ประเทศไทยเผชิญหน้ากับปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างรุนแรง พบผู้ป่วยเสียชีวิตและอยู่ในภาวะวิกฤต แม้จะใช้ยาปฏิชีวนะทางเลือกสุดท้ายแล้วก็ตาม ข้อมูลจากโรงพยาบาลเผยให้เห็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจของเชื้อดื้อยา Carbapenem-Resistant Enterobacteriaceae (CRE) และ Pseudomonas aeruginosa ซึ่งดื้อยาหลายชนิด
ประเทศไทยเริ่มเห็นผลกระทบจาก AMR อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านข้อมูลทางคลินิกที่น่าตกใจ หนึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อในกระแสเลือด จากเชื้อในกลุ่ม Enterobacteriaceae ที่ดื้อต่อยากลุ่ม Carbapenem ซึ่งถือเป็น เชื้อดื้อยา ระดับสูง ในจำนวนผู้ป่วย 4 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และอีกรายอยู่ในภาวะวิกฤต แม้จะได้รับ โคลิสติน ซึ่งเป็น ยาปฏิชีวนะ ทางเลือกสุดท้ายแล้วก็ตาม ขณะเดียวกัน มีรายงานผู้ป่วยที่ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจาก Pseudomonas aeruginosa ซึ่งผลทดสอบความไวต่อยา พบว่าเชื้อดื้อต่อ ยาปฏิชีวนะ เกือบ 30 ชนิด ที่มีใช้ในประเทศไทย และ ไม่พบยาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษา ส่วนเชื้อ Escherichia coli ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในสตรี กลับพบว่า ยาปฏิชีวนะ แบบรับประทานส่วนใหญ่ที่มีในระบบผู้ป่วยนอก เริ่มสูญเสียประสิทธิภาพลงอย่างชัดเจน ทำให้ทางเลือกในการรักษาเหลือเพียง “ยาฉีด” ที่ต้องพักรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้นผลกระทบของการดื้อยาไม่ได้สะท้อนแค่ในมิติของชีวิต แต่ยังกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน มีกรณีผู้ป่วยสูงอายุที่ติด เชื้อดื้อยา หนัก ครอบครัวต้องจ่ายเงินกว่า 25,000 บาท เพื่อซื้อ ไทเกไซคลิน ซึ่งเป็นยาทางเลือกสุดท้าย แต่สุดท้ายผู้ป่วยกลับเสียชีวิตในเวลาไม่นาน อีกกรณีหนึ่งเป็นเด็กที่ได้รับ ยาปฏิชีวนะ ถึง 38 ครั้ง ภายในเวลา 3 ปี จนเกิดการติด เชื้อดื้อยา แบบเรื้อรัง และต้องเสียค่ารักษารวมกว่า 1 ล้านบาท เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดว่า“การมีเงิน ไม่ได้หมายถึงการมีทางรอด หากโลกเข้าสู่ยุคหลัง ยาปฏิชีวนะ ”สาเหตุหลักของ AMR มาจาก การใช้ ยาปฏิชีวนะ อย่างผิดวิธีและเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่นขอ “ยาชนิดแรง” หรือ ยาปฏิชีวนะ ออกฤทธิ์กว้าง การกระทำเหล่านี้เปรียบเสมือน “การใช้ปืนกลแทนปืนสไนเปอร์” ทำลายทั้งเชื้อดีและเชื้อร้าย กระทบสมดุลของ ไมโครไบโอม ในร่างกาย เปิดทางให้ เชื้อดื้อยา ครองพื้นที่ในที่สุด ในบางกรณี การทำลายจุลชีพดีอย่างหนัก ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงจาก Clostridioides difficile ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการ ปลูกถ่ายจุลชีพจากอุจจาระ เพื่อฟื้นฟูสมดุลในลำไส้ข้อมูลเปรียบเทียบอัตราการดื้อยาของเชื้อ Streptococcus pneumoniae ระหว่างประเทศที่ควบคุมการใช้ ยาปฏิชีวนะ อย่างเข้มงวดกับไทย พบว่า.
