ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ จับตาข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ-ประชุม ECB กำหนดทิศทาง วันที่ 4 มิถุนายน 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมถึงช่วงวันหยุดทำการสองวันของตลาดการเงินไทย เงินบาท เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.
50 บาทต่อดอลลาร์ ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ที่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 3,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ตามสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กลับมาร้อนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนี ISM PMI ก็ออกมาแย่กว่าคาด ทว่า เงินบาทก็ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ ที่ออกมาดีกว่าคาด อีกทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างก็ย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบลดดอกเบี้ย จนกว่าจะมั่นใจในแนวโน้มเงินเฟ้อ ซึ่งภาพดังกล่าวก็กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลงบ้าง แต่โดยรวมราคาทองคำยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซนแนวรับระยะสั้นใหม่ในช่วง 3,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สัปดาห์ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หลังคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ได้กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงช่วงปลายสัปดาห์ สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อีกทั้ง ควรรอติดตาม การประชุมธนาคารกลางยุโรป และ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนพฤษภาคม รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลกระทบจากนโยบายการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ผ่านรายงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ในเดือนพฤษาภาคม และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด Jerome Powell เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปี 2025 และเฟดอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 2-3 ครั้ง ในปี 2026 นอกเหนือจากประเด็นในข้างต้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศคู่ค้า และปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้กลับมาทวีความร้อนแรงมากขึ้น ▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป โดยเรามองว่า ECB จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบาย ลง 25bps สู่ระดับ 2.00% ซึ่งถือเป็นระดับ Neutral Rate ที่ทาง ECB ได้ประเมินไว้ ทั้งนี้ เราไม่ปิดโอกาสที่ ECB อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หากแนวโน้มนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาน่ากังวลมากขึ้น อนึ่งบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB อาจลดดอกเบี้ย เพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสเพียง 23% ที่ ECB จะลดดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB โดยเฉพาะ ประธาน ECB ในช่วง Press Conference เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของ ECB รวมถึงติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ ด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 64% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนพฤษภาคม ที่จะเน้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง มากกว่าดัชนี Official PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการที่ได้รายงานไปในสัปดาห์ก่อน ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น ผ่านรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนเมษายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 79% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง +25bps ในปีนี้ ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางอินเดีย อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 5.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ที่ในระยะหลัง ต่ำกว่าเป้าหมาย รวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนพฤษภาคม จะหดตัวถึง -0.8%y/y ตามฐานราคาสินค้าและบริการที่อยู่ในระดับสูงของปีก่อนหน้า กอปรกับการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน จะยังอยู่แถว 0.94% ทำให้โดยรวมแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของไทยยังไม่ได้น่ากังวลว่าจะเผชิญความเสี่ยงของภาวะเงินฝืด มากนัก พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม แนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยและผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อภาคธุรกิจของไทย ผ่าน ดัชนี PMI ภาคการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนพฤษภาคม สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายอมรับว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทเริ่มกลับมามีกำลังมากขึ้น หลังเงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นพอสมควร ในช่วงวันหยุดของตลาดการเงินไทย ทว่า การแข็งค่าของเงินบาทก็ติดอยู่แถวโซนแนวรับสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ สอดคล้องกับการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์และการย่อตัวลงของราคาทองคำ เรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways เพราะ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นได้ แต่หากราคาทองคำไม่ได้ย่อตัวลงหนัก โดยราคาทองคำอาจยังพอได้แรงหนุน จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทวีความร้อนแรงขึ้น หรือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ก็อาจจำกัดการอ่อนค่าลงของเงินบาท อนึ่งเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากแรงขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้บ้าง โดยเฉพาะในกรณีที่ เงินบาทไม่ได้แข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน ในเชิงเทคนิคัลนั้น แนวรับของเงินบาท อยู่แถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวต้านสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์แข็งค่าขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาสดใส ส่วนบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน ก็ควรเห็นความชัดเจนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.50-33.00 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.75 บาท/ดอลลาร์
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 9 พ.ค.68 ‘อ่อนค่า‘ สงครามการค้าคลี่คลายค่าเงินบาทวันนี้ 9 พ.ค.68 เปิดตลาด “อ่อนค่า“ ที่ 33.02 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้หวังสงครามการค้าทยอยคลี่คลาย ราคาทองลง มองกรอบเงินบาทวันนี้ 32.95-33.30บาทต่อดอลลาร์
Read more »
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 พ.ค.68 ‘อ่อนค่า‘ หลังสหรัฐ-จีนลดภาษีค่าเงินบาทวันนี้ 13 พ.ค.68 เปิดตลาด “อ่อนค่าหนัก“ ที่ 33.38 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้สหรัฐ-จีน ตกลงการค้าได้ หนุนดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.25-33.60 บาทต่อดอลลาร์
Read more »
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 พ.ค.68 ‘ทรงตัว‘ รอปัจจัยใหม่เพิ่มเติมค่าเงินบาทวันนี้ 14 พ.ค.68 เปิดตลาด “ทรงตัว“ ที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้เคลื่อนไหว Sideways ไปก่อน รอปัจจัยใหม่ๆ มองกรอบเงินบาทวันนี้ 33.15-33.40 บาทต่อดอลลาร์
Read more »
ค่าเงินบาทเปิด 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.21 บาทต่อดอลลาร์ วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.
Read more »
เงินบาทอ่อนค่าแตะ 33.19 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนจับตาผลกระทบเศรษฐกิจเงินบาทอ่อนค่าแตะ 33.19 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนจับตาผลกระทบเศรษฐกิ วันที่ 21 พฤษภาคม 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.85-33.
Read more »
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26 พ.ค.68 ‘แข็งค่า‘ ดอลลาร์ย่อตัว-ทองขึ้นค่าเงินบาทวันนี้ 26 พ.ค.68 เปิดตลาด “แข็งค่า“ ที่ 33.19 บาทต่อดอลลาร์ “กรุงไทย” ชี้ตลาดลุ้นศก.สหรัฐ ดอลลาร์ย่อตัว ทองขึ้น มองกรอบเงินบาทวันนี้ 32.45-32.70 บาทต่อดอลลาร์
Read more »
