คุยกับ ผอ.ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เผยสถิติในรอบ 5 ปี พบเต่าตายจากขยะทะเลเฉลี่ย 20 ตัว/ปี รอดชีวิตหลังวางไข่เฉลี่ย 20% ทั้งที่มีการอนุรักษ์แล้ว หากปล่อยตามธรรมชาติ จะเหลือรอด 0.1%
นี่คือหัวใจสำคัญที่ต้องมีหน่วยงานใดสักหน่วยที่คอยดูแล “เต่า” เหล่านี้ และหน่วยงานนั้นก็คือ “กองทัพเรือ” นอกจากจะดูแลผลประโยชน์ทางทะเลแล้ว ยังต้องประคับประคองนาวาเอก เหรียญชัย พ่วงเชย ผู้บังคับการศูนย์ต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ เกริ่นว่า “เต่าทะเล” ก็เหมือนกับสัตว์อื่นๆ ในทะเล เพียงแต่เขาเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เริ่มมีการลดน้อยลงไป จุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์เริ่มต้นตั้งแต่ พ.
ศ.2493 ซึ่งถึงวันนี้ก็ 73 ปีมาแล้ว โดยตอนนั้นกองทัพเรือได้ออกประกาศ พ.ร.บ.ว่าด้วยเรื่องเขตปลอดภัยทางราชการ โดยใช้พื้นที่สถานีทหารเรือสัตหีบบางส่วนในการดูแล และกรมประมงได้มอบหมายให้ กองทัพเรือ เป็นผู้เก็บไข่และอนุรักษ์เต่า กระทั่งปี 2522 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระดำริให้กองทัพเรือตั้งศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ตั้งอยู่ที่เกาะมันใน อ.แกลง จ.ระยอง มาช่วยดูแลรักษาไข่เต่าในพื้นที่ที่กองทัพเรือดูแลอยู่ โดยเฉพาะที่โดย หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง รับผิดชอบการดูแลเกาะคราม แทนกองการฝึกกองเรือยุทธการ ดังนั้น หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง จึงได้เข้ามาดำเนินการเกี่ยวกับเต่าทะเลของกองทัพเรือตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ในปี พ.ศ.2535 กองทัพเรือได้จัดตั้งศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลโดยมุ่งเน้นขยายผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนร่วมกันในการพัฒนาและรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเกาะที่มีเต่ามาวางไข่มากที่สุด คือ เกาะคราม แต่ละปีมีเต่ามาวางไข่นับพันฟอง แต่โอกาสรอด หากเราไม่ดูแล หรืออนุรักษ์เลย โอกาสรอดเมื่อมีการวางไข่คือ 1 ต่อ 1,000 ฟอง เพราะเมื่อมีการวางไข่แล้วก็จะกลายเป็นอาหารของสัตว์ที่อยู่บนเกาะ หากรอดจากตรงนั้นได้ ฟักออกมาเขาก็จะคลานลงทะเลทันที ตัวอ่อนเต่าเหล่านี้เมื่อคลานลงหาดก็จะกลายเป็นอาหารของเหยี่ยว นก ตัวเงินตัวทอง หรือแม้แต่ลงทะเลไปแล้วก็เจอสัตว์ในทะเลกินอีก แม้แต่ปูก็ยังกินลูกเต่า ฉะนั้น การอนุบาลฯ ของเราคือ เมื่อมีแม่เต่ามาวางไข่แล้ว เราก็จะนำมาอนุบาลด้วยการฝังกลบไว้ และรออีกประมาณ 45-60 วัน หลังจากนั้นเต่าทะเลก็จะเพาะฟักออกมาเป็นตัว จากนั้นเราก็ดูแลสักพักก็เอามาอนุบาลต่อที่ศูนย์อนุรักษ์ที่เราทำไว้ที่เกาะครามด้วย “หากเลี้ยงได้สัก 3 เดือนแล้ว ดูว่าตัวไหนแข็งแรง จริงๆ เราก็จะปล่อยลงสู่ทะเล และบางส่วนจะนำมาไว้ที่สัตหีบ ที่ศูนย์อนุรักษ์เต่าทะเล ที่สัตหีบ ซึ่งเต่าที่เราดูแลจะมีการทำทะเบียนควบคุม โดยมีการแบ่งเป็นบ่อๆ ตามอายุ เช่น 3 เดือน 1 ปี ซึ่งศูนย์นี้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนได้มาศึกษาด้วย” นาวาเอก เหรียญชัย เผยว่า แต่ละปี ศูนย์อนุรักษ์ฯ ปล่อยเต่าลงท้องทะเลเฉลี่ยเกือบพันตัว แต่ปล่อยแล้วโอกาสรอดก็อยู่ที่ประมาณ 50% ฉะนั้นโอกาสรอดของเต่าในแต่ละปีคือราว 500 ตัว แต่ถามว่าเราจะรู้ได้อย่างไร คำตอบของคำถามนี้ คือต้องรอ 15 ปี คือการกลับมาวางไข่ที่เกาะที่ตัวมันเกิด เพราะธรรมชาติของเต่าจะเป็นแบบนี้ ซึ่งเต่าในประเทศไทยนี้มี 4 ชนิด คือ 1.เต่าตนุ 2.เต่ามะเฟือง 3.เต่ากระ 4.