วิเคราะห์สถานการณ์อิหร่านภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯและอิสราเอล ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอิหร่านจากรากฐานทางประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีทางทหาร และการสนับสนุนจากจีน-รัสเซีย รวมถึงความสำคัญของท่าทีของไทยและอาเซียนในกรอบ ZOPFAN
อิหร่าน ไม่ใช่เป้านิ่ง: ด้วยรากฐานอารยธรรม 5,000 ปี เทคโนโลยีทางทหารที่พึ่งพาตนเองได้ และการหนุนหลังจากจีน-รัสเซีย ทำให้ อิหร่าน ยากจะยอมจำนนด้วยการกดดันทางทหารเพียงอย่างเดียว ยุทธศาสตร์ อาเซียน : ไทยและ อาเซียน จำเป็นต้องแสดงจุดยืนร่วมกันผ่านกรอบ ZOPFAN เพื่อคานอำนาจและยึดถือหลักสันติภาพ ป้องกันผลกระทบจากการใช้อำนาจบาตรใหญ่ในอนาคต การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และ อิหร่าน กำลังกลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของระเบียบโลกใหม่ เมื่อ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเผ็ดร้อน โดยมองว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคนี้ขาดความรอบคอบและเน้นการใช้อารมณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ ความขัดแย้ง ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แม้จะมีการประกาศว่าสงครามจะยุติลงในเร็ววันก็ตามนายกษิตเปรียบเทียบสไตล์การบริหารของทรัมป์ว่าเหมือน ที่เปลี่ยนเมนูรายวันตามความนึกคิดของตนเอง ขาดกติกาที่ชัดเจน โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่าสงครามจะจบลงใน 1 สัปดาห์นั้น เป็นเพียงการมองมุมเดียว หากสหรัฐฯ และอิสราเอลหยุดโจมตีแต่ไม่มีการเจรจาที่เป็นรูปธรรม ความโกรธแค้นของโลกมุสลิมจะยังคงอยู่และพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ นายกษิตวิเคราะห์ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังประเมินศักยภาพของ อิหร่าน ต่ำเกินไป เนื่องจาก อิหร่าน เป็นชนชาติเปอร์เซียที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี และมีขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูงจากการถูกคว่ำบาตรเกือบ 50 ปี โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรนและอวกาศที่ล้ำสมัย “เมื่อถูกรังแก ความรักชาติจะอยู่เหนือความไม่พอใจต่อรัฐบาลศาสนา การกดดันจากภายนอกกลับยิ่งทำให้ประชาชน อิหร่าน รวมตัวกันเหนียวแน่นขึ้น”.
อิหร่านไม่ใช่เป้านิ่ง: ด้วยรากฐานอารยธรรม 5,000 ปี เทคโนโลยีทางทหารที่พึ่งพาตนเองได้ และการหนุนหลังจากจีน-รัสเซีย ทำให้อิหร่านยากจะยอมจำนนด้วยการกดดันทางทหารเพียงอย่างเดียว ยุทธศาสตร์อาเซียน: ไทยและอาเซียนจำเป็นต้องแสดงจุดยืนร่วมกันผ่านกรอบ ZOPFAN เพื่อคานอำนาจและยึดถือหลักสันติภาพ ป้องกันผลกระทบจากการใช้อำนาจบาตรใหญ่ในอนาคต การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังกลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของระเบียบโลกใหม่ เมื่อ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเผ็ดร้อน โดยมองว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในยุคนี้ขาดความรอบคอบและเน้นการใช้อารมณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด แม้จะมีการประกาศว่าสงครามจะยุติลงในเร็ววันก็ตามนายกษิตเปรียบเทียบสไตล์การบริหารของทรัมป์ว่าเหมือน ที่เปลี่ยนเมนูรายวันตามความนึกคิดของตนเอง ขาดกติกาที่ชัดเจน โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่าสงครามจะจบลงใน 1 สัปดาห์นั้น เป็นเพียงการมองมุมเดียว หากสหรัฐฯ และอิสราเอลหยุดโจมตีแต่ไม่มีการเจรจาที่เป็นรูปธรรม ความโกรธแค้นของโลกมุสลิมจะยังคงอยู่และพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ นายกษิตวิเคราะห์ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังประเมินศักยภาพของอิหร่านต่ำเกินไป เนื่องจากอิหร่านเป็นชนชาติเปอร์เซียที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี และมีขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูงจากการถูกคว่ำบาตรเกือบ 50 ปี โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรนและอวกาศที่ล้ำสมัย “เมื่อถูกรังแก ความรักชาติจะอยู่เหนือความไม่พอใจต่อรัฐบาลศาสนา การกดดันจากภายนอกกลับยิ่งทำให้ประชาชนอิหร่านรวมตัวกันเหนียวแน่นขึ้น”
อิหร่าน สหรัฐอเมริกา อาเซียน ความขัดแย้ง ภูมิรัฐศาสตร์
