แบงก์ชาติ ปักธง Smooth take off จับตาสัญญาณครึ่งหลังปี 66 : อินโฟเควสท์

United States News News

แบงก์ชาติ ปักธง Smooth take off จับตาสัญญาณครึ่งหลังปี 66 : อินโฟเควสท์
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 InfoQuestNews
  • ⏱ Reading Time:
  • 172 sec. here
  • 4 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 72%
  • Publisher: 68%

แบงก์ชาติ ปักธง Smooth take off จับตาสัญญาณครึ่งหลังปี 66 ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย อินโฟเควสท์

นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานประชุมนักวิเคราะห์ ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ว่า ในช่วงปีนี้ อัตราเงินเฟ้อของโลกปรับตัวขึ้นสูงมาก จากปัจจัยราคาพลังงานที่เป็นแรงกระแทกสำคัญ และทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเร็วและแรงอย่างพร้อมเพรียงกันมากสุดในรอบ 50 ปี ซึ่งมีผลต่อเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ นำมาซึ่งการตึงตัวของภาวะการเงินโลก ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกในปีนี้ชะลอตัวจากปีก่อน และเป็นการชะลอตัวมากสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในขณะที่เศรษฐกิจของไทยในช่วงต้นปี เพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยยังมีความเปราะบาง การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง แต่ระยะถัดมา เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายด้วยตัวเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความอ่อนไหวน้อยต่อสถานการณ์ด้านต่างประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน จึงทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ ธปท.

มีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเน้นเฉพาะจุดแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย ร่วมกับการเข้าไปดูแลค่าเงินในบางช่วง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถประคองตัวและเริ่มฟื้นกลับมาได้ดังเช่นในปัจจุบัน ส่วนการจะกลับมาเห็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบภาวะปกติ ได้ในช่วงใดนั้น นายปิติ กล่าวว่า คงยังไม่สามารถเจาะจงได้ เพราะต้องขึ้นกับสถานการณ์ในปี 2566 ด้วย โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า จึงอาจจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเข้าใกล้กับจุดที่มีศักยภาพแล้วหรือยัง และเงินเฟ้อไม่ได้สร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ซึ่งหากทุกอย่างเข้าสู่ภาวะ Smooth take off ก็ไม่จำเป็นที่แนวนโยบายการเงินจะต้องปรับแบบกระชาก หรือเปลี่ยนทิศทาง “นโยบายการเงินแบบที่ กนง. ได้ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ยังมีความจำเป็นต้องทำต่อไปอีกระยะ เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในจุดที่ทุกอย่างเข้าสู่สมดุล แต่ยังต้องดูแลทั้งด้านแรงกดดันที่มาจากการเติบโตของเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ”อย่างไรก็ดี มองว่ามี 2 ตัวแปรสำคัญ ที่อาจเป็นความเสี่ยงให้เงินเฟ้อในปีหน้าปรับตัวสูง หรือต่ำกว่าระดับ 3% ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 1. การส่งผ่านต้นทุนจากผู้ประกอบการที่อาจสูงและเร็วกว่าคาด จากต้นทุนการผลิตหลายด้านที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2. มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่ยังมีความไม่แน่นอน เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพอื่นๆ และ 3.เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกว่าคาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับลดลงกว่าที่ประเมินไว้ ด้านนายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวในภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2565 และแนวโน้มว่า ในการประชุม กนง.ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 พ.ย.65 ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ 3.2% และจะค่อยๆ ปรับขึ้นไปเป็น 3.7% ในปี 66 และเป็น 3.9% ในปี 67 โดยมองว่าเศรษฐกิจในปีนี้และช่วงปีถัดๆ ไป จะมีแรงส่งที่สำคัญจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน ซึ่ง กนง.ยังได้ประเมินว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปีนี้ น่าจะไม่ต่ำกว่า 10.5 ล้านคน ส่วนในปี 66 ขึ้นไปอยู่ที่ 22 ล้านคน และในปี 67 ที่ 31.5 ล้านคน ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนนั้น เริ่มเห็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ที่ปรับดีขึ้น จำนวนผู้ว่างงานในช่วงไตรมาส 3/65 และจำนวนชั่วโมงการทำงานในภาพรวมดีขึ้น ผู้ที่ไม่ได้ทำงานในช่วงก่อนหน้านี้ ได้เริ่มทยอยกลับเข้าทำงานโดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจ “การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนนี้ จะมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกได้…GDP อาจจะกลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิดได้ในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า”ทั้งนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีอยู่ คือ เศรษฐกิจโลกที่อาจจะชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ รวมทั้งความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีน ที่อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย ในขณะที่ยังมีปัจจัยหนุนสำคัญ คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าที่คาดไว้ และจีนมีการผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศได้เร็วกว่าคาด ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในภาพรวมของปี 2565 ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และแนวโน้มเงินเฟ้อยังเป็นไปตามที่คาด โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ทยอยปรับขึ้นตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในส่วนของ MRR ยังต่ำกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในส่วนของ MLR ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือลูกค้าในกลุ่มเปราะบางของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี จะเห็นได้จาก NPL ในระบบธนาคารพาณิชย์ ช่วงไตรมาส 3 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการลดลงทั้ง NPL ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 500 ล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจที่ขนาดไม่ถึง 500 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจ SMEs และครัวเรือนในกลุ่มเปราะบาง

