เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันในวัยสูงอายุ พร้อมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของสุขภาพช่องปากต่อสุขภาพโดยรวม และทางเลือกในการรักษาฟันที่เหมาะสม
การดูแล ฟัน และเหงือกอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งการแปรง ฟัน การใช้ไหมขัด ฟัน และการพบ ทันตแพทย์ เพื่อตรวจ สุขภาพ ช่องปากเป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่มันจะลุกลามใหญ่โตขึ้น อาทิตย์นี้ผมอยากจะมาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องปากและ ฟัน ของผมเองครับ คือที่กรามด้านขวาของผม เวลาเคี้ยวอาหารทีไรมักจะเสียว ฟัน อยู่เสมอ ทำให้ผมต้องไปพบ ทันตแพทย์ แพทย์ท่านก็แนะนำให้ผม “ถอนทิ้งเถอะ” แต่ผมก็ดื้อดึงไม่ยอมถอน ฟัน กรามซี่นั้นซะที
เหตุผลที่ไม่ยอมถอนก็เพราะผมมีความทรงจำฝังใจตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เพื่อนบ้านผมที่เป็นญาติห่าง ๆ ท่านหนึ่ง ในช่วงที่ผมเดินทางไปเรียนหนังสือที่เชียงราย ก่อนไปท่านยังมีร่างกายที่แข็งแรงมาก ๆ และดูทะมัดทะแมงคล่องแคล่วว่องไวดี แต่พอผมไม่ได้เจอกับท่านแค่ปีเดียว พอกลับมาบ้านในช่วงที่ผมได้เจอท่านอีกครั้ง ผมถึงกับตกใจมาก ที่ใบหน้าของท่านเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก อันเนื่องมาจากท่านไปถอนฟันกรามออกทั้งสองข้าง ใบหน้าของท่านเลยดูเหี่ยวย่นลงไปอย่างเห็นได้ชัด พอมาถึงวันนี้ ผมเลยยังไม่อยากจะเป็นคนแก่เหมือนท่าน แม้หมอฟันท่านจะบอกว่า ควรถอนทิ้งเถอะ เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันแล้ว ผมก็ยังไม่อยากถอนอยู่ดีนั่นแหละครับ\อันที่จริงแล้วเรื่องสุขภาพช่องปากและฟันเนี่ย อาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้ามไป แต่สำหรับตัวผมเองแล้ว ผมรู้เลยว่าสำหรับผู้สูงวัยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ แล้ว นี่คือ “ประตู” ด่านแรกที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเราอย่างแท้จริง แน่นอนว่าโดยรวมแล้ว ฟันที่แข็งแรงและเหงือกที่สมบูรณ์ ไม่ได้หมายถึงแค่รอยยิ้มที่สดใสเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่มันยังหมายถึงการที่เราสามารถรับประทานอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อย เคี้ยวอาหารได้ละเอียด และทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตได้อย่างครบถ้วน เรามาดูกันดีกว่าว่าทำไมการดูแลสุขภาพช่องปากถึงสำคัญ และเราจะมีวิธีการดูแล “เพื่อนคู่ใจในวัยหลังเกษียณ” นี้ได้อย่างไรกันบ้างครับ ความเชื่อมโยงที่คาดไม่ถึง ระหว่างช่องปากกับสุขภาพองค์รวมนั้น มันอยู่ที่ความสามารถในการเคี้ยวที่ดีครับ เพราะฉะนั้น หัวใจสำคัญของการมีโภชนาการที่ดีและสมบูรณ์แบบนั้นอยู่ที่ฟันของเรานี่เอง เมื่อฟันหรือฟันปลอมอยู่ในสภาพที่ดี ผู้สูงวัยก็จะสามารถรับประทานอาหารได้หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของเรา เช่น โปรตีน ที่มาจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ผักที่มีเส้นใยสูง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อและลดภาวะอ่อนแอ หรือผักและผลไม้ ที่เป็นแหล่งของวิตามินและใยอาหารที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย นอกจากนี้ การติดเชื้อในช่องปากต่าง ๆ เช่น โรคเหงือก (ปริทันต์) ไม่ได้ส่งผลแค่ฟันโยกหรือฟันหลุดเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่เชื้อแบคทีเรียเหล่านั้นอาจจะเข้าสู่กระแสเลือดและส่งผลกระทบต่อโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ รวมถึงยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ “ปอดอักเสบจากการสำลัก” ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืนร่วมด้วยอีกด้วยครับ\สำหรับฟันปลอม