องเล็ง พาโนรามิก เป็นระบบสำรอง สามารถทำการยิงได้โดยไม่ใช้งานแผนที่และสามารถพับลำกล้องปืนจากตำแหน่งพร้อมยิงเป็นตำแหน่งเคลื่อนที่ได้ โดยระยะยิงไกลสุด 20 กิโลเมตร ใช้เป็นอาวุธใช้ยิงสนับสนุนในกองพันปืนใหญ่สนาม ขณะที่จรวดหลายลำกล้องนำวิถี แบบ DTI-1G ถือเป็นอาวุธทางยุทธการ ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ สำหรับยิงทำลาย เป้าหมายระยะไกลทางลึก ได้แก่ ที่ตั้งหน่วยทหาร กองบัญชาการ คลังอาวุธ สนามบินและเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ ใช้เป็นอาวุธยิงสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม สำหรับการ ยิงทำลายที่ตั้งปืนใหญ่ ที่ตั้งระบบจรวด สถานีเรดาร์ ศูนย์ควบคุมและสั่งการและที่ตั้งยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ มีคุณลักษณะเป็นอาวุธนำวิถีแบบวิถีพื้นราบยิ่งไกล 150 กิโลเมตรใช้ระบบนำวิถีที่แม่นยำสูง ระบบติดตั้งบน รถฐานยิงจรวดที่มีหัวเกราะป้องกันสะเก็ดระเบิด สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัวและทำการยิงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ มีค่า CEP น้อยกว่า 40 เมตร รัศมีการทำลายมากกว่า 70 เมตร ทำการยิงได้ทีละนัดและยิงแบบต่อเนื่อง สำหรับระยะห่างในการยิงต่อนัดคือ 10 วินาทีในขณะที่จำนวนจรวดต่อรถฐานยิง 4 นัด ต่อคัน
กองทัพบก ทหาร กัมพูชา จรวด รถยิงจรวด อาวุธนำวิถี DTI-1G D11A ชายแดน ไทยกัมพูชา จรวดนำวิถี
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
‘แม่ทัพภาคที่ 2’ รับ ‘กัมพูชา’ ป่วนช่วงรับส่งหน้าที่ เคลื่อนจรวด BM-21 เป็นสัญญาณบอกเหตุ‘แม่ทัพภาคที่ 2’ รับ ‘กัมพูชา’ ป่วนช่วงรับส่งหน้าที่ เคลื่อนจรวด BM-21 มองเป็นสัญญาณบอกเหตุ ขอให้มั่นใจไร้รอยต่อ ‘มทภ.2 คนใหม่’ พร้อมทำหน้าที่ ย้ำทหารมีอำนาจตัดสินใจ แต่เรื่องใหญ่เข้า สมช. ไม่ทำตามกระแสแน่
Read more »
แม่เหยื่อจรวด BM-21 สุดสะเทือนใจ! ชาวบ้านด่าน สุรินทร์ ผวาอพยพหนีตายกว่า 10 หลัง หวั่นระเบิดซ้ำซัดชายแดนไทย–กัมพูชาวันที่ 30 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในพื้นที่หมู่บ้านโจก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยเฉพาะบริเวณคุ้มหนองกก ซึ่งเป็นจุดที่เคยเกิดเหตุ จรวด BM-21 ของทหารกัมพูชา ยิงตกใส่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ได้แก่ “น้องน้ำโขง” เด็กหญิงวัย 8 ขวบ และนายบัณฑิต อุ่นจิตร อายุ 34 ปี...
Read more »
กัน จอมพลัง เยี่ยมปู่น้องน้ำโขง ซัดนักสิทธิมนุษยชน น้ำเต็มแก้ว ไม่ปกป้องสิทธิ์คนไทย?กัน จอมพลัง ลงพื้นที่เยี่ยมปู่ของน้องน้ำโขง ที่สุรินทร์ พร้อมแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จรวด BM-21 ของกัมพูชา นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนักสิทธิมนุษยชนบางกลุ่มที่ถูกมองว่าให้ความสำคัญกับประเด็นต่างชาติมากกว่าสิทธิของคนไทย
Read more »
ผวา! เจอชิ้นส่วนลูกจรวดเขมร แจ้ง EOD ตรวจ พบเป็นชิ้นส่วนที่ระเบิดไปแล้วชาวบ้านศรีสะเกษไม่สบายใจ พบหลุมปริศนาข้างคอกวัว แจ้งชุด EOD ตรวจสอบพบเป็นชิ้นส่วน BM-21 ของฝั่งเขมรที่ถูกทำลายแล้ว
Read more »
กัมพูชาถอนอาวุธหนักออกจากชายแดนตามข้อตกลง RBC เฟส 1กัมพูชาเริ่มถอนอาวุธหนัก รวมถึงปืนใหญ่ SH-1, รถยิงจรวด Type 90 และ BM-21 ออกจากพื้นที่ชายแดนพระวิหาร-อุดรมีชัย ภายใต้ข้อตกลง RBC เฟส 1 ที่มีกำหนดเริ่ม 1 พฤศจิกายน 2568 โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เข้าร่วมสังเกตการณ์
Read more »
นายกฯ ไฟเขียว กองทัพใช้ปฏิบัติการทางทหาร ตอบโต้กัมพูชา: สั่งสอนให้หลาบจำพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และกองทัพ เตรียมชี้แจงนายกฯ อนุมัติให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กัมพูชา หลังพบการลอบวางระเบิดในเขตไทย และการยิงจรวด BM-21 ส่งผลให้ทหารและประชาชนบาดเจ็บ-เสียชีวิตจำนวนมาก
Read more »