ประเทศไทยเริ่มเห็นผลกระทบจาก AMR อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านข้อมูลทางคลินิกที่น่าตกใจ หนึ่งในกรณีที่เกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อในกระแสเลือด จากเชื้อในกลุ่ม Enterobacteriaceae ที่ดื้อต่อยากลุ่ม Carbapenem ซึ่งถือเป็นเชื้อดื้อยาระดับสูง ในจำนวนผู้ป่วย 4 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และอีกรายอยู่ในภาวะวิกฤต แม้จะได้รับ โคลิสติน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะทางเลือกสุดท้ายแล้วก็ตาม ขณะเดียวกัน มีรายงานผู้ป่วยที่ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจาก Pseudomonas aeruginosa ซึ่งผลทดสอบความไวต่อยา พบว่าเชื้อดื้อต่อยาปฏิชีวนะเกือบ 30 ชนิด ที่มีใช้ในประเทศไทย และ ไม่พบยาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการรักษา ส่วนเชื้อ Escherichia coli ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในสตรี กลับพบว่า ยาปฏิชีวนะแบบรับประทานส่วนใหญ่ที่มีในระบบผู้ป่วยนอก เริ่มสูญเสียประสิทธิภาพลงอย่างชัดเจน ทำให้ทางเลือกในการรักษาเหลือเพียง “ยาฉีด” ที่ต้องพักรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้นผลกระทบของการดื้อยาไม่ได้สะท้อนแค่ในมิติของชีวิต แต่ยังกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน มีกรณีผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อดื้อยาหนัก ครอบครัวต้องจ่ายเงินกว่า 25,000 บาท เพื่อซื้อ ไทเกไซคลิน ซึ่งเป็นยาทางเลือกสุดท้าย แต่สุดท้ายผู้ป่วยกลับเสียชีวิตในเวลาไม่นาน อีกกรณีหนึ่งเป็นเด็กที่ได้รับยาปฏิชีวนะถึง 38 ครั้ง ภายในเวลา 3 ปี จนเกิดการติดเชื้อดื้อยาแบบเรื้อรัง และต้องเสียค่ารักษารวมกว่า 1 ล้านบาท เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดว่า“การมีเงิน ไม่ได้หมายถึงการมีทางรอด หากโลกเข้าสู่ยุคหลังยาปฏิชีวนะ”สาเหตุหลักของ AMR มาจาก การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างผิดวิธีและเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่นขอ “ยาชนิดแรง” หรือ ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์กว้าง การกระทำเหล่านี้เปรียบเสมือน “การใช้ปืนกลแทนปืนสไนเปอร์” ทำลายทั้งเชื้อดีและเชื้อร้าย กระทบสมดุลของ ไมโครไบโอม ในร่างกาย เปิดทางให้เชื้อดื้อยาครองพื้นที่ในที่สุด ในบางกรณี การทำลายจุลชีพดีอย่างหนัก ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงจาก Clostridioides difficile ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการ ปลูกถ่ายจุลชีพจากอุจจาระ เพื่อฟื้นฟูสมดุลในลำไส้ข้อมูลเปรียบเทียบอัตราการดื้อยาของเชื้อ Streptococcus pneumoniae ระหว่างประเทศที่ควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเข้มงวดกับไทย พบว่า
เชื้อดื้อยา ยาปฏิชีวนะ CRE AMR Colistin
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
ฝรั่งเศสเตรียมจัดส่งก๊าซให้เยอรมนี 10 ต.ค. หวังคลายวิกฤตขาดแคลนพลังงาน : อินโฟเควสท์นางเอ็มมานูเอล วากง ประธานคณะกรรมาธิการกำกับดูแลพลังงานฝรั่งเศส (CRE) เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสมีแนวโน้มที่จะเริ่มต้นส่งออกก๊าซธรรมชาติให้แก่เยอรมนีได้ประมาณวันที่ 10 ต.ค.ศกนี้ โดยขณะนี้ ทางหน่วยงานกำลังแก้ไขปัญหาด้านภาษี เพื่อเปิดทางให้สามารถกลับมาจัดส่งก๊าซข้ามพรมแดนได้อีกครั้ง นางวากงระบุผ่านรายการวิทยุของฝรั่งเศสว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่อยู่ในขั้นตอนของการปรึกษาหารือเรื่องแก้ไขปัญหาภาษี โดยคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์จึงจะได้ข้อสรุป สำหรับแผนการจัดส่งก๊าซให้กับเยอรมนีในครั้งนี้นั้นมีขึ้นท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนพลังงานในยุโรป จากผลพวงของกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครน โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.ย. 65) FacebookTwitterLine
