1 ใน 3 ของคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคแบบ “ติดหรู” โดย 50% ของผู้มีรสนิยมติดหรูนั้นมีเงินเก็บน้อยกว่า 6 เดือนและอาจเสี่ยงเป็นหนี้ง่ายเพราะใช้เงินเกินตัว สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยบางส่วนยังขาดการวางแผนทางการเงินที่ดี ซึ่งอาจส่งผลเสียทางการเงินในอนาคตได้
จากรายงานภาวะสังคมไตรมาส 1/2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า 1 ใน 3 ของคนไทยมีพฤติกรรรมการบริโภคแบบงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุความนิยมในการซื้อสินค้าราคาแพงของเพศหญิงและชายว่า “ผู้ชายติดหรูมากกว่าผู้หญิง” โดยเน้นไปที่การใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์เทคโนโลยี มากกว่าผู้หญิงที่ซื้ออาหารและเครื่องดื่มเป็นอันดับหนึ่ง 50 % ของผู้มีรสนิยมติดหรูนั้นมีเงินเก็บน้อยกว่า 6 เดือนและอาจเสี่ยงเป็นหนี้ง่ายเพราะใช้เงินจำนวนมากไปกับสิ่งของราคาแพงก่อนที่จะเหลือให้เก็บออมเผื่อกรณีฉุกเฉิน สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยบางส่วนยังขาดความรู้และขาดการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมอยู่ ซึ่งอาจส่งผลเสียทางการเงินในอนาคตได้ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนแบบนี้ในยุคที่เทคโนโลยีและโซเชียลมีอิทธิพลต่อความคิด หลายคนรู้สึกกดดันจากการเปรียบเทียบการเงินของตัวเองกับความมั่งคั่งของคนอื่นทำให้รู้สึกว่าเราก็ต้องมีให้ได้เท่าเขา จนเผลอใช้จ่ายเกินไปและในที่สุดก็กลายเป็นหนี้ ดังนั้นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนนิสัยติดหรูได้นั้น คือต้องโยนคติประจำใจที่ว่า “ของมันต้องมี” ทิ้งไปก่อนสูตร 50 – 30 – 20 ที่เป็นการจัดสรรเงินในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้กับทุกคน ไม่สำคัญว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ เช่น เรามีรายได้สุทธิอยู่ที่ 30,000 บาท/เดือน ให้แบ่งเงินก้อนนั้นออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้เงินก้อนนี้จะนำมาใช้จ่ายสำหรับสิ่งที่ “จำเป็น” ต่อการดำรงชีวิตหรือเป็นค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน เช่น ค่ากิน ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าดูแลสุขภาพ จ่ายหนี้บัตรเครดิต รวมถึงโอนเงินให้พ่อแม่ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจต้องแน่ใจว่าจ่ายเพื่อความจำเป็นจริง ๆเงินก้อนนี้ถูกแบ่งออกสำหรับการซื้อความสุขส่วนตัวหรือใช้จ่ายในสิ่งที่อยากได้ เช่น กินข้าวนอกบ้าน ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว สมาชิกบริการสตรีมมิ่ง สื่อบันเทิงหรืออะไรก็ตามที่จะทำให้ การออมเงิน ของเราไม่เครียดมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เงินก้อนนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขแต่ควรตัดสินใจให้รอบคอบว่าควรจ่ายจริง ๆ หรือไม่ เช่น เดือนที่ผ่านมาซื้อชุดกีฬา 1 ชุด รองเท้ากีฬา 1 คู่ ดังนั้น เดือนนี้ก็ไม่ควรซื้ออีก หรืออาจพบปะเพื่อนฝูงนัดกินข้าวนอกบ้านเดือนเว้นเดือนก็ได้ ซึ่งเงื่อนไขสำคัญของเงินก้อนนี้ คือ ใช้จ่ายในงบประมาณ และเดือนไหนเหลือก็นำไปเก็บออม แต่ก็ต้องใช้เงินอย่างระวังเพราะหากใช้มากเกินไปอาจสร้างหนี้ให้ตัวเองได้เงินก้อนนี้ คือ เงินเก็บออมและลงทุน โดยให้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามความเหมาะสมที่เราวางแผนไว้ เช่นเงินลงทุน เพื่ออนาคตหลังเกษียณ ทั้งนี้ แม้ว่าการใช้สูตรการใช้เงิน 50 - 30 – 20 จะช่วยให้มีความรับผิดชอบต่อการใช้จ่ายของตัวเอง เพราะจะรู้ว่าเงินที่จ่ายออกไปเพราะ “ความจำเป็น” หรือ “ความต้องการ” ซึ่งจะทำให้มีมุมมองการใช้จ่ายเงินที่กว้างมากขึ้น และจะช่วยให้ลดนิสัย “ติดหรู” ที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ แต่ในขณะเดียวกัน สูตรการจัดระเบียบการเงินนี้อาจใช้ไม่ได้กับบางคน ดังนั้นการหาสูตรการเงินที่เหมาะสมกับตัวเองจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญเช่นกัน.
