ตลาดที่อยู่อาศัย ดิ่ง! พ่นพิษ ธุรกิจห่วงโซ่ตั้งแต่รับเหมาก่อสร้างยันจัดสวน กลุ่มผู้ประกอบการรวมตัวแสดงจุดยืน ธุรกิจวิกฤติกว่าช่วงต้มยำกุ้ง บางแห่งเงินทุนสะสมเริ่มไม่พอ เริ่มประคองชีวิตลูกจ้างไม่ไหว ระบุ ถ้ารัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เพิ่มเติม อาจได้เห็นภาพปลดลดคนงาน ผลกระทบโดมิโน กำลังซื้อ...
“ปัจจุบัน บริษัทดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 32 แล้ว มีพนักงานภายในองค์กรประมาณ 470 คน ต้องยอมลดสัดส่วนกำไรเพื่อให้ได้มีปริมาณงานเข้ามาหล่อเลี้ยงองค์กร เป็นการรักษาสถานะบริษัทให้คงอยู่และให้ทุกคนในบริษัทยังมีงานทำ” “พนักงานภายในองค์กรประมาณ 215 คน เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์มีการชะลอตัวอย่างมาก จนส่งผลกระทบให้บริษัทไม่มีการเรียกสินค้าเข้าโครงการต่างๆ ไปจนถึงรายการที่ผลิตแล้วเลื่อนส่งสินค้าแบบไม่มีกำหนด” นี่คือประโยคบอกเล่าบางส่วนของกลุ่มธุรกิจ SMEs ในห่วงโซ่ซัพพลายภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ทั้งบริษัทประเภทผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ออกแบบ โรงงานวัสดุก่อสร้าง กลุ่มผู้ประกอบการด้านการตกแต่งสถานที่และการจัดสวน ซึ่งบางแห่งเผยว่า ดำเนินธุรกิจมายาวนานมากกว่า 60 ปี บางรายเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่เพิ่งเปิดกิจการมาได้ไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือต้นทุนกิจการที่กำลังแบกชีวิตพนักงานตั้งแต่หลับสิบไปจนถึงห้าร้อยชีวิต ให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ จนนำมาสู่การรวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ห้มากขึ้น อย่างเร่งด่วน ก่อนจะเกิดผลกระทบลุกลามจนนำไปสู่การปลดคนงาน ส่งผลต่อกำลังซื้อของประเทศในวงกว้าง โดยในแถลงการณ์ กลุ่ม SMEs อสังหาฯ ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทต่างๆ ล้วนได้รับผลกระทบในเรื่องของปริมาณงานที่ได้ต่อเนื่อง จากตลาดอสังหาฯ ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด บางแห่งการเงินเริ่มมีความฝืดเคือง เนื่องจากภาระเงินกู้และดอกเบี้ยธนาคารที่กู้ยืมในช่วงโควิด-19 ทำให้พนักงานภายในบริษัทขาดสภาพคล่องในการดำเนินชีวิต ส่งผลกระทบทั้งบริษัทและพนักงานทุกครัวเรือน เพราะผลกระทบต่อเนื่อง จากตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว แผนงานชะลอในทุก Developer ทำให้รายรับลดลง ใจความที่สำคัญ คือ กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ระบุว่า วิกฤติที่เผชิญอยู่ในขณะนี้รุนแรงที่สุดตั้งแต่เคยเผชิญมา และเทียบได้กับวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ถึงแม้จะมองดูผิวเผินไม่ได้รุนแรงเท่าปี 2540 นั่นเพราะว่าปี 2540 เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มองเห็นความเสียหายได้ชัดเจน แต่ในวิกฤติครั้งนี้เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเริ่มชัดเจนในช่วงโควิด-19 และในครั้งนั้นผู้ประกอบการได้ปรับตัวรอบใหญ่ไปแล้ว ทั้งการปรับโครงสร้างพนักงาน การปรับลดสวัสดิการ ลดเวลาการทำงาน การขยายฐานลูกค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม ภาระเงินกู้และดอกเบี้ยธนาคารที่กู้ยืมในช่วงโควิด-19 ยังคงส่งผลให้การเงินในปัจจุบันมีความฝืดเคือง ซึ่งหลายแห่งพยายามบริหารจัดการและรับมืออย่างเต็มกำลัง แต่หากสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดอสังหาฯ ยังไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างเร่งด่วน เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะส่งผลกระทบลุกลามไปสู่การปลดพนักงานก็เป็นได้ ซึ่งส่วนนี้จะส่งผลต่อฐานกำลังสำคัญของประเทศ เนื่องจากภาค SMEs ถือเป็นผู้จ้างงานที่คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดของประเทศไทยจึงอยากส่งเสียงถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยข้อเสนอแนะ ประกอบไปด้วย 7 ข้อเรียกร้อง ดังนี้ มาตรการซอฟต์โลนสำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สามารถนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน ให้สามารถรับมือกับสถานการลูกหนี้การค้าค้างชำระเงินนานขึ้นได้ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก รวมถึงยกเลิกมาตรการ LTV สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 และที่ 3 มาตรการดึงกำลังซื้อจากกลุ่มคนทำงานที่เป็นต่างชาติ เช่น ขยายเพดานการถือครองที่ดิน เป็น 99 ปี และขยายเพดานสัดส่วนการซื้อคอนโดมิเนียมสูงขึ้นเป็น 75%.
