แบงก์ชาติ ปักธง Smooth take off จับตาสัญญาณครึ่งหลังปี 66 ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย อินโฟเควสท์
นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานประชุมนักวิเคราะห์ ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ว่า ในช่วงปีนี้ อัตราเงินเฟ้อของโลกปรับตัวขึ้นสูงมาก จากปัจจัยราคาพลังงานที่เป็นแรงกระแทกสำคัญ และทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเร็วและแรงอย่างพร้อมเพรียงกันมากสุดในรอบ 50 ปี ซึ่งมีผลต่อเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ นำมาซึ่งการตึงตัวของภาวะการเงินโลก ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกในปีนี้ชะลอตัวจากปีก่อน และเป็นการชะลอตัวมากสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ในขณะที่เศรษฐกิจของไทยในช่วงต้นปี เพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยยังมีความเปราะบาง การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง แต่ระยะถัดมา เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายด้วยตัวเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความอ่อนไหวน้อยต่อสถานการณ์ด้านต่างประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน จึงทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ ธปท.
มีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเน้นเฉพาะจุดแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย ร่วมกับการเข้าไปดูแลค่าเงินในบางช่วง ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถประคองตัวและเริ่มฟื้นกลับมาได้ดังเช่นในปัจจุบัน ส่วนการจะกลับมาเห็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบภาวะปกติ ได้ในช่วงใดนั้น นายปิติ กล่าวว่า คงยังไม่สามารถเจาะจงได้ เพราะต้องขึ้นกับสถานการณ์ในปี 2566 ด้วย โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า จึงอาจจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเข้าใกล้กับจุดที่มีศักยภาพแล้วหรือยัง และเงินเฟ้อไม่ได้สร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ซึ่งหากทุกอย่างเข้าสู่ภาวะ Smooth take off ก็ไม่จำเป็นที่แนวนโยบายการเงินจะต้องปรับแบบกระชาก หรือเปลี่ยนทิศทาง “นโยบายการเงินแบบที่ กนง. ได้ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ยังมีความจำเป็นต้องทำต่อไปอีกระยะ เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในจุดที่ทุกอย่างเข้าสู่สมดุล แต่ยังต้องดูแลทั้งด้านแรงกดดันที่มาจากการเติบโตของเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ”อย่างไรก็ดี มองว่ามี 2 ตัวแปรสำคัญ ที่อาจเป็นความเสี่ยงให้เงินเฟ้อในปีหน้าปรับตัวสูง หรือต่ำกว่าระดับ 3% ตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ 1. การส่งผ่านต้นทุนจากผู้ประกอบการที่อาจสูงและเร็วกว่าคาด จากต้นทุนการผลิตหลายด้านที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2. มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่ยังมีความไม่แน่นอน เช่น มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพอื่นๆ และ 3.เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกว่าคาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับลดลงกว่าที่ประเมินไว้ ด้านนายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวในภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2565 และแนวโน้มว่า ในการประชุม กนง.ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 พ.ย.65 ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ 3.2% และจะค่อยๆ ปรับขึ้นไปเป็น 3.7% ในปี 66 และเป็น 3.9% ในปี 67 โดยมองว่าเศรษฐกิจในปีนี้และช่วงปีถัดๆ ไป จะมีแรงส่งที่สำคัญจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน ซึ่ง กนง.ยังได้ประเมินว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปีนี้ น่าจะไม่ต่ำกว่า 10.5 ล้านคน ส่วนในปี 66 ขึ้นไปอยู่ที่ 22 ล้านคน และในปี 67 ที่ 31.5 ล้านคน ในขณะที่การบริโภคภาคเอกชนนั้น เริ่มเห็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ที่ปรับดีขึ้น จำนวนผู้ว่างงานในช่วงไตรมาส 3/65 และจำนวนชั่วโมงการทำงานในภาพรวมดีขึ้น ผู้ที่ไม่ได้ทำงานในช่วงก่อนหน้านี้ ได้เริ่มทยอยกลับเข้าทำงานโดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจ “การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนนี้ จะมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกได้…GDP อาจจะกลับมาเท่ากับช่วงก่อนโควิดได้ในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า”ทั้งนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีอยู่ คือ เศรษฐกิจโลกที่อาจจะชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ รวมทั้งความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีน ที่อาจมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย ในขณะที่ยังมีปัจจัยหนุนสำคัญ คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าที่คาดไว้ และจีนมีการผ่อนคลายมาตรการเดินทางระหว่างประเทศได้เร็วกว่าคาด ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในภาพรวมของปี 2565 ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และแนวโน้มเงินเฟ้อยังเป็นไปตามที่คาด โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ทยอยปรับขึ้นตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในส่วนของ MRR ยังต่ำกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในส่วนของ MLR ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือลูกค้าในกลุ่มเปราะบางของธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี จะเห็นได้จาก NPL ในระบบธนาคารพาณิชย์ ช่วงไตรมาส 3 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการลดลงทั้ง NPL ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 500 ล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจที่ขนาดไม่ถึง 500 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจ SMEs และครัวเรือนในกลุ่มเปราะบาง
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
SAWAD ออกหุ้นกู้ 3 ชุดดอกเบี้ย 3.30%-4.50% คาดเปิดขาย 13-17 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์บมจ. ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) เสนอขายหุ้นกู้มีประกันของบริษัท ครั้งที่ 1/2566 จำนวน 3 ชุด โดยหุ้นกู้ชุดที่ 1 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2567 หุ้นกู้มีอายุ 1 ปี 6 เดือน 21 วัน และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.30-3.50 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ หุ้นกู้ชุดที่ 2 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2569 หุ้นกู้มีอายุ 3 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.00-4.25 ต่อปี โดยชำระดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ และชุดที่ 3 ครบกาหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2570 หุ้นกู้มีอายุ 4 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ …
Read more »
TPIPP ออกหุ้นกู้ 6 พันลบ.2 ชุด ดอกเบี้ย 4.15-4.60% ขาย 11-17 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์บมจ. ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) เสนอขายหุ้นกู้บริษัท ครั้งที่ 1/2566 จำนวน 2 ชุด รวมมูลค่าที่เสนอขายทั้งสิ้นไม่เกิน 6,000 ล้านบาท ได้แก่ หุ้นกู้ชุดที่ 1 จำนวนเสนอขายไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2569 มีอายุ 3 ปี 6 เดือน และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.15 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ และชำระดอกเบี้ยงวดสุดท้ายในวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ หุ้นกู้ชุดที่ 2 จำนวนเสนอขายไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2571 มีอายุ 5 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.60 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ และชำระดอกเบี้ยงวดสุดท้ายในวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ โดยเสนอขายในกรณีทั่วไปต่อผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ …
Read more »
BWG ออกหุ้นกู้อายุ 2 ปี 9 เดือน ดอกเบี้ย 5.80% ขายสถาบัน-รายใหญ่ 20-24 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์บมจ.เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) เสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ครั้งที่ 1/2566 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2568 ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกาหนดไถ่ถอน อายุ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 5.80 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ มูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีหุ้นกู้สำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 800 ล้านบาท โดยเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ วันที่ 20 และ 23-24 มกราคม พ.ศ. 2566 อันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกหุ้นกู้ “BBB-” แนวโน้ม “Stable” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ได้แก่ บล.ดาโอ …
Read more »
แมกโนเลียฯ ออกหุ้นกู้ 2 ชุดดอกเบี้ย 6.75%-7.10% ขายสถาบัน-รายใหญ่ 20-24 ม.ค.66 : อินโฟเควสท์บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เสนอขายหุ้นกู้มีประกันของบริษัท ครั้งที่ 1/2566 จำนวน 2 ชุด มูลค่ารวมไม่เกิน 7,000 ล้านบาท และหุ้นกู้สำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมอีก 1,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 8,000 ล้านบาท หุ้นกู้ชุดที่ 1 ครบกาหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2568 มีอายุ 1 ปี 11 เดือน 30 วัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 6.75 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ จำนวนเสนอขายไม่เกิน 7,000 ล้านบาท หุ้นกู้ชุดที่ 2 ครบกำหนดไถ่ถอนปี พ.ศ. 2569 มีอายุ 2 ปี 11 เดือน 29 วัน …
Read more »
ส่องเศรษฐกิจไทยปี 66 ยังฟื้นไม่ทั่วถึง หลายปัจจัยเสี่ยงส่อลากยาว : อินโฟเควสท์นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 66 ไว้ที่ 3.2% เนื่องจากแนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 66 จะกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยูโรโซนมีแนวโน้มที่จะไม่เติบโต เป็นผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในยุโรปด้วย ขณะที่แนวโน้มที่จีนจะเปิดประเทศในช่วงไตรมาส 2/66 มีมากขึ้น แต่ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ในจีนหลังจากนี้ ทั้งจำนวนผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต และความเพียงพอของระบบสาธารณสุข เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่จีนจะเผชิญการแพร่ระบาดระลอกใหม่ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อเนื่องมายังกิจกรรมทางเศรษฐกิจจีน ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อสถานการณ์การเปิดประเทศของจีนดังกล่าว โดยยังคงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 22 ล้านคน ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 1/66 ไปแตะระดับ 5% หรืออาจสูงกว่านั้น ก่อนที่จะมีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงตลอดทั้งปี 66 ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในการประชุมอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ซึ่งย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในจังหวะขาขึ้นเช่นเดียวกัน ด้านแนวโน้มเงินบาทในช่วงไตรมาสแรกของปี มีโอกาสแข็งค่าขึ้น หากเฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากตลาดรับรู้ความเป็นไปได้ดังกล่าวแล้ว สำหรับภาคการเงิน ภาพแนวโน้มสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยปี 66 …
Read more »
โซลาร์รูฟทางออกยุคค่าไฟแพง CHOW วางเป้าปี 66 ดันยอดพุ่งเป็น 150 MW : อินโฟเควสท์นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน (CFO) บมจ.เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ (CHOW) กล่าวว่า ธุรกิจพลังงานในปี 66 มีทิศทางเติบโตอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องจากปี 65 จากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ภาคเอกชนรายใหญ่ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และให้ความร่วมมือแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ โดยตั้งเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการส่งออก และภาครัฐให้การสนับสนุนทั้งมาตรการด้านภาษีในกลุ่มภาคธุรกิจ และโครงการการรับซื้อไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Feed-in Tariff: FiT) อัตรารับซื้ออยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี ในภาคประชาชน ที่นอกจากจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นแหล่งรายได้ทางเลือกของครัวเรือนอีกทางหนึ่ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งให้ Solar Rooftop เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญในปี 66 โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายจะมีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาเพิ่มเป็น 150 เมกะวัตต์ จาก 80 เมกะวัตต์ในปี 65 “CHOW มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการต่อยอดธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ทั้งการลงทุนในรูปแบบ Private PPAและการให้บริการติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(EPC)ให้แก่ลูกค้ารายใหญ่และกลุ่มลูกค้า SME ที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายประเภทอุตสาหกรรม …
Read more »
