SET Index เปิดการซื้อ-ขายวันแรกของปี 2568 ในวันที่ 2 มกราคม ปรับตัวดิ่งลงกว่า 20 จุด มาจากหลายปัจจัยลบที่กดดัน ทั้งประเด็นในประเทศจากความกังวลว่า...
หุ้นไทยเปิดเทรดวันแรกของปี 2568 ดิ่งกว่า 20 จุด หวั่น LTF ถล่มขาย 2.3 แสนล้าน ด้าน DELTA ผวา โดนเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติเพิ่ม ฉุด SET Index ร่วง 12 จุดSET Index เปิดการซื้อ-ขายวันแรกของปี 2568 ในวันที่ 2 มกราคม ปรับตัวดิ่งลงกว่า 20 จุด มาจากหลายปัจจัยลบที่กดดัน ทั้งประเด็นในประเทศจากความกังวลว่า GDP ในปีนี้อาจมีข้อจำกัดในการขยายตัว และการเข้าสู่ยุค Trump 2.
0 จะมีผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะโดนแรงถล่มขายจากกองทุน LTF ที่ครบอายุในช่วงต้นปีนี้บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index เดือนมกราคม 2568 ไว้ที่ 1,360-1,440 จุด ส่วนปัจจัยในประเทศ แม้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน แต่ก็มีแนวโน้มเติบโตตามแต่ละส่วนประกอบของ GDP หลักๆ ตามความคาดหวังการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบของรัฐบาลไทย เช่น Easy e-Receipt และแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันจากภายนอกที่รุนแรงขึ้น และความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่สูงขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งทิศทางนโยบายการค้าโลกและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม มองว่ารัฐบาลไทยที่พยายามเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายต่างๆ น่าจะหนุนให้เศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.7% ในปี 2567 และ 2.9% ในปี 2568 ส่วนอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ทั้งนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 0.4% ในปี 2567 และ 1.1% ในปี 2568ด้านสำนักวิจัยและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาประกาศและปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.6% ดังนั้น GDP ในไตรมาส 4/67 ต้องเติบโตอย่างน้อย 3.5%YoY ถึงจะโตเท่าประมาณการที่ตั้งไว้ 2.6% ซึ่งถือว่าเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ขณะที่ประมาณการ GDP ปี 2567 ที่สูงกว่านี้ในช่วงก่อนหน้ามาจากหลายสาเหตุกดดัน ทั้งการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาคเอกชน และการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนสูงและการเข้มงวดต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินขณะที่ปีหน้าค่าเฉลี่ยของตัวเลขคาดการณ์ GDP ไทยของสำนักเศรษฐกิจต่างๆ อยู่ที่ 2.9%YoY ในปีหน้า ซึ่งยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้จากการเพิ่มขึ้นของแรงสนับสนุนจากรายจ่ายภาครัฐ การขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชน การท่องเที่ยวและบริโภคที่จ่อฟื้นตัวต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวส่วนมุมมองของฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส มองว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งราว 0.25% แต่น่าจะทิ้งช่วงไปเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 หรือกลางปี 2568 ซึ่งหากมีการลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้ง จะสามารถขยับดัชนีเป้าหมายขึ้นราว 70 จุดส่วนในมุม Fund Flow ต้นปี 2568 ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงกดดันจากเม็ดเงิน LTF ที่พร้อมขายได้สูงขึ้นเป็น 2.3 แสนล้านบาท สูงกว่าต้นปีก่อนที่ 1.6 แสนล้านบาทราว 43% โดยคาดว่าจะเห็นแรงขายออกมาในเดือนมกราคม 2568 เป็น 1.5-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเดือนมกราคมของปีอื่นๆ ขณะที่แรงซื้อกองทุน ThaiESG อาจชดเชยได้ไม่พอส่วนเม็ดเงินต่างชาติ มีโอกาสชะลอช่วงสั้นๆ เนื่องจากนักลงทุนอยู่ในช่วงรอดูนโยบาย Trump 2.0 และหากเทียบเคียงกับยุค Trump 1.0 ปี 2561 ที่มีประเด็นสงครามการค้า เป็นปีที่ต่างชาติขายหุ้นไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2.87 แสนล้านบาทนอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากการทยอยปรับลดกำไรต่อหุ้น ปี 2568 ที่ Bloomberg ประเมินไว้ที่ 98.5 บาทต่อหุ้น เทียบเท่ากำไร 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี เฉลี่ยต่อไตรมาสราว 3 แสนล้านบาท ถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก เพราะสูงกว่ากำไรระดับปกติไตรมาสละ 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะสร้างความผันผวนได้อย่างไรก็ตาม SET ย่อตัวลงมาอาจมีจังหวะรีบาวด์ได้บ้างจากความคาดหวังการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 4/67 ที่น่าจะเติบโตทั้งเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน YoY จากฐานที่ต่ำ โดยงวดไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 1.7 แสนล้านบาท และกำไรงวดไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 1.9 แสนล้านบาทสำหรับในมุม Valuation เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ประเมินเป้าหมาย SET Index ที่ 1,490-1,600 จุด บนคาดการณ์กำไรต่อหุ้น ปี 2568 จาก Bloomberg Consensus ที่ 98.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งอาจมี Downside ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ที่มักถูกปรับลงเฉลี่ย 5.8 บาทต่อหุ้น จึงทำ Sensitivity อ้างอิง P/E ที่ 16.5 เท่า จะได้เป้าหมายดัชนีฯ ในปี 2568 นอกจากนี้ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงการเมืองโลก Trump 2.0 เป็นเรื่องที่นักลงทุนให้น้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศเสี่ยงแพร่กระจายไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่จีนประเทศเดียว โดยคาดว่าสหรัฐฯ จะเริ่มปรับขึ้นภาษีนำเข้าในช่วงไตรมาส 3/68 เป็นต้นไป กดดัน GDP โลกปี 2568 หดตัว 0.4-0.6% ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป จำกัด ระบุว่า SET Index ภาคเช้าวันนี้ ปรับตัวลง ปิดที่ 1,381.25 ลบไป 18.96 จุด หรือติดลบไป 1.35% โดยแรงกดดันมาจากหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มสื่อสาร กลุ่มประกัน รวมถึงหุ้น CPAXT และ PTTอีกทั้งยังมีความกังวล หลังบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจข้ามชาติยังคงมีแนวโน้มเผชิญกับแรงกดดันจากความกังวลต่อกำไรสุทธิในปี 2568 ท่ามกลางอัตราภาษีที่แท้จริงของบางบริษัทที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องมาจาก พ.ร.ก.ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ที่เริ่มระยะเวลาบัญชีหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับแก่กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในไทย ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับสูงสุดไม่น้อยกว่า 750 ล้านยูโร หรือ 2.6 หมื่นล้านบาท
GDP \U0e44\U0e17\U0e22 LTF SET Index Trump 2.0 \U0e01\U0e32\U0e23\U0e25\U0e07\U0e17\U0e38\U0e19 \U0e15\U0e25\U0e32\U0e14\U0e2b\U0e38\U0e49\U0e19\U \U0e18\U0e19\U0e32\U0e04\U0e32\U0e23\U0e41\U0e2b\U \U0e18\U0e1b\U0e17. \U0e2b\U0e38\U0e49\U0e19 DELTA \U0e2b\U0e38\U0e49\U0e19\U0e44\U0e17\U0e22