จากรายงานภาวะสังคมไตรมาส 1/2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า 1 ใน 3 ของคนไทยมีพฤติกรรรมการบริโภคแบบงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุความนิยมในการซื้อสินค้าราคาแพงของเพศหญิงและชายว่า “ผู้ชายติดหรูมากกว่าผู้หญิง” โดยเน้นไปที่การใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์เทคโนโลยี มากกว่าผู้หญิงที่ซื้ออาหารและเครื่องดื่มเป็นอันดับหนึ่ง 50 % ของผู้มีรสนิยมติดหรูนั้นมีเงินเก็บน้อยกว่า 6 เดือนและอาจเสี่ยงเป็นหนี้ง่ายเพราะใช้เงินจำนวนมากไปกับสิ่งของราคาแพงก่อนที่จะเหลือให้เก็บออมเผื่อกรณีฉุกเฉิน สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยบางส่วนยังขาดความรู้และขาดการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมอยู่ ซึ่งอาจส่งผลเสียทางการเงินในอนาคตได้ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวนแบบนี้ในยุคที่เทคโนโลยีและโซเชียลมีอิทธิพลต่อความคิด หลายคนรู้สึกกดดันจากการเปรียบเทียบการเงินของตัวเองกับความมั่งคั่งของคนอื่นทำให้รู้สึกว่าเราก็ต้องมีให้ได้เท่าเขา จนเผลอใช้จ่ายเกินไปและในที่สุดก็กลายเป็นหนี้ ดังนั้นจุดเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนนิสัยติดหรูได้นั้น คือต้องโยนคติประจำใจที่ว่า “ของมันต้องมี” ทิ้งไปก่อนสูตร 50 – 30 – 20 ที่เป็นการจัดสรรเงินในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้กับทุกคน ไม่สำคัญว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ เช่น เรามีรายได้สุทธิอยู่ที่ 30,000 บาท/เดือน ให้แบ่งเงินก้อนนั้นออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้เงินก้อนนี้จะนำมาใช้จ่ายสำหรับสิ่งที่ “จำเป็น” ต่อการดำรงชีวิตหรือเป็นค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน เช่น ค่ากิน ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าดูแลสุขภาพ จ่ายหนี้บัตรเครดิต รวมถึงโอนเงินให้พ่อแม่ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจต้องแน่ใจว่าจ่ายเพื่อความจำเป็นจริง ๆเงินก้อนนี้ถูกแบ่งออกสำหรับการซื้อความสุขส่วนตัวหรือใช้จ่ายในสิ่งที่อยากได้ เช่น กินข้าวนอกบ้าน ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว สมาชิกบริการสตรีมมิ่ง สื่อบันเทิงหรืออะไรก็ตามที่จะทำให้การออมเงินของเราไม่เครียดมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เงินก้อนนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขแต่ควรตัดสินใจให้รอบคอบว่าควรจ่ายจริง ๆ หรือไม่ เช่น เดือนที่ผ่านมาซื้อชุดกีฬา 1 ชุด รองเท้ากีฬา 1 คู่ ดังนั้น เดือนนี้ก็ไม่ควรซื้ออีก หรืออาจพบปะเพื่อนฝูงนัดกินข้าวนอกบ้านเดือนเว้นเดือนก็ได้ ซึ่งเงื่อนไขสำคัญของเงินก้อนนี้ คือ ใช้จ่ายในงบประมาณ และเดือนไหนเหลือก็นำไปเก็บออม แต่ก็ต้องใช้เงินอย่างระวังเพราะหากใช้มากเกินไปอาจสร้างหนี้ให้ตัวเองได้เงินก้อนนี้ คือ เงินเก็บออมและลงทุน โดยให้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามความเหมาะสมที่เราวางแผนไว้ เช่นเงินลงทุน เพื่ออนาคตหลังเกษียณ ทั้งนี้ แม้ว่าการใช้สูตรการใช้เงิน 50 - 30 – 20 จะช่วยให้มีความรับผิดชอบต่อการใช้จ่ายของตัวเอง เพราะจะรู้ว่าเงินที่จ่ายออกไปเพราะ “ความจำเป็น” หรือ “ความต้องการ” ซึ่งจะทำให้มีมุมมองการใช้จ่ายเงินที่กว้างมากขึ้น และจะช่วยให้ลดนิสัย “ติดหรู” ที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ แต่ในขณะเดียวกัน สูตรการจัดระเบียบการเงินนี้อาจใช้ไม่ได้กับบางคน ดังนั้นการหาสูตรการเงินที่เหมาะสมกับตัวเองจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญเช่นกัน