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

InfoQuestNews /  🏆 7. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

SAWAD ออกหุ้นกู้ 3 ชุดดอกเบี้ย 3.30%-4.50% คาดเปิดขาย 13-17 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์SAWAD ออกหุ้นกู้ 3 ชุดดอกเบี้ย 3.30%-4.50% คาดเปิดขาย 13-17 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์บมจ. ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) เสนอขายหุ้นกู้มีประกันของบริษัท ครั้งที่ 1/2566 จำนวน 3 ชุด โดยหุ้นกู้ชุดที่ 1 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2567 หุ้นกู้มีอายุ 1 ปี 6 เดือน 21 วัน และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.30-3.50 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ หุ้นกู้ชุดที่ 2 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2569 หุ้นกู้มีอายุ 3 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.00-4.25 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ และชุดที่ 3 ครบกาหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2570 หุ้นกู้มีอายุ 4 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ …
Read more »

TPIPP ออกหุ้นกู้ 6 พันลบ.2 ชุด ดอกเบี้ย 4.15-4.60% ขาย 11-17 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์TPIPP ออกหุ้นกู้ 6 พันลบ.2 ชุด ดอกเบี้ย 4.15-4.60% ขาย 11-17 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์บมจ. ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) เสนอขายหุ้นกู้บริษัท ครั้งที่ 1/2566 จำนวน 2 ชุด รวมมูลค่าที่เสนอขายทั้งสิ้นไม่เกิน 6,000 ล้านบาท ได้แก่ หุ้นกู้ชุดที่ 1 จำนวนเสนอขายไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2569 มีอายุ 3 ปี 6 เดือน และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ และชำระดอกเบี้ยงวดสุดท้ายในวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ หุ้นกู้ชุดที่ 2 จำนวนเสนอขายไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2571 มีอายุ 5 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.60 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ และชำระดอกเบี้ยงวดสุดท้ายในวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ โดยเสนอขายในกรณีทั่วไปต่อผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ …
Read more »

BWG ออกหุ้นกู้อายุ 2 ปี 9 เดือน ดอกเบี้ย 5.80% ขายสถาบัน-รายใหญ่ 20-24 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์BWG ออกหุ้นกู้อายุ 2 ปี 9 เดือน ดอกเบี้ย 5.80% ขายสถาบัน-รายใหญ่ 20-24 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์บมจ.เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) เสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ครั้งที่ 1/2566 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2568 ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกาหนดไถ่ถอน อายุ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 5.80 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ มูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีหุ้นกู้สำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 800 ล้านบาท โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ วันที่ 20 และ 23-24 มกราคม พ.ศ. 2566 อันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ “BBB-” แนวโน้ม “Stable” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ได้แก่ บล.ดาโอ …
Read more »

