ขออ้างอิงจากกระแสที่บอกว่าเงินดิจิทัลจะใช้ เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งถ้าพูดตามทฤษฎีแล้ว ต้องบอกว่านี่คือ นวัตกรรม ที่ดีที่สุดในการจัดการเงิน
ตอนนี้กระแสเรื่องการเงิน คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” ที่เป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล และคุณเศรษฐา ทวีสิน ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เมื่อพูดถึงเงินดิจิทัล ก็มีหลากหลายความคิดเห็น ทั้งในแง่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ผมเองจะขอไม่เคราะห์ถึงแนวนโยบายการคลัง แต่จะขอเจาะลงไปเรื่องเทคโนโลยีที่จะช่วยขับเคลื่อนให้คนไทยกว่า 50 ล้านคนได้ใช้แบบไม่มีสะดุด และประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นเรามาดูว่า องค์ประกอบของ Blockchain ที่มี 3 ข้อหลัก ว่าคืออะไรบ้าง และถ้าจะมาช่วยทำให้เงินดิจิทอลมีประสบความสำเร็จจะได้หรือไม่ ข้อแรก Programable นี่คือหน้าที่หลักของ Blockchain ที่เขียนบน Smart Contract คือเขียนคำสั่งให้ระบบดำเนินการตามสัญญาอย่างไร เช่นในเงินดิจิทัล ระบุว่าจะต้องใช้กับร้านที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และภายในรัศมี 4 กม เท่านั้น ก็ถือว่าเป็นการเขียนคำสั่งได้ไม่ยากเกินไป ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านบอกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็น Blockchain ก็ทำ Programable ได้เช่นเดียวกัน ข้อสอง Security หรือความปลอดภัย โดยปกติระบบ Blockchain จะใช้วิธีการที่เรียกว่า Decentralize เพื่อให้มีการตรวจสอบจากทุกคนที่อยู่ในวงเดียวกัน หากมีใครคนนึงเข้าไปแก้ไข ทุกคนที่เหลือก็จะเห็นทันที ซึ่งการทีจะทำให้เงินดิจิทัลเป็น Decentralize ถือว่าต้องลงทุนมหาศาล และเช่นเดียวกันก็มีคำถามว่าใครจะเป็นผู้ตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ โดยในข้อนี้ผมเชื่อว่ารัฐเองน่าจะใช้ระบบ Centralize เพื่อกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาเอง ซึ่งนั่นก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการโดนแฮคข้อมูลก็เป็นได้ ทั้งนี้ถ้ารายการเดินอยู่บนระบบ mobile banking หรือ e-wallet อย่างเป๋าตัง แทน blockchain ก็เพียงแค่ใช้ระบบ banking cyber security เดิมที่แข็งแรงอยู่แล้วได้เช่นเดียวกัน ข้อสาม Transparency หรือความโปร่งใส โดยที่เมื่ออยู่บนระบบ Blockchain จะทำให้ทุกคนเห็นทุกๆธุรกรรมที่ทำเกิดขึ้น ซึ่งนั่นเองก็จะไม่มีคำว่า ‘ความส่วนตัว ’ เกิดขึ้น และยิ่งทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะใช้ เพราะกลัวคนอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายของเราได้ ซึงเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะหยุดในการทำเงินดิจิทอลบนระบบ blockchain เลยดังนั้นวิธีการที่เป็นไปได้สุดมีอยู่ 2 วิธีคือ สุดท้ายต้องมาวิเคราะห์ว่าจะเป็นกระเป๋าเงินแบบไหถึงเหมาะสมในการรองรับเงินดิจิทิอลสำหรับ 50 กว่าล้านคน โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าต้องเป็น เป๋าตัง บวกกับ โมบายแบงค์กิ้ง ของทุกธนาคาร ก็จะตัดปัญหาเรื่องการ KYC เพราะถ้ารวมจำนวนผู้ใช้ของทั้ง 2 ระบบ ก็น่าจะเกินกว่า 50 ล้านคนแน่นอน ทั้งนี้ผมเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งถ้ารัฐบาลจะออกแอปใหม่มาเพื่องานนี้ เพราะจะสร้างต้นทุนให้สูงขึ้นไปอีกใจเย็นอีกนิด…เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าได้ใช้แน่นอนครับ.
