เลือกตั้ง 69: “แจก” วันนี้ “จ่าย” วันหน้า ใครคือผู้แบกรับภาระ?

การเมือง News

เลือกตั้ง 69: “แจก” วันนี้ “จ่าย” วันหน้า ใครคือผู้แบกรับภาระ?
เลือกตั้งประชานิยมเศรษฐกิจ

เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือน ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ท่ามกลางนโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองต่างๆ งัดออกมาดึงดูดใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ตามมา? TDRI ชี้ว่า ฐานะการคลังไทยกำลังเข้าสู่วิกฤต และชนชั้นกลางอาจต้องแบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น

เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือน ก่อนที่จะถึงวัน เลือกตั้ง ครั้งสำคัญ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางสมรภูมิ การเมือง ที่พรรคต่างๆ ยังคงนำเสนอ “เมนู ประชานิยม ” มาดึงดูดใจผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ชาวไทยชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการล้าง หนี้ ของผู้สูงอายุ การพัก หนี้ ของเกษตรกร หรือแม้กระทั่งการยกเลิกเครดิตบูโร แต่ในขณะที่พรรค การเมือง ต่างๆ กำลังแข่งขันกันในการ “ให้” สิ่งที่เป็นคำถามสำคัญที่ผู้ทำงานและ ชนชั้นกลาง ต้องร่วมกันพิจารณาคือ “เราจะหาเงินมาจากไหน?” และ “ใครจะเป็นผู้จ่ายบิลใบนี้?” ข้อมูลจากเวทีเสวนา “เขาแจก แต่เราจ่าย...

ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม” ซึ่งจัดขึ้นโดย TDRI หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้สะท้อนให้เห็นว่าสถานะทางการคลังของประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่วิกฤตการณ์ หากเราพิจารณาข้อมูลที่ TDRI เคยวิเคราะห์ต้นทุนของนโยบายของ 3 พรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งปี 2566 จะพบกับตัวเลขที่น่าตกใจ พรรคเพื่อไทยมีวงเงินรวมสูงถึง 1.77 ล้านล้านบาท ซึ่งเน้นไปที่ Digital Wallet และการจัดการน้ำ ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่สูงมาก และในปี 2569 นี้ TDRI กำลังรอการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ที่แต่ละพรรคจะต้องนำเสนอต่อ กกต. ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีการ “เกทับ” กันอย่างเข้มข้นกว่าเดิม ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงถึง 65% และหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลกเริ่มให้ความสนใจประเทศไทยด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ มุมมองจาก 3 เสาหลักของภาคเอกชน (กกร.) ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นโยบาย “แจก” ที่ดูเหมือนจะหรูหรา กลับกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ภาคธุรกิจและผู้ทำงานต้องเป็นผู้รับภาระโดยทันที อย่างเช่น ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้เน้นย้ำว่า ภาคธุรกิจไม่ได้คัดค้านการอัดฉีดเงิน แต่มีความกังวลว่าเงินเหล่านั้นจะ “หายไป” โดยไม่ก่อให้เกิดวงจรเศรษฐกิจ “เราต้องการประชานิยมที่สร้างงาน สร้างรายได้ ไม่ใช่แค่การใช้จ่ายแล้วจบไป ตอนนี้เราคิดแต่จะใช้เงิน แต่ไม่คิดถึงวิธีการหาเงิน” ในขณะที่ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เตือนถึงการหาเสียงโดยใช้นโยบายที่ “พูดเพื่อความสนุก” เช่น การขึ้นค่าแรงอย่างฉับพลัน ซึ่งผู้ที่ต้องรับภาระที่แท้จริงคือภาคธุรกิจ “การแจกเงินต้องมีศิลปะ การแจกแล้วก่อให้เกิดโทษในระยะยาวต้องไม่เกิดขึ้น เราต้องนำเงินไปปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มเติมนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ประชานิยมที่เป็นเพียงสิ่งล่อใจที่ทำลายความสามารถในการแข่งขัน” ทางด้าน ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมว่า นโยบายการแจกเงินอาจมีลักษณะคล้ายกับ “สารเสพติด หรือ สเตียรอยด์” ที่เป็นภัยต่อกลุ่มคนที่เปราะบาง “มันไม่ได้ช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากหลุมดำทางการเงินได้อย่างแท้จริง หากไม่ได้นำไปสู่การปรับปรุงพฤติกรรมการเงิน และในที่สุดภาระหนี้สินเหล่านี้จะย้อนกลับมาทำลายระบบธนาคารและเครดิตของประเทศ” ข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดจาก TDRI คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า ทุกโครงการลงทุนของรัฐมักจะมี “เงินทอน” สูงถึง 20-30% เกิดขึ้นพร้อมกับกรณีการหลอกลวง (สแกมเมอร์) กว่า 320,000 กรณี ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล หลายหมื่นล้านบาท แต่สามารถติดตามคืนได้เพียง 1% ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังสูญเสียโอกาสในตลาดโลก เนื่องจากทักษะแรงงานไทยต่ำลง จนไม่เป็นตัวเลือกสำหรับนักลงทุน (หลักสูตรการศึกษาไทยไม่ได้มีการปรับปรุงมาเป็นระยะเวลา 18 ปี นับตั้งแต่มีการเปิดตัว iPhone รุ่นแรก) ในขณะเดียวกัน ชนชั้นกลางที่อยู่ในระบบภาษีกลับมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะต้อง “แบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น” ในอนาคต (เช่น การเพิ่ม VAT) เพื่อนำมาชดเชยรายจ่ายที่รัฐนำไปแจกโดยไม่ก่อให้เกิดรายได้ ศ.ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชี้ให้เห็นว่า ท้ายที่สุด ชนชั้นกลางอาจกลายเป็นผู้แบกรับภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อรัฐประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง 4-5% และรายได้จากภาษีเริ่มลดลง ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ ปัจจุบัน รัฐต้องจัดสรรเงินภาษีสูงถึง 11% ของรายได้ทั้งหมด เพื่อนำไปจ่าย “ดอกเบี้ย” เท่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของประเทศ บิลค่าใช้จ่ายในอนาคต: เมื่อเงินในคลังร่อยหรอ แต่ยังต้องจ่ายสวัสดิการผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และต้องอุ้มนโยบายประชานิยมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ในท้ายที่สุด รัฐอาจมีความจำเป็นต้องเพิ่มการเก็บภาษี กองทุนประกันสังคม: มีการคาดการณ์ว่า หากไม่รีบดำเนินการปฏิรูป เงินบำนาญชราภาพอาจ “ล่มสลาย” ภายในระยะเวลา 20 ปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่อยู่ในวัยทำงานในปัจจุบัน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ได้เสนอแนะว่า เพื่อที่จะฟื้นคืนเสน่ห์ของประเทศไทย รัฐบาลในปี 2569 จะต้องดำเนินการภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนี้ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง: ใช้ “ข้อตกลงคุณธรรม” ในโครงการของรัฐ ลดการจ่ายเงินทอน 20-30% และควบคุมการซื้อขายคริปโต/แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ปล่อยให้เกิดการหลอกลวง (สแกมเมอร์) แก้ไขปัญหาปากท้องที่ต้นตอ: ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับสมรรถนะ (Education 18 ปีต้องจบ) และลดจำนวนใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่ไม่จำเป็นลง 70% ต่อสู้ในสมรภูมิการค้าโลก: เร่งรัดการสรุปข้อตกลง FTA กับทางยุโรป และใช้มาตรฐานสินค้าขั้นสูงเพื่อป้องกันสินค้าจีนคุณภาพต่ำทะลักเข้าประเทศ ปฏิรูปสวัสดิการผู้สูงอายุ: ปรับอายุการรับบำนาญเป็น 60 ปี และปรับปรุงระบบประกันสังคมก่อนที่จะล่มสลายภายใน 20 ปีข้างหน้า รักษาวินัยทางการคลัง: ยกเลิกการใช้งบประมาณ “ล้างท่อ” และยึดกรอบการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการถูกลดอันดับเครดิต ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยที่ทุกคนต้องจ่ายในการกู้ยืมเงินมีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ หากจะสรุปได้ว่า การแจกเงินในวันนี้ คือภาระของเราในวันพรุ่งนี้ นโยบาย “ล้างหนี้” หรือ “ยกเลิกเครดิตบูโร” อาจฟังดูดี แต่ถ้าแลกมาด้วยความล่มสลายทางการคลัง ผู้ที่ต้องจ่ายบิลเป็นคนสุดท้ายก็คือ “ชนชั้นกลาง” ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงระบบภาษีได้ แล้วเรายังจะเลือกอยู่หรือไม่

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

Thairath_News /  🏆 8. in TH

เลือกตั้ง ประชานิยม เศรษฐกิจ หนี้ ชนชั้นกลาง

 

United States Latest News, United States Headlines

Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.

นักอ่าน 'เจนซี' แรงหนุนวงการหนังสือไทย มองโอกาสโตปีม้าไฟนักอ่าน 'เจนซี' แรงหนุนวงการหนังสือไทย มองโอกาสโตปีม้าไฟเมื่อไม่ใช่ปัจจัย 4 คนวงการหนังสือเองก็ยอมรับว่ามีร้อน ๆ หนาว ๆ กับปี 69 ที่ว่ากันว่าเป็นปีม้าไฟ เผาจริง เศ...
Read more »

บรรยากาศเลือกตั้ง 69 หลายพรรคลุยหาเสียงคึกคักบรรยากาศเลือกตั้ง 69 หลายพรรคลุยหาเสียงคึกคักบรรยากาศก่อนถึงการเลือกตั้ง 69 หลายพรรคการเมืองลงสนามลุยหาเสียงคึกคัก พรรคประชาชน เปิดตัวนักวิชาการ พร้อมนั...
Read more »

เอกชนเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คลังคาด “จีดีพี” ปี 69 โตแค่ 2%เอกชนเสนอปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ คลังคาด “จีดีพี” ปี 69 โตแค่ 2%คลังกางแผนปฏิรูปภาษีเพิ่มรายได้รัฐ ลุ้นเศรษฐกิจปี 69 ขยายตัว 2% สวนทางเอกชนประเมินโตต่ำสุด 1.6% จากพิษเศรษฐกิจโลกผันผวนและปัญหาโครงสร้างภายในที่สะสมมานานจนกลายเป็นพายุลูกใหญ่
Read more »

ครม. ปี 69 นัดแรก: พิจารณามาตรการข้าว, โครงการทางหลวง, สินเชื่อ SME และ CCSครม. ปี 69 นัดแรก: พิจารณามาตรการข้าว, โครงการทางหลวง, สินเชื่อ SME และ CCSการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกของปี 69 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน พิจารณาโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก, โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ, ปรับปรุงหลักเกณฑ์สินเชื่อ SME Green Productivity, มาตรการ CCS และรายงานอื่นๆ
Read more »

กรมรางสรุปยอดเดินทางระบบรางปีใหม่พุ่ง 13.4 ล้านเที่ยวกรมรางสรุปยอดเดินทางระบบรางปีใหม่พุ่ง 13.4 ล้านเที่ยวกรมรางสรุปยอด 11 วันปีใหม่ 69 ประชาชนใช้ระบบรางกว่า 13.49 ล้านเที่ยว สะท้อนความเชื่อมั่น Smart Mobility รถไฟฟ้าครองแชมป์การเดินทางในเมืองกว่า 92%
Read more »

ครม. ไม่เห็นชอบโครงการดูดซับข้าว 3 ล้านตัน ชะลอโครงการใหม่ครม. ไม่เห็นชอบโครงการดูดซับข้าว 3 ล้านตัน ชะลอโครงการใหม่ครม. มีมติไม่เห็นชอบโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี 2568/69 และอนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอื่นๆ
Read more »



Render Time: 2026-04-29 12:17:33