ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุติการพิจารณาคดีความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ.ทวี เนื่องจากทั้งสองท่านพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนการตัดสินคดี
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็น รัฐมนตรี ของนาย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก รัฐมนตรี และ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.
ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ สมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) โดยกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่\ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ในขณะที่คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 เป็นผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2568 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ ตามประกาศลงวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่ปรากฏรายชื่อผู้ถูกร้องทั้งสองได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และวันพุธที่ 24 กันยายน พุทธศักราช 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ทำให้ผู้ถูกร้องทั้งสองพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า การพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51\ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 6 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายจิรนิติ หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ เห็นว่า เมื่อผู้ถูกร้องทั้งสองพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องวินิจฉัยคดีต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 การพิจารณาคดีนี้เป็นการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับสถานะความเป็นรัฐมนตรีของบุคคลสองท่าน คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง โดยมีข้อกล่าวหาว่าการกระทำของทั้งสองท่านเข้าข่ายเป็นการแทรกแซงหรือครอบงำการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีได้ คดีนี้เริ่มต้นจากการที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว\การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญดำเนินไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย ส่งผลให้มีการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกร้องทั้งสองท่านไม่ได้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้\ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยมีมติว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่ ซึ่งผลของการพิจารณานี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานจริยธรรมและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมือง รวมถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจทางการเมือ
ศาลรัฐธรรมนูญ ภูมิธรรม เวชยชัย ทวี สอดส่อง รัฐมนตรี การเมือง
