เปิด 9 มาตรการ “เอกนิติ” ฝ่าวิกฤต กระตุ้นเศรษฐกิจไทย

United States News News

เปิด 9 มาตรการ “เอกนิติ” ฝ่าวิกฤต กระตุ้นเศรษฐกิจไทย
United States Latest News,United States Headlines
  • 📰 EJanNews
  • ⏱ Reading Time:
  • 520 sec. here
  • 10 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 211%
  • Publisher: 51%

ข่าวอีจัน เกาะติดกระแส อาชญากรรม ทันทุกเหตุการณ์ ทุกเรื่องเด่น ประเด็นร้อน อัพเดทข่าวสด รู้ข่าวสารก่อนใคร

เนื่องจากโอกาส “เพจอีจัน” ฉลองครบรอบ 9 ปี ขึ้นปีที่ 10 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 “ทีมข่าวเศรษฐกิจอีจัน” ได้เรียนเชิญ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน WIN BIG TOGETHER “พลังแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่เราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หัวข้อ “อนาคตประเทศไทย 2569 : ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ” ณ หอประชุม NT Auditorium อาคาร 9 ชั้น 2 สำนักงานแจ้งวัฒนะบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉายภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้ และในอนาคต ปี2569 จะเกิดอะไรขึ้นกับคนไทยกว่า 60 ล้านคน ภายใต้การบริหารงานรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกุล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.