แมกโนเลียฯ ออกหุ้นกู้ 2 ชุดดอกเบี้ย 6.75%-7.10% ขายสถาบัน-รายใหญ่ 20-24 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์แมกโนเลียฯ ออกหุ้นกู้ 2 ชุดดอกเบี้ย 6.75%-7.10% ขายสถาบัน-รายใหญ่ 20-24 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เสนอขายหุ้นกู้มีประกันของบริษัท ครั้งที่ 1/2566 จำนวน 2 ชุด มูลค่ารวมไม่เกิน 7,000 ล้านบาท และหุ้นกู้สำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมอีก 1,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 8,000 ล้านบาท หุ้นกู้ชุดที่ 1 ครบกาหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2568 มีอายุ 1 ปี 11 เดือน 30 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 6.75 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ จำนวนเสนอขายไม่เกิน 7,000 ล้านบาท หุ้นกู้ชุดที่ 2 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2569 มีอายุ 2 ปี 11 เดือน 29 วัน …
Read more »

ส่องเศรษฐกิจไทยปี 66 ยังฟื้นไม่ทั่วถึง หลายปัจจัยเสี่ยงส่อลากยาว : อินโฟเควสท์ส่องเศรษฐกิจไทยปี 66 ยังฟื้นไม่ทั่วถึง หลายปัจจัยเสี่ยงส่อลากยาว : อินโฟเควสท์นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 66 ไว้ที่ 3.2% เนื่องจากแนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 66 จะกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยูโรโซนมีแนวโน้มที่จะไม่เติบโต เป็นผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในยุโรปด้วย ขณะที่แนวโน้มที่จีนจะเปิดประเทศในช่วงไตรมาส 2/66 มีมากขึ้น แต่ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ในจีนหลังจากนี้ ทั้งจำนวนผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต และความเพียงพอของระบบสาธารณสุข เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่จีนจะเผชิญการแพร่ระบาดระลอกใหม่ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจจีน ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อสถานการณ์การเปิดประเทศของจีนดังกล่าว โดยยังคงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 22 ล้านคน ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 1/66 ไปแตะระดับ 5% หรืออาจสูงกว่านั้น ก่อนที่จะมีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงตลอดทั้งปี 66 ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในการประชุมอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ซึ่งย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในจังหวะขาขึ้นเช่นเดียวกัน ด้านแนวโน้มเงินบาทในช่วงไตรมาสแรกของปี มีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากตลาดรับรู้ความเป็นไปได้ดังกล่าวแล้ว สำหรับภาคการเงิน ภาพแนวโน้มสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยปี 66 …
Read more »

โซลาร์รูฟทางออกยุคค่าไฟแพง CHOW วางเป้าปี 66 ดันยอดพุ่งเป็น 150 MW : อินโฟเควสท์โซลาร์รูฟทางออกยุคค่าไฟแพง CHOW วางเป้าปี 66 ดันยอดพุ่งเป็น 150 MW : อินโฟเควสท์นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน (CFO) บมจ.เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ (CHOW) กล่าวว่า ธุรกิจพลังงานในปี 66 มีทิศทางเติบโตอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องจากปี 65 จากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ภาคเอกชนรายใหญ่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และให้ความร่วมมือแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ โดยตั้งเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการส่งออก และภาครัฐให้การสนับสนุนทั้งมาตรการด้านภาษีในกลุ่มภาคธุรกิจ และโครงการการรับซื้อไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Feed-in Tariff: FiT) อัตรารับซื้ออยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี ในภาคประชาชน ที่นอกจากจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้ทางเลือกของครัวเรือนอีกทางหนึ่ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งให้ Solar Rooftop เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญในปี 66 โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายจะมีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเพิ่มเป็น 150 เมกะวัตต์ จาก 80 เมกะวัตต์ในปี 65 “CHOW มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการต่อยอดธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ทั้งการลงทุนในรูปแบบ Private PPAและการให้บริการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(EPC)ให้แก่ลูกค้ารายใหญ่และกลุ่มลูกค้า SME ที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายประเภทอุตสาหกรรม …
Read more »



Render Time: 2026-04-01 23:02:31