การเงินส่วนบุคคล การวางแผนการเงิน การใช้จ่ายเกินตัว
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
แพทยสภาเร่งรัดการพิจารณาคดีร้องเรียนแพทยสภาเผยว่ามีคดีเข้ามาร้องเรียนเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 10 เรื่อง หรือปีละประมาณ 200 กว่าเรื่อง โดย 50 % คือ เรื่องโฆษณาชวนเชื่อที่ผิดจริยธรรมของแพทย์ แพทยสภาพยายามสร้างสมดุลในการพิจารณาคดีร้องเรียน โดยกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาชัดเจน เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีร้องเรียนคล่องตัวขึ้น
Read more »
BlackRock ขยายตัวในสินทรัพย์ดิจิทัล ตอกย้ำบทบาทเป็นผู้นำอุตสาหกรรม CryptoBlackRock ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในสินทรัพย์ดิจิทัล โดย iShares Bitcoin Trust ทำให้ BlackRock กลายเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุด Ethereum ETF หรือ ETHA ของบริษัทได้สะสมกว่า 1 ล้าน ETH มูลค่าเกิน 4,000 ล้านดอลลาร์ การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นความเชื่อมั่น BlackRock ใน Bitcoin และ Ethereum
Read more »
ทำไม 'ตับ' ต้องดูแลให้ดี เรื่องที่ต้องรู้ใส่ใจตับให้ 'แข็งแรง''ตับ' อวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ใน 'ผู้ใหญ่' ตับจะมีขนาดประมาณ 1 ใน 50 ของน้ำหนักตัว มีรูปร่างคล้ายลิ่ม มีสีแดงน้ำตาลเข้ม เนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงจำนวนมาก ตำแหน่งที่ตั้งของ 'ตับ' อยู่ใต้ชายโครงด้านขวา มีซี่โครงหุ้มอยู่ แล้วตับทำหน้าที่อะไรในร่างกาย หากตับผิดปกติจะสังเกตอย่างไร 'ตับ' มีหน้าที่อะไร...
Read more »
จนท.นำ 4 ร่างผู้เสียชีวิต ออกจากซากอาคารถล่ม ยังคงเร่งค้นหาต่อเนื่องจนท. เร่งรื้อถอนซากอาคาร ต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถพบร่างผู้ประสบภัย และนำออกมาได้เพิ่มเติม จำนวน 4 คน โดย 1 ใน 4 เป็นชาวชายเมียนมา วันนี้ ( 11 เม.ย.
Read more »
ROCTEC ประกาศเดินหน้าขายหุ้น 50% ใน HELLO BANGKOK หลังได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นROCTEC ประกาศเดินหน้าขายหุ้น 50% ใน HELLO BANGKOK หลังได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น บริษัท ร็อคเทค จำกัด (มหาชน) (“ROCTEC”) ผู้นำด้านนวัตกรรมและโซลูชันการสื่อสารที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ประกาศเดินหน้าดำเนินการขายหุ้นในสัดส่วน 50% ของบริษัท ฮัลโหล แบงคอก (“HELLO”) ผู้ให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) ชั้นนำ ให้แก่บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน)...
Read more »
‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ เสริมทัพฝูงบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ โหมเปิดเที่ยวบินต่างประเทศ‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ รับมอบบันทึกข้อตกลงการโอนเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งซื้อรวม 200 ลำ โดย ‘เวียตเจ็ท กรุ๊ป’ เพิ่มศักยภาพบริการและขยายเครือข่ายการบินระหว่างประเทศ
Read more »
