เงินบาทแข็งแตะ 32.69 บ./ดอลลาร์!
วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ตามทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ที่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ดังจะเห็นได้จาก แรงขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ทั้งหุ้นและพันธบัตรรัฐบาล คล้ายกับช่วงตลาดกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังเผชิญการประกาศภาษีนำเข้าตอบโต้ ในช่วงก่อนหน้า โดยการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับบรรดาบอนด์ยีลด์ 10 ปี ของประเทศเศรษฐกิจหลัก กลับไม่ได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา นอกจากนี้ เงินบาทยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการทยอยปรับตัวขึ้นบ้างของราคาทองคำ โดยผู้เล่นในตลาดต่างยังคงต้องการถือทองคำอยู่ในช่วงนี้ ท่ามกลางความกังวลต่อประเด็นเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน การปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด อาทิ การปรับลดสถานะ Long USDTHB หลังเงินบาทแข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 32.
75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ก็มีส่วนหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเช่นกัน บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยภาพดังกล่าวได้หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.60% กดดันให้บรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ที่อ่อนไหวต่อการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ ต่างปรับตัวลงแรง อาทิ Tesla -2.7%, Apple -2.3% ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด ดิ่งลง -1.61% ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ย่อตัวลง -0.04% กดดันโดยแรงขายหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ LVMH -2.2%, Hermes -2.1% หลังทาง Chanel ได้รายงานยอดขายลดลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมบ้าง อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ฝั่งยุโรป รวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหาร ในส่วนตลาดบอนด์ ความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นสู่โซน 4.60% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างก็รอจับตาท่าทีของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ว่าจะสามารถผลักดันร่าง “Fiscal Bill” ได้สำเร็จหรือไม่ และมีรายละเอียดอย่างไร ทำให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจแกว่งตัว Sideways ไปก่อนได้ โดย เราคงคำแนะนำเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในระดับปัจจุบันถือว่ามีความน่าสนใจอยู่ แม้ว่าในระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจากประเด็นงบประมาณและเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเราคงแนะนำว่า ควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อสะสมบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเฉพาะในช่วงโซนสูงกว่า 4.50% ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้จะมีจังหวะรีบาวด์ขึ้นบ้าง แต่เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งภาพดังกล่าวก็สะท้อนจากการเคลื่อนไหวสวนทางกันชัดเจนของส่วนต่างบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กับบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก กับเงินดอลลาร์ หรือแม้กระทั่ง เงินเยนญี่ปุ่น ที่ทยอยแข็งค่าขึ้น แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้นพอสมควรก็ตาม โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 99.6 จุด ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ จะพอได้แรงหนุนจากทั้งภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็เผชิญแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทำให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวขึ้น แต่ยังคงติดโซนแนวต้านแถวระดับ 3,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนพฤษภาคม ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจสะท้อนผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยรายงานดังกล่าวจะเริ่มจากฝั่งยูโรโซน ในช่วงราว 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ต่อด้วยรายงานดัชนี PMI จากฝั่งอังกฤษในช่วง 15.30 น. และรายงานดัชนี PMI ของสหรัฐฯ ในช่วง 20.45 น. นอกจากนี้ ในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน รวมถึง ข้อมูลตลาดบ้าน เป็นต้น ส่วนในฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันศุกร์ 23 พฤษภาคม นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 65% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น ผู้เล่นในตลาดจะติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ความคืบหน้าของการร่าง “Fiscal Bill” ของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนฯ พรรครีพับลิกัน การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายอมรับว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงที่อาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนการแข็งค่าสุดของปี 2025 นี้ ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในจังหวะที่ผู้เล่นในตลาดต่างมีความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ กดดันให้ผู้เล่นในตลาดต่างเลือกที่จะขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ออกมา ส่งผลให้เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ความกังวลดังกล่าวก็ยิ่งหนุนความต้องการถือครองทองคำ รวมถึงเงินเยนญี่ปุ่น เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงนี้ จนกว่า ประเด็นความกังวลเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ จะทยอยคลี่คลายลง ซึ่งเรามองว่า ภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ เมื่อตลาดรับรู้ความชัดเจนของ “Fiscal Bill” ที่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนฯ ของพรรครีพับลิกัน กำลังร่างและพยายามผลักดันให้ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ อยู่ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของประเด็นดังกล่าว ก่อนวันหยุด Memorial Day 26 พฤษภาคม นี้ อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ อาจยังพอได้แรงหนุนบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะรายงานในช่วงนี้ ออกมาดีกว่าคาดและไม่ได้สะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชัดเจน ทำให้อย่างน้อยเงินดอลลาร์จะยังได้แรงหนุนจากแนวโน้มเฟดไม่เร่งรีบลดดอกเบี้ย และความกังวลต่อความเสี่ยงการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือความเสี่ยงการเกิด Stagflation ที่ทยอยลดลงบ้าง นอกจากนี้ เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญ Two-Way Volatility ขึ้นกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ โดยหากราคาทองคำพลิกกลับมาปรับตัวลดลง ก็อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้แนวโน้มราคาทองคำควรเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวะที่ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน ทั้งนี้ หากเงินบาทไม่ได้แข็งค่าหลุดโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน เราประเมินว่า อาจเริ่มผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยเพิ่มสถานะ Long USDTHB ได้ ทว่า เราจะมั่นใจมากขึ้น ว่าเงินบาทจะสามารถกลับมาทยอยอ่อนค่าลงได้ชัดเจน หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.85 บาท/ดอลลาร์
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
เงินบาทเปิดเช้านี้ 'แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย' 33.40 บาท/ดอลลาร์ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.40 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา 33.44 บาท/ดอลลาร์
Read more »
เงินบาทเปิดเช้านี้ 'ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง' 33.55 บาท/ดอลลาร์ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.55 บาท/ดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า มองกรอบสัปดาห์นี้ 33.05-33.80 บาท/ดอลลาร์
Read more »
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 'อ่อนค่าลงหนัก' 33.38 บาท/ดอลลาร์ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.38 บาท/ดอลลาร์ 'อ่อนค่าลงหนัก' จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02 บาท/ดอลลาร์ มองกรอบสัปดาห์นี้ที่ 32.95-33.75 บาท/ดอลลาร์
Read more »
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 'อ่อนค่าลงเล็กน้อย' 33.23 บาทดอลลาร์ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.23 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา 33.20 บาท/ดอลลาร์ มองผันผวนตามทิศทางราคาทองคำ
Read more »
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 'แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย' 33.19 บาท/ดอลลาร์ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 33.19 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย' จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า 33.27 บาท/ดอลลาร์ มองกรอบสัปดาห์นี้ที่ 32.95-33.65 บาท/ดอลลาร์
Read more »
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 'แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย' 32.69 บาท/ดอลลาร์ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 32.69 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา 32.73 บาท/ดอลลาร์ มองกรอบ 24 ชั่วโมง 32.55-32.85 บาท/ดอลลาร์
Read more »