เต่าหญ้า โดยในฝั่งอ่าวไทยมีเพียง 2 ประเภท คือ เต่ากระ กับ เต่าตนุ ขณะที่ฝั่งอันดามันมีทุกประเภท ซึ่งตามปกติแล้วเต่าจากฝั่งอันดามันจะไม่ย้ายถิ่นฐานมายังอ่าวไทย เพราะธรรมชาติต่างๆ ในทะเลของอ่าวไทย กับ อันดามัน มีความแตกต่างกัน รวมทั้งอาหารและกระแสน้ำก็มีความแตกต่างกัน นาวาเอก เหรียญชัย เผยว่า ที่ผ่านมาเราเคยติด GPS ให้เต่า ก็พบว่า เต่าเดินทางไปไกลมาก ไปทั้งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือเมียนมา จากนั้นมันก็กลับมาวางไข่ที่เกาะคราม เรื่องนี้มีการทำวิจัยกันอยู่ อย่างไรก็ตามวิธีการติดตามดังกล่าวปัจจุบันนี้ได้ยกเลิกไปแล้ว เพราะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าดูแลเครื่องมือที่ใช้ติดตามเต่า ค่าเฉลี่ยในการตามดูเต่า 1 ตัวเป็นล้านบาท ด้วยเหตุนี้จึงมีการยกเลิกไป เหลือเพียงการติดไมโครชิปที่เราฝังไปในตัวเต่า โดยมีทะเบียนคุมไว้ โดยระบุวันเดือนปีในการปล่อย และมันวางไข่ที่ไหน “ในรอบการปล่อย 5-6 ปีที่ผ่านมา ก็คาดว่าอีกสัก 10 ปี มันจะกลับมาวางไข่ที่เกาะที่มันเกิด แต่...ถ้ามันมาเจอคน มันก็จะไม่วางไข่ ปล่อยให้ไข่เสียภายในตัวมัน ฉะนั้นการวางไข่ของเต่าสำคัญคือต้องเป็นสถานที่สงบเงียบ ฉะนั้นเราถึงต้องจำกัดพื้นที่ไว้ โดยเต่าหนึ่งตัวเฉลี่ยวางไข่ครั้งละ 80-150 ฟอง” สำหรับความสำคัญของเต่าในระบบนิเวศน์ทางทะเลเป็นอย่างไร นาวาเอก เหรียญชัย อธิบายว่า เต่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในทะเลเหมือนกับปลาชนิดต่างๆ โดยมีอาหารเป็นสาหร่าย ปลาเล็ก แมงกะพรุน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในวัฏจักรของการมีชีวิตในทะเล เพียงแต่อัตราการรอดตามธรรมชาติมันน้อยมาก แต่หากเราไม่ดูแล หรืออนุรักษ์มัน วันหนึ่งมันก็จะหายไปเหมือนสัตว์อื่นๆ ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุม ซึ่งประกอบด้วย
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
แม่ยายฝรั่ง เฮลั่น! ถูกหวย 18 ล้าน หลานสาวจูงมือไปที่แผงบอกจะให้ถูกรางวัลที่ 1คุณยายวัย 70 ปี ไปเดินตลาดโต้รุ่ง หลานสาวลูกครึ่งไทย-นิวซีแลนด์ เดินไปหยิบลอตเตอรี่บอกจะให้ถูกรางวัลที่ 1 ปรากฏถูกจริง รวยเละ 18 ล้าน
Read more »
คลังชงแผนปฏิรูปภาษีเสนอรัฐบาลใหม่ ลั่นไม่ล้มภาษีขายหุ้น : อินโฟเควสท์นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่พิจารณาแผนปฏิรูปการจัดเก็บรายได้รัฐบาล ทั้งในส่วนของการเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย เพื่อให้เป็นไปตามกรอบวินัยการคลัง และดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปี 2567-2570) ที่ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 ต้องลดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ ไม่ให้เกิน 3% ต่อจีดีพี ขณะที่ปัจจุบันการจัดเก็บรายได้ มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 14% ของจีดีพี ควรขยับขึ้นไปเป็นระดับ 16-17% ต่อจีดีพี “แผนการปฏิรูประบบภาษีของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผ่านเห็นชอบจากกระทรวงการคลังแล้วกว่า 20 รายการ แต่วันนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเราจะทำอะไร ซึ่งทุกรัฐบาลที่เข้ามาไม่ว่าจากพรรคใด แผนปฏิรูปภาษีจะเป็นแผนแรก ที่กระทรวงการคลังต้องกางให้ดู ว่าแผนจัดเก็บรายได้ แผนรายจ่ายควรจะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่เอาไปให้ดูหมด ว่าคนที่ทำนโยบายจะดำเนินการอย่างไร” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว พร้อมระบุว่า เบื้องต้นในแผนการปฏิรูปภาษี จะมีการแบ่งช่วงเวลา บางมาตรการจะดำเนินการใน 2 ปี หรือภายใน 5 ปี เป็นต้น เช่น ที่ผ่านมามีการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อกองทุน เพื่อช่วยสนับสนุนการลงทุนในตลาดทุนมานานหลายปีแล้ว มองว่าเป็นการช่วยคนรวยมากเกินไปหรือไม่ อาจจะต้องมาทบทวนวิธีนำค่าลดหย่อนหลาย ๆ […]
Read more »