มหาดไทย ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจกที่เกิดขึ้นหลายๆ ด้านพร้อมกัน เช่น การถูกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 19% จากนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ​ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน จนถึงความไม่สงบในแถบทะเลจีนใต้ และกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา และล่าสุด อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ25 ปี ของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และอีก 8 จังหวัดในภาคใต้ ได้สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตคนจำนวนมากประเด็นนี้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เล่าให้ฟัง “ตอนที่ตอบรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มีความตั้งใจที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการรออกแบบนโยบายมีจุดมุ่งหมาย “WIN BIG TOGETHER” เหมือนชื่อหัวข้อในวันนี้ และ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เหมือนกัน ซึ่งคล้ายกับแนวนโยบายของรัฐบาล “Quick Big Win” ภายใต้ข้อจำกัดในการทำงาน 4 เดือน หรือ 4 บวก 4 คือทำงานในตำแหน่งรัฐบาลที่มอำนาจเต็มในการบริหาร 4 เดือน และยุบสภา เป็นรัฐบาลรักษาการอีก 4 เดือน” นายนายเอกนิติ กล่าวและกล่าวว่า นโยบายจะต้อง Big คือ “ใหญ่พอ” และ Quick คือ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ถือเป็นหัวข้อที่ ท่านนายกฯ​ อนุทิน ชาญวีรกูล มอบนโยบายให้ผมเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ในธีมที่ใช้กรอบการออกแบบนโยบายคือ “Quick Big Win” ซึ่งมีกรอบการทำงาน 3 ส่วน คือ กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยการทำให้การเติบโตและการกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายตัวออกไปถึงคนไทยทุกคน หลักคิดที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับคนระดับล่างเป็นอันดับแรก นายเอกนิติ กล่าวว่า ตลอดการทำงานในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลมีมาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกสัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว ทั้งทางด้านการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานราก ดังนั้น ทุกนโยบายที่ออกมาทุกสัปดาห์ ผมขอยืนยันว่า “ไม่มีการกู้เงินใหม่ แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการด้วยการใช้เงินงบประมาณเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อแสดงให้ถึงการรักษาวินัยการเงินการคลัง และการใช้ให้ตรงกับเป้าหมาย ตรงกลุ่ม และตรงใจประชน มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ในที่วันที่ 30 กันยายน กระทรวงการคลังเสนอนโยบายเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนทันที คือ มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 จำนวน 13.4 ล้านราย วงเงินรวม 22,780 ล้านบาท โดยรัฐบาลได้นำเงินเหลือ จากการใช้จ่ายของปีงบประมาณ2568 มาเติมเงินให้กับผู้ที่รายได้น้อยและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อช่วยค่าครองชีพ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันที คนละ 850 บาท จำนวน 2 เดือน รวมเป็นเงิน 1,700 บาท เพื่อให้ประชาชนนำเงินดังกล่าวไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต นอกจากนี้ ครม.ยังได้คืนหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ 35,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้เหลือของปีงบประมาณ2568 ที่ใช้ไม่หมด เช่น หนี้จากโครงการจำนำสินค้าเกษตร เพื่อแสดงถึงวินัยทางการคลังต่อสายตานักลงทุนต่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 3 แห่ง ได้เตือน และปรับภาพ Outlook ของไทยจาก Stable เป็น Negative ซึ่งภายหลังจากการแสดงวินัยนี้ S&P ได้ประกาศคงเสถียรภาพของ Outlook ไทยไว้ “รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนระดับล่างเป็นอันดับแรก โดยวันแรกที่เข้าได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายปี 2568 ที่เหลือเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งถือเป็นวันสิ้นปีงบประมาณพอดี” มาตรการคนละครึ่งพลัส โดยคำว่า “พลัส”มีแนวคิดสำคัญคือ “ให้เบ็ด ไม่ใช่ให้ปลา” ซึ่งการให้เบ็ดคือสิ่งที่ตั้งใจจะทำคือ สร้างเครื่องมือให้พวกเขาสามารถเติบโตได้เอง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของทีมเศรษฐกิจ และการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยปัจจุบัน ณ วันที่ 27 พ.ย.2568 มีร้านค้าร่วมโครงการมากกว่า 982,524 ร้านค้า ขณะที่จำนวนประชาชนผู้ใช้สิทธิครบถ้วนอยู่ที่ 2,184,596 ราย จากจำวนทั้งหมด 20 ล้านคน ขณะที่ ยอดการใช้จ่ายในโครงการล่าสุด มีจำนวนทั้งสิ้น 59,321.6 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายในร้านค้าปกติ 57,515.3 ล้านบาท และการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery อีก 1,806.3 ล้านบาท เร่งรัดงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ภายใต้วงเงินรวมกว่า 1.56 ล้านล้านบาท โดยงบลงทุนดังกล่าว รัฐบาลมั่นใจว่า จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 ขยายตัวได้ประมาณ 0.3% สำหรับรายละเอียดของงบลงทุนรัฐวิสาหกิจที่ ครม.เห็นชอบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้ง 51 แห่ง ประกอบด้วย วงเงินดำเนินการการลงทุนจำนวน 1,560,095 ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายจำนวน 441,616 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อความคล่องตัวในการบริการจัดการและให้รัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการได้ทันทีภายในปีงบประมาณ 2569 ครม. เห็นชอบให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรับวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2569 ให้สอดคล้องกับผลการจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ 2569 โดยการเร่งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัดให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งแต่ละภาคส่วนมีงบประมาณอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่งบประมาณใหม่ โดยภาคมีงบเกี่ยวกับการอมรมสัมมนาประมาณ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 3,000 ล้านบาท ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคมปีหน้า แทนที่จะอบรมสัมมนาในเดือนเม.