เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อย จับตาเฟดลดดอกเบี้ย ผลประกอบการบริษัทเทคฯ และความตึงเครียดสหรัฐฯ-จีน

เศรษฐกิจและการเงิน News

เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อย จับตาเฟดลดดอกเบี้ย ผลประกอบการบริษัทเทคฯ และความตึงเครียดสหรัฐฯ-จีน
เงินบาทเฟดดอกเบี้ย
  • 📰 Thansettakij
  • ⏱ Reading Time:
  • 215 sec. here
  • 12 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 113%
  • Publisher: 63%

สรุปสถานการณ์ค่าเงินบาทและปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ทั้งการประชุมเฟด ผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มเงินบาทและราคาทองคำ

เปิดเผยว่าตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Down เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.63-32.

79 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง นอกจากนี้ รายงานดัชนี S&P PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม ก็ปรับตัวสูงขึ้น ดีกว่าคาด หนุนให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ\ฝั่งสหรัฐฯ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของเฟด โดยบรรดานักวิเคราะห์ (และเรา) ผู้เล่นในตลาด ต่างประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.75-4.00% และอาจมีการส่งสัญญาณพร้อมทยอยยุติการปรับลดงบดุล (Quantitative Tightening) ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่วนอัตราเงินเฟ้อแม้จะอยู่ในระดับสูง จากผลกระทบของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ทว่าก็มีแนวโน้มทยอยชะลอตัวลงกลับสู่เป้าหมายของเฟดได้ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา พัฒนาการของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ หุ้นเทคฯ ใหญ่ ในกลุ่ม the Magnificent 7 (Meta, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Apple) ซึ่งรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งหากผลประกอบการออกมาน่าผิดหวังหรือคาดการณ์ผลประกอบการไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดคาดหวัง ก็อาจกดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานหนักได้ ฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยบรรดานักวิเคราะห์และผู้เล่นในตลาดต่างเห็นพ้องกันว่า ECB อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ระดับ 2.00% ตามเดิม แต่อาจมีเน้นย้ำว่า ECB พร้อมปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ถ้าจำเป็น นอกเหนือจากผลการประชุม ECB ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของยูโรโซน อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม (รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดย ECB) และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนตุลาคม\ฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสเพียง 11% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในการประชุมครั้งนี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ ยังมีโอกาสราว 48% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ และมองว่า ในปี 2026 BOJ ก็มีแนวโน้มทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 1 ครั้ง หลังอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นก็ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็อาจพอได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังภายใต้นายกฯ Sanae Takaichi ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง สู่ระดับ 0.75% ในปีนี้ และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปี 2026 สู่ระดับ 1.00% โดยแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ดังกล่าวก็จะมีส่วนช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) สู่ระดับ 140 เยนต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า จากการประเมินของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่นในเดือนกันยายน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales), ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราการว่างงาน ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่าน รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) ในเดือนตุลาคม ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนล่าสุด หากทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจกดดันการค้าโลกและส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงบ้าง โดยยังคงเห็นโซนแนวต้านของเงินบาท (USDTHB) ในช่วง 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) หลังราคาทองคำยังพอมีจังหวะทยอยรีบาวด์สูงขึ้นจากโซนแนวรับ ขณะเดียวกัน บรรดานักลงทุนต่างชาติได้ทยอยซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (และเงินดอลลาร์) เผชิญความเสี่ยง Two-way risk โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด หลังในช่วงนี้ เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำมากขึ้น ซึ่งราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมได้ หากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนออกมาสดใส ดีกว่าคาด หนุนให้ตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง ทว่า หากรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด กดดันให้ตลาดปิดรับความเสี่ยง ก็อาจช่วยให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกั

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

Thansettakij /  🏆 23. in TH

เงินบาท เฟด ดอกเบี้ย ผลประกอบการ สหรัฐฯ-จีน ทองคำ เศรษฐกิจ

 

United States Latest News, United States Headlines



Render Time: 2026-04-02 07:23:54