เจาะลึกเนื้อหาของนิทานนางตันไตรย ฉบับสมบูรณ์ที่เรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์กุสุมา รักษมณี ซึ่งเป็นนิทานสันสกฤตที่แพร่หลายในสมัยอยุธยา เรื่องราวการเดินทางของพรานปลาอาวกู ผู้ซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากและพลิกผันของชีวิตอย่างคาดไม่ถึง ตั้งแต่การเป็นพรานปลาผู้ยากจน จนกระทั่งได้กลายมาเป็นพระราชาแห่งเมืองโรมวิสัย นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ถึงประเด็นทางสังคมและข้อคิดคติสอนใจที่ซ่อนอยู่ในเนื้อเรื่อง
คำนำหนังสือ... นิทาน นางตันไตรย (มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์2567) ตอนหนึ่ง...
เป็นนิทานสันสกฤต แพร่หลายในไทยสมัยอยุธยา เนื้อหาในต้นฉบับเก่าขาดๆเกินๆ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ กุสุมา รักษมณี เรียบเรียงใหม่ถือได้ว่าเป็นนิทานฉบับสมบูรณ์ที่สุดในเมืองโรมวิสัยของพระเจ้าวินทุกกัลยาณตราปราช มีพรานปลาเข็ญใจคนหนึ่งไปช้อนปลากับภรรยา ภรรยากระเดียดกระเชอก้นรั่ว คอยเก็บปลาที่สามีหามาได้ ปลาจึงหลุดรอดไปทั้งหมดหญิงผู้หนึ่งเป็นภรรยานายสำเภานั่งมองอยู่ท้ายเรือ เมื่อเห็นภรรยาพรานปลาทำเช่นนั้นก็หัวเราะ นายสำเภาโกรธบริภาษภรรยาว่าหัวเราะพึงใจตัวพรานปลาแล้วท้าให้เปลี่ยนตัวภรรยากับภรรยาของพรานปลานางจึงลาสามีไปขออยู่กับพรานปลา คอยถือตะกร้ามีฝาปิดสำหรับใส่ปลาที่พรานปลาช้อนได้ทำให้พรานปลาได้ปลาครั้งละมากๆต่อมา นางชักชวนให้พรานปลาเลิกฆ่าสัตว์เปลี่ยนมาตัดฟืนขาย เมื่อได้ไม้กฤษณามาจำนวนมากก็นำไปขายจนร่ำรวย วันหนึ่ง นางบอกให้สามีออกวิ่งทุกเช้าก่อนจะกินอาหาร สามีทำเช่นนั้นประจำจนร่างกายกำยำครั้งหนึ่ง พระเจ้าวินทุกกัลยาณตราปราชโปรดให้พรานทั้งหลายตามเสด็จประพาสป่า ภรรยาของพรานปลาเตรียมเสบียงใส่ไถ้ให้พรานคาดไว้กับเอว แล้วพยายามวิ่งตามเสด็จให้ทันม้าทรง พระราชาถามชื่อก็บอกว่าชื่อ อาวกูพระราชาทรงพบกวางในป่า จึงทรงม้าไล่ตามจนพลัดกับไพร่พล มีแต่พรานอาวกูซึ่งวิ่งตามไปทัน เมื่อพระราชาหยุดพัก พรานก็นำอาหารที่เตรียมไปนั้นถวายพระราชาพระองค์ทรงสำราญ และตรัสกับพรานว่าจะทรงเล่านิยายให้ฟัง แต่แล้วพระองค์ก็ทรงหลับ ฝ่ายฝูงเทวาคอยฟังพระองค์เล่านิยาย เมื่อเห็นว่าเงียบไปก็ไม่พอใจกล่าวว่าพระราชามุสาสาปแช่งว่าเมื่อเสด็จออกจากหมู่ไม้ ขอให้กิ่งไม้หักทับ เมื่อเข้าประตูพระนครก็ขอให้โขลนทวารดึงประตูใหญ่พังทับ เมื่อเข้าบรรทมเทวดาจะแปลงกายเป็นอสรพิษไปขบกัดพระองค์จนสิ้นชีพพรานอาวกูได้ยินคำทั้งสิ้นของเทวดา เมื่อพระราชาตื่นบรรทม อาวกูก็รีบทูลให้ทรงม้าโผนไปให้พ้นกิ่งไม้ที่จะหักลงมา เมื่อจะเข้าประตูก็ให้เร่งม้าเข้าไปให้พ้นก่อนที่ประตูจะพังอาวกูเฝ้าตามเสด็จจนถึงยามราตรี เมื่อจะเข้าบรรทม พระองค์ส่งพระแสงดาบให้เฝ้าระวังภัย ครั้นดึกสงัด เทวดาแปลงกายเป็นอสรพิษอยู่บนเพดาน เลื้อยลงมาจะกัดพระราชา อาวกูใช้ดาบสังหารได้เสียก่อนโลหิตอสรพิษกระเซ็นไปต้องพระถันพระมเหสี อาวกูจะเช็ดด้วยมือก็เกรงว่านางจะตื่น จึงก้มลงเลียพระมเหสีสะดุ้งตื่นทูลฟ้องพระราชา พระองค์กริ้วมากจะสั่งสังหารอาวกู อาวกูจึงทูลเล่าเรื่องตั้งแต่ต้น เมื่อได้ฟังเทวดาสาปพระราชา เมื่อพระราชาทรงเห็นซากอสรพิษก็เชื่อคำอาวกูรุ่งขึ้นจึงประกาศสรรเสริญอาวกูในที่ประชุมขุนนาง และแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีเมื่อพระราชาสิ้นพระชนม์โดยไม่มีโอรสธิดา หมู่อำมาตย์จึงสถาปนาอาวกูให้ครองเมืองโรมวิสัยต่อไปนิทานเรื่องนี้ มีคำสอนว่า “ดูกรสหายเอ๋ย ผู้ใดมีวิริยะขวนขวายในกิจจานุกิจทั้งปวง ก็ย่อมได้เสวยสุขภิรมย์ เมื่อปัจฉิมกาล”ลองมาทบทวนเนื้อหานิทาน อ่านแล้วต้องร้องเอ๊ะ! โอ๊ะ! หรือกระทั่งอื๋อ! ครั้งที่อาวกูใช้วิธีเอาลิ้นเลียพระถันมเหสี แต่ก็รอดโทษประหาร แถม...สุดท้ายได้เป็นพระราชานั่งเมืองยังมีประเด็นให้ต้องร้องแหม! แหมแรก นางกระเชอก้นรั่วไปไงมาไงต่อ แหมสอง เมียพรานปลานางเอกของเรื่องที่จบลงด้วยวาสนา เป็นพระราชินี น่าเสียดาย ที่ในนิทานไม่กล่าวไว้ ไม่มีกระทั่งชื่อบทเรียนสำคัญที่ได้จากนิทาน อะไรๆ ไม่ว่าวาสนาหรือเภทภัย ก็เกิดได้