ญี่ปุ่นเร่งรับสมัครทหารรุ่นใหม่ ท่ามกลางความกังวลภัยคุกคามจากจีน แต่ยังเผชิญปัญหาขาดแคลนกำลังพล เหตุจากอัตราการเกิดต่ำและแรงงานที่ขาดแคลน | เดลินิวส์
นายทาคุมิ ฮิยาเนะ ทหารฝึกหัดรุ่นใหม่ ถือปืนและคลานผ่านสนามแห่งหนึ่ง ในจังหวัดโอกินาวาของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแนวหน้าของการป้องกันประเทศ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับความทะเยอทะยานด้านดินแดนของจีน ปีนี้โลกรำลึกครบรอบ 80 ปี การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่น ซึ่งยึดมั่นแนวทาง “ผู้รักความสงบ” อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่พ่ายแพ้ในสงครามดังกล่าว กลับพยายามดึงดูดผู้มีความสามารถเข้าสู่กองทัพมากขึ้น แม้รัฐบาลโตเกียวเริ่มเพิ่มการใช้จ่ายทางทหารเมื่อปี 2566 และตั้งเป้าทำให้งบประมาณกลาโหมมีสัดส่วน 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2570 แต่ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับแรงกดดันจากรัฐบาลวอชิงตัน ให้เพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้นอีก ญี่ปุ่นกังวลว่า จีนอาจพยายามยึดครองไต้หวันโดยใช้กำลัง ซึ่งความเคลื่อนไหวข้างต้นอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลวอชิงตัน และอาจลากรัฐบาลโตเกียวเข้าไปพัวพันด้วย แต่ถึงอย่างนั้น การโน้มน้าวชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ให้สมัครเป็นทหารนั้น ถือเป็นเรื่องยาก ฮิยาเนะ อดีตนักแบดมินตันระดับมัธยมศึกษา วัย 19 ปี ซึ่งสมัครรับราชการทหาร หลังสำเร็จการศึกษาเมื่อเดือน มี.
ค. ที่ผ่านมาว่า กล่าวว่า เขารู้สึกประทับใจกับแนวคิดของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ และคิดว่าทหารคืออาชีพที่เขาสามารถอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ และรู้สึกภาคภูมิใจได้ อนึ่ง รัฐบาลโตเกียวต้องการกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ เช่น จังหวัดโอกินาวา ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐในญี่ปุ่น ประมาณ 70% และถูกมองว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับการเฝ้าติดตามจีน ช่องแคบไต้หวัน และคาบสมุทรเกาหลี ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ตั้งเป้าที่จะจ้างทหารเกือบ 20,000 นาย เมื่อปี 2566 แต่รับสมัครได้เพียงครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่กำหนดไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่และผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า หน้าที่ที่อันตราย ค่าตอบแทนต่ำ และอายุเกษียณประมาณ 56 ปี ทำให้ชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่รู้สึกไม่พอใจ นอกจากนี้ อัตราการเกิดที่ต่ำ ประชากรที่ลดลง และตลาดแรงงานที่ตึงตัวของญี่ปุ่น ล้วนทำให้การสมัครรับราชการทหารมีความซับซ้อน และส่งผลให้กองกำลังญี่ปุ่นมีตำแหน่งว่างประมาณ 10% จากทั้งหมด 250,000 ตำแหน่ง ด้านนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ผู้นำญี่ปุ่น กล่าวเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า การเพิ่มจำนวนทหารในเจเอสดีเอฟ ถือเป็น “ความสำคัญอันดับแรก” เนื่องจากสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่ย่ำแย่ลงของประเทศ ขณะที่ นายคาซึยูกิ ชิโออิริ ผู้ช่วยจัดการกรมทหารราบในจังหวัดโอกินาวา กล่าวว่า การใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้น ทำให้ชีวิตของทหารดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับปรุงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบปรับอากาศ ห้องน้ำที่สะอาดขึ้น และความเป็นส่วนตัวมากขึ้นในหอพัก อย่างไรก็ตาม นายโทชิยูกิ อาโซ ผู้สรรหาบุคลากรของเจเอสดีเอฟ ประจำจังหวัดโอกินาวา กล่าวว่า กองกำลังไม่ได้ต้องการเพียงแค่กำลังพลที่แข็งแกร่งและมีความสามารถในการรบสูง เนื่องจากความมั่นคงของชาติครอบคลุมทุกสิ่ง ตั้งแต่ความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันภัยทางอวกาศ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และงานด้านข่าวกรอง.