ย.2569 เป็นต้นไปการลดภาระหนี้สินของประชาชน ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินโครงการซื้อหนี้รายย่อยเพื่อช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนผ่านผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์ หรือการตั้ง Asset Management Company ภายใต้โครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” เพื่อรับซื้อหนี้ของลูกหนี้ ที่มีหนี้วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ ไม่ใช่เพียงการจัดการตัวเลขในระบบการเงินเท่านั้น แต่คือ การช่วยคนกว่า 2.36 ล้านบัญชี และอีกหายชีวิตที่กำลังล้มใหสามารถลุกขึ้นได้ เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญ ภาระหนักเพียงลำพัง สำหรับกลไกในการดำเนินการ และช่วยเหลือลูกหนี้นั้น ได้รับเงินสนับสนุนจากการปรับลดการนำเงินส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF ของธนาคารพาณิชย์จาก 0.46 % เหลือ 0.23% ของยอกเงินฝาก และนำเงินส่วนหนึ่ง จากเงินที่เหลือของโครงการมาร่วมกันจัดตั้ง AMC โดยในส่วนของหนี้เสียที่มาจากธนาคารพาณิชย์ และบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ นั้นจะขาย และโอนหนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ขณะที่การโอนลูกหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ จะโอนหรือขายหนี้ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด โดยในส่วนนี้ให้ธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการและให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงให้ร้านค้าในแอปถุงเงินสามารถขายของได้ในระยะยาว ไม่ต้องรอโครงการคนละครึ่ง และไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ ซึ่งจะทำให้ร้านค้ามีอาชีพ ถาวรและสามารถขายของได้มากขึ้นการลงทุนในอนาคต รัฐบาลมุ่งเน้นการลงทุนในภาคดิจิทัล พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการใช้เครื่องมือใหม่อย่าง BOI FasPass และ Fast Track เพื่อเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของบีโอไอในการเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจำนวน 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.โครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566–2567 แต่ยังติดปัญหาไม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ 65 โครงการ มูลค่าลงทุน 271,738 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาบีโอไอได้เร่งประสานงานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะรายให้กับนักลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีโครงการบางส่วนสามารถเริ่มลงทุนจริงหรือมีแผนเริ่มลงทุนที่ชัดเจนแล้ว 40 โครงการ มูลค่า 148,543 ล้านบาท โดยยังเหลือโครงการที่ติดปัญหา/อุปสรรคสำคัญต่างๆ เช่น ด้านระบบส่งไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ด้านการจัดหาพื้นที่ และใบอนุมัติ/อนุญาตต่างๆ จำนวน 25 โครงการ มูลค่า 123,195 ล้านบาท และ 2.โครงการขนาดใหญ่ที่เพิ่งได้รับอนุมัติในปี 2568 ที่ประสบปัญหาคล้ายกันและจะนำมาแก้ไขในคราวเดียว กันอีก 15 โครงการ มูลค่า 216,742 ล้านบาท โดยบีโอไอจะติดตามและเร่งรัดให้โครงการทั้งหมดเดินหน้าได้ เพื่อช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนจริงและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงผลักดันการเติบโตต่อเนื่องในปี 2569การพัฒนาศักยภาพของแรงงานและการ Upskill และ Reskill ด้วยการพัฒนาแรงงานและผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงดิจิทัลจำนวนกว่า 400,000 ราย ที่เป็นสมาชิกของร้านค้าถุงเงิน ในแอปเป๋าตัง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และยังช่วยให้คนไทยสามารถสร้างรายได้ด้วยตน เองในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยการช่วยเพิ่มยอดขายของให้ปังๆ ทางออนไลน์ โดยรัฐบาลร่วมมือกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ออนไลน์ พร้อมร่วมมือกับธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และจับมือกับกรมธุรกิจการค้าเพื่ออมรมร้านค้าให้สามารถขายอาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ พร้อมเติมเงินจูงใจในการเรียน 20% สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้านค้า ล่าสุดมีร่านค้าที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 60,000 ร้านค้าหลังเปิดให้เรียนไม่ถึงสัปดาห์ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครการคนละครึ่งพลัส รายได้เพิ่มขึ้น 300-400 เท่า วินจักรยานยนต์รายได้เพิ่มขึ้นมาตรการค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน สำหรับรถไฟฟ้าสีแดง ช่วงบางซื่อ – รังสิต และ บางซื่อ – ตลิ่งชัน และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – คลองบางไผ่ เป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบายลดค่าครองชีพด้านคมนาคมภายใต้รัฐบาลนี้ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยมาตรการนี้ จะดำเนินการเป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการอัตราค่าโดยสารสูงสุด 20 บาท ตลอดสายสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ทั้งนี้ อัตราค่าโดยสารที่กำหนดจะมีการเก็บไม่เกิน 40 บาทสำหรับประชาชนทั่วไป เป็นราคาเหมาทั้งวัน แต่หากขึ้นในระยะทางที่ไม่ถึงราคาค่าโดยสาร 40 บาทจะเสียตามระยะทางจริง ส่วนกลุ่มนักเรียน นักศึกษา เสียค่าโดยสารไม่เกิน 30 บาทต่อวัน กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเด็กที่มีส่วนสูงเกิน 90 ซม. แต่ไม่เกิน 120 ซม. เสียค่าโดยสาร 50% จากค่าโดยสารตามอัตราปกติ/เที่ยว กลุ่มผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ใช้เงินจากวงเงินที่ได้รับการจัดสรร 750 บาทต่อเดือน ขณะที่และเด็กที่ส่วนสูงไม่เกิน 90 ซม.ได้รับสิทธิ์ในการใช้บริการฟรี โดยกำหนดประเภทบัตรโดยสารเพื่อรองรับมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน คือ บัตร EMV Contactless Card“เตรียมทำอีก 1 โครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีคือ การเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเพิ่มสภาพคล่องให้กับ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 3 ล้านราย ด้วยการเชื่อมโยงธุรกรรมผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น PromptBiz ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น และในสัปดาห์ถัดไป กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการส่งเสริมการออม ผ่านการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง หรือ L6 จะได้รับเงินคืนจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีที่ซื้อสลากฯ แล้ว ไม่ถูกรางวัล ทางสำนักงานสลากฯ จะนำเงินส่วนหนึ่งไปสะสมเป็นเงินออม หรือ Cash Back โดยสำนักงานสลากฯ จะออมเงินจากกรณีดังกล่าวจนถึงอายุ 55 ปี หลังจากนั้น จะได้เงินคืนสะสมให้แก่ผู้ที่ซื้อสลากฯ รายนั้นๆ ส่วนผู้ซื้อที่มีอายุ 56 ปี ขึ้นไป จะสามารถต้องสะสมเงินออมเป็นระยะเวลา 5 ปี ถึงจะได้รับเงินคืน “รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในทุกๆ มาตรการการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างโอกาสใหม่ให้กับทุกคนในสังคม” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าว พร้อมทั้งยืนยันว่า “แนวทางนี้ จะไม่เป็นเพียงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังจะเป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตเศรษฐกิจไทย การฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้จะเน้นการลงทุนในภาคส่วนที่มีอนาคตและสร้างงานใหม่ให้กับประชาชนไทย พร้อมกับการยกระดับศักยภาพของประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กให้มีความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจระดับโลกอีกด้วย” ดร.เอกนิติ กล่าว

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

EJanNews /  🏆 46. in TH

 

United States Latest News, United States Headlines



Render Time: 2026-04-02 01:26:33