ตอนนี้กระแสเรื่องการเงิน คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” ที่เป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล และคุณเศรษฐา ทวีสิน ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เมื่อพูดถึงเงินดิจิทัล ก็มีหลากหลายความคิดเห็น ทั้งในแง่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ผมเองจะขอไม่เคราะห์ถึงแนวนโยบายการคลัง แต่จะขอเจาะลงไปเรื่องเทคโนโลยีที่จะช่วยขับเคลื่อนให้คนไทยกว่า 50 ล้านคนได้ใช้แบบไม่มีสะดุด และประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนั้นเรามาดูว่า องค์ประกอบของ Blockchain ที่มี 3 ข้อหลัก ว่าคืออะไรบ้าง และถ้าจะมาช่วยทำให้เงินดิจิทอลมีประสบความสำเร็จจะได้หรือไม่ ข้อแรก Programable นี่คือหน้าที่หลักของ Blockchain ที่เขียนบน Smart Contract คือเขียนคำสั่งให้ระบบดำเนินการตามสัญญาอย่างไร เช่นในเงินดิจิทัล ระบุว่าจะต้องใช้กับร้านที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และภายในรัศมี 4 กม เท่านั้น ก็ถือว่าเป็นการเขียนคำสั่งได้ไม่ยากเกินไป ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านบอกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็น Blockchain ก็ทำ Programable ได้เช่นเดียวกัน ข้อสอง Security หรือความปลอดภัย โดยปกติระบบ Blockchain จะใช้วิธีการที่เรียกว่า Decentralize เพื่อให้มีการตรวจสอบจากทุกคนที่อยู่ในวงเดียวกัน หากมีใครคนนึงเข้าไปแก้ไข ทุกคนที่เหลือก็จะเห็นทันที ซึ่งการทีจะทำให้เงินดิจิทัลเป็น Decentralize ถือว่าต้องลงทุนมหาศาล และเช่นเดียวกันก็มีคำถามว่าใครจะเป็นผู้ตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ โดยในข้อนี้ผมเชื่อว่ารัฐเองน่าจะใช้ระบบ Centralize เพื่อกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาเอง ซึ่งนั่นก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการโดนแฮคข้อมูลก็เป็นได้ ทั้งนี้ถ้ารายการเดินอยู่บนระบบ mobile banking หรือ e-wallet อย่างเป๋าตัง แทน blockchain ก็เพียงแค่ใช้ระบบ banking cyber security เดิมที่แข็งแรงอยู่แล้วได้เช่นเดียวกัน ข้อสาม Transparency หรือความโปร่งใส โดยที่เมื่ออยู่บนระบบ Blockchain จะทำให้ทุกคนเห็นทุกๆธุรกรรมที่ทำเกิดขึ้น ซึ่งนั่นเองก็จะไม่มีคำว่า ‘ความส่วนตัว ’ เกิดขึ้น และยิ่งทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะใช้ เพราะกลัวคนอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายของเราได้ ซึงเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่จะหยุดในการทำเงินดิจิทอลบนระบบ blockchain เลยดังนั้นวิธีการที่เป็นไปได้สุดมีอยู่ 2 วิธีคือ สุดท้ายต้องมาวิเคราะห์ว่าจะเป็นกระเป๋าเงินแบบไหถึงเหมาะสมในการรองรับเงินดิจิทิอลสำหรับ 50 กว่าล้านคน โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าต้องเป็น เป๋าตัง บวกกับ โมบายแบงค์กิ้ง ของทุกธนาคาร ก็จะตัดปัญหาเรื่องการ KYC เพราะถ้ารวมจำนวนผู้ใช้ของทั้ง 2 ระบบ ก็น่าจะเกินกว่า 50 ล้านคนแน่นอน ทั้งนี้ผมเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งถ้ารัฐบาลจะออกแอปใหม่มาเพื่องานนี้ เพราะจะสร้างต้นทุนให้สูงขึ้นไปอีกใจเย็นอีกนิด…เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าได้ใช้แน่นอนครับ