“ปัจจุบัน บริษัทดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 32 แล้ว มีพนักงานภายในองค์กรประมาณ 470 คน ต้องยอมลดสัดส่วนกำไรเพื่อให้ได้มีปริมาณงานเข้ามาหล่อเลี้ยงองค์กร เป็นการรักษาสถานะบริษัทให้คงอยู่และให้ทุกคนในบริษัทยังมีงานทำ” “พนักงานภายในองค์กรประมาณ 215 คน เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์มีการชะลอตัวอย่างมาก จนส่งผลกระทบให้บริษัทไม่มีการเรียกสินค้าเข้าโครงการต่างๆ ไปจนถึงรายการที่ผลิตแล้วเลื่อนส่งสินค้าแบบไม่มีกำหนด” นี่คือประโยคบอกเล่าบางส่วนของกลุ่มธุรกิจ SMEs ในห่วงโซ่ซัพพลายภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย ทั้งบริษัทประเภทผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ออกแบบ โรงงานวัสดุก่อสร้าง กลุ่มผู้ประกอบการด้านการตกแต่งสถานที่และการจัดสวน ซึ่งบางแห่งเผยว่า ดำเนินธุรกิจมายาวนานมากกว่า 60 ปี บางรายเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่เพิ่งเปิดกิจการมาได้ไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือต้นทุนกิจการที่กำลังแบกชีวิตพนักงานตั้งแต่หลับสิบไปจนถึงห้าร้อยชีวิต ให้อยู่รอดผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ จนนำมาสู่การรวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ห้มากขึ้น อย่างเร่งด่วน ก่อนจะเกิดผลกระทบลุกลามจนนำไปสู่การปลดคนงาน ส่งผลต่อกำลังซื้อของประเทศในวงกว้าง โดยในแถลงการณ์ กลุ่ม SMEs อสังหาฯ ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทต่างๆ ล้วนได้รับผลกระทบในเรื่องของปริมาณงานที่ได้ต่อเนื่อง จากตลาดอสังหาฯ ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด บางแห่งการเงินเริ่มมีความฝืดเคือง เนื่องจากภาระเงินกู้และดอกเบี้ยธนาคารที่กู้ยืมในช่วงโควิด-19 ทำให้พนักงานภายในบริษัทขาดสภาพคล่องในการดำเนินชีวิต ส่งผลกระทบทั้งบริษัทและพนักงานทุกครัวเรือน เพราะผลกระทบต่อเนื่อง จากตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว แผนงานชะลอในทุก Developer ทำให้รายรับลดลง ใจความที่สำคัญ คือ กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ระบุว่า วิกฤติที่เผชิญอยู่ในขณะนี้รุนแรงที่สุดตั้งแต่เคยเผชิญมา และเทียบได้กับวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 ถึงแม้จะมองดูผิวเผินไม่ได้รุนแรงเท่าปี 2540 นั่นเพราะว่าปี 2540 เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มองเห็นความเสียหายได้ชัดเจน แต่ในวิกฤติครั้งนี้เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเริ่มชัดเจนในช่วงโควิด-19 และในครั้งนั้นผู้ประกอบการได้ปรับตัวรอบใหญ่ไปแล้ว ทั้งการปรับโครงสร้างพนักงาน การปรับลดสวัสดิการ ลดเวลาการทำงาน การขยายฐานลูกค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม ภาระเงินกู้และดอกเบี้ยธนาคารที่กู้ยืมในช่วงโควิด-19 ยังคงส่งผลให้การเงินในปัจจุบันมีความฝืดเคือง ซึ่งหลายแห่งพยายามบริหารจัดการและรับมืออย่างเต็มกำลัง แต่หากสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดอสังหาฯ ยังไม่ได้รับการกระตุ้นอย่างเร่งด่วน เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะส่งผลกระทบลุกลามไปสู่การปลดพนักงานก็เป็นได้ ซึ่งส่วนนี้จะส่งผลต่อฐานกำลังสำคัญของประเทศ เนื่องจากภาค SMEs ถือเป็นผู้จ้างงานที่คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดของประเทศไทยจึงอยากส่งเสียงถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยข้อเสนอแนะ ประกอบไปด้วย 7 ข้อเรียกร้อง ดังนี้ มาตรการซอฟต์โลนสำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สามารถนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน ให้สามารถรับมือกับสถานการลูกหนี้การค้าค้างชำระเงินนานขึ้นได้ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก รวมถึงยกเลิกมาตรการ LTV สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังที่ 2 และที่ 3 มาตรการดึงกำลังซื้อจากกลุ่มคนทำงานที่เป็นต่างชาติ เช่น ขยายเพดานการถือครองที่ดิน เป็น 99 ปี และขยายเพดานสัดส่วนการซื้อคอนโดมิเนียมสูงขึ้นเป็น 75%
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
อุปนายก ส.อสังหาฯ หนุนรัฐไฟเขียนต่างชาติซื้อห้องชุด เชื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจอุปนายก ส.อสังหาฯ พร้อมหนุน หากรัฐบาลไฟเขียวต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยได้เพิ่มขึ้น หวังกระตุ้นการฟื้นตัวภาคอสังหาฯและเศรษฐกิจไทย
Read more »
อุปนายก ส.อสังหาฯ หนุนรัฐไฟเขียวต่างชาติซื้อห้องชุด เชื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจอุปนายก ส.อสังหาฯ พร้อมหนุน หากรัฐบาลไฟเขียวต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยได้เพิ่มขึ้น หวังกระตุ้นการฟื้นตัวภาคอสังหาฯและเศรษฐกิจไทย
Read more »
เปิดชื่อ สว.บุรีรัมย์ เข้าวิน 14 คน ใน 11 กลุ่มผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.ในระดับประเทศ จำนวน 20 กลุ่ม เลือกให้เหลือ 100 คน เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา นั้น ปรากฏว่า มีผู้สมัคร สว.บุรีรัมย์ ได้รับเลือกเป็น สว.จำนวน 14 คน ใน 11 กลุ่ม จากทั้งหมด 20 กลุ่ม
Read more »
‘ยานยนต์-อสังหาฯ’ตัวฉุดเศรษฐกิจไทย กกร.ผวาดีมานด์ในประเทศหดกกร.หวั่นดีมานด์ในประเทศทรุด ‘ยานยนต์-อสังหาฯ’ ตัวฉุดเศรษฐกิจ หลังยอดผลิตรถ 5 เดือนแรกติดลบ 24% ยอดโอนบ้าน 4 เดือนแรกติดลบ 11% ส่งสัญญาณอัตราย ชี้ขึ้นค่าแรงสร้างหายนะเอสเอ็มอี สทท.
Read more »
ETDA หนุน SMEs ไทย เติบโตยั่งยืนด้วยดิจิทัลลุยจัด SMEs Day ในพื้นที่ ‘EEC- ภาคใต้’ ผ่านโครงการ SMEs GROWTH ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉม SMEs ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”
Read more »
กลุ่ม SMEs อสังหาฯเดินหน้าปรับตัว ตั้งการ์ดสู้วิกฤติ ยื่นรัฐบาล 7 ข้อกระตุ้น ศก.กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ออกแบบ โรงงานวัสดุก่อสร้าง กลุ่มผู้ประกอบการด้านการตกแต่งสถานที่และการจัดสวน ได้รวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืน ขอความเห็นใจและเรียกร้องทุกภาคส่วนร่วมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ...
Read more »