ที่เป็นเพื่อนคู่ใจที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เมื่อฟันธรรมชาติบางซี่หายไป “ฟันปลอม” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข หากฟันปลอมชำรุด หลวม หรือไม่พอดีกับช่องปากของเรา อาจทำให้เกิดแผลเรื้อรังที่เหงือกและกระพุ้งแก้ม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในช่องปากได้อีกด้วยนะครับ ดังนั้นคนแก่อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ถ้าจะใช้ฟันปลอม เราควรต้องรู้เทคนิคการดูแลฟันปลอมชนิดถอดได้ที่สำคัญที่สุดนะครับ นอกจากนี้การทำความสะอาดหลังอาหารทุกมื้อ ก็ควรจะต้องถอดฟันปลอมออกมาล้างด้วยแปรงและน้ำยาทำความสะอาด ที่ใช้กับฟันปลอมโดยเฉพาะ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนหรือน้ำเดือด เพราะอาจจะทำให้ฟันปลอมผิดรูปได้ นอกจากนี้คนแก่ ๆ อย่างเราก็ควรให้เหงือกได้พักผ่อนบ้าง เช่น ควรถอดฟันปลอมแช่น้ำทุกคืนก่อนนอน เพื่อให้เนื้อเยื่อในช่องปากได้พักจากการถูกกดทับ และช่วยป้องกันไม่ให้ฟันปลอมแห้ง อีกทั้งห้ามซ่อมแซมเองหรือทำตัวเป็นช่างซ่อม ถ้าหากฟันปลอมแตก บิ่น หรือรู้สึกว่ามันหลวมอย่างเห็นได้ชัด เราควรรีบไปพบทันตแพทย์ เพื่อทำการปรับแก้หรือทำใหม่ อย่าพยายามติดกาวหรือซ่อมแซมเองเด็ดขาด อย่าขี้เหนียวโดยใช่เหตุละครับ ส่วนตัวผมที่คิดเอาเองว่า ผมยังไม่อยากแก่ แม้จะมีปัญหาฟันกรามด้านขวาจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่สภาพร่างกายหรือสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ผมคิดว่าทางเลือกที่ผมจะทำ ก็คือจะทำรากฟันเทียม (Dental Implant) น่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยทดแทนฟันกราม ที่เสียหายไปตามกาลเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็น่าจะดีกว่าถอนฟัน เพราะรากฟันเทียมจะให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการมีฟันกรามแท้มากที่สุดครับ ถ้าเราจะเปรียบเทียบข้อดีของรากฟันเทียม สำหรับคนแก่อย่างผมแล้ว การถอนฟันทิ้งกับการมีรากฟันเทียม ประสิทธิภาพการเคี้ยวสูงไม่แพ้ฟันธรรมชาติเดิม ๆ เพราะทันตแพทย์บอกผมว่า รากฟันเทียมก็มีความมั่นคงไม่หลวมหรือขยับ ทำให้สามารถบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด นอกจากนี้ทันตแพทย์ยังบอกผมว่า รากฟันเทียมยังสามารถป้องกันกระดูกขากรรไกรละลายได้ เมื่อไม่มีรากฟัน กระดูกขากรรไกรจะค่อย ๆ ยุบตัวลง ดังนั้นการฝังรากฟันเทียม จะช่วยกระตุ้นและลดการละลายตัวของกระดูกบริเวณนั้นได้เป็นอย่างดีครับ อีกทั้งยังเพิ่มความมั่นใจให้กับเรา เพราะเป็นฟันปลอมชนิดติดแน่น ไม่ต้องกังวลว่าจะหลุดขณะพูดคุยหรือหัวเราะ ช่วยเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจในการเข้าสังคม มีความคงทนและอายุการใช้งานยาวนาน ถ้าหากมีการดูแลอย่างถูกวิธี รากฟันเทียมสามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดชีวิตเลยละครับ อย่างไรก็ตาม การทำรากฟันเทียมก็มีข้อจำกัดและสิ่งที่ต้องพิจารณา เช่น มีค่าใช้จ่ายสูงพอควรเลยละครับ เพราะรากฟันเทียมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าฟันปลอมชนิดอื่น ๆ เยอะพอควร อีกทั้งขั้นตอนการรักษาและเวลา ยังต้องผ่านกระบวนการผ่าตัดเล็ก และต้องใช้เวลาในการรอให้รากฟันเทียม ยึดติดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์ก่อนใส่ครอบฟัน นอกจากนี้ภาวะสุขภาพก็เป็นอีกข้อจำกัดที่พึงพิจารณา เพราะผู้สูงวัยที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี หรือภาวะกระดูกพรุนรุนแรง อาจต้องให้ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินอย่างละเอียดก่อนการรักษา พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้อง “เลือกหมอฟันให้เหมาะกับตัวเรา” ทั้งด้านคุณภาพ ฝีมือหมอ และราคาเป็นหลักครั
สุขภาพช่องปาก ฟัน ผู้สูงอายุ รากฟันเทียม ฟันปลอม การดูแลฟัน ทันตแพทย์ สุขภาพ โภชนาการ