Read more »
Sony เปิดตัวเครื่องช่วยฟัง ตั้งราคาเริ่มต้นคู่ละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯSony เปิดตัวเครื่องช่วยฟังแบบ OTC สำหรับผู้มีปัญหาการได้ยินเสียง โดยมีด้วยกัน 2 รุ่น CRE-C10 และ CRE-E10 ราคาคู่ละ 1,000 และ 1,300 ดอลลาร์สห
Read more »
ถอดรหัสพันธุกรรม 25,000 คนไทย ค้นหายีนเสี่ยงสูงเกิดภาวะลองโควิดศูนย์จีโนมทางการแพทย์ ถอดรหัสพันธุกรรม 25,000 คนไทย ค้นหายีนเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการลองโควิด-19 วันนี้ (7 ส.ค.2566) ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ Center for Medical Genomics เผยแพร่บทความเกี่ยวกับ ถอดรหัสพันธุกรรมคนไทย: ค้นหายีนความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการลองโควิด โดยระบุ ทำไมบางคนไม่ว่าจะเป็น 'เด็ก คนหนุ่มสาว หรือ ผู้สูงวัย' แม้จะอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 นานเท่าไรก็ไม่ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใด (resistant) ทำไมบางคนเมื่อติดเชื้อโควิด-19 กลับมีอาการรุนแรง และบางรายถึงขั้นเสียชีวิตทั้งที่อายุน้อยกว่า 50 ปี และไม่มีโรคประจำตัว (life-threatening) แต่ทำไมบางคนถึงเป็นลองโควิด (long covid)ลองโควิดเป็นภาวะที่พบในบางคนที่เคยติดเชื้อโควิด-19 และยังคงมีอาการเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรืออาจหลายปี หลังจากการติดเชื้อครั้งแรก อาการของลองโควิดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่อาการที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ความเหนื่อยล้า หายใจไม่ออก สมาธิสั้น ปวดหน้าอก สมองล้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปัญหาการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และการสูญเสียการรับรู้กลิ่นหรือรสชาติ แม้สาเหตุที่แท้จริงของลองโควิดยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงความรุนแรงของการติดเชื้อโควิด-19 ครั้งแรก อายุของบุคคล โรคประจำตัว และพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะสำหรับอาการลองโควิด แต่มีบางสิ่งที่ผู้คนสามารถทำได้เพื่อจัดการกับอาการดังกล่าว เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จัดการความเครียด และรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการอื่นๆล่าสุดทีมนักวิจัยไทยจากสามสถาบัน ได้แก่ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ โรงพยาบาลประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันศึกษาความแตกต่างทางพันธุกรรมเฉพาะตำแหน่งที่เรียกว่า 'single nucleotide polymorphisms' หรือ 'SNP' บนจีโนมของผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 260 คน ที่มีรายงานมาก่อนหน้าว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาการลองโควิด โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสองกลุ่มตามความรุนแรงของอาการโควิด-19 ของพวกเขา คือกลุ่มมีอาการเล็กน้อยและกลุ่มอาการรุนแรงและบางคนมีการพัฒนาอาการไปเป็นลองโควิด โดยตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Emerging Microbes & Infections เมื่อวันที่ 31 ก.ค.2566หลังจากวิเคราะห์ความแตกต่าง
Read more »
Bank of America โพสต์ Strong Q1 แต่ CRE และ Credit Credit Flash สัญญาณเตือนForex Gold Cryptocurrency
Read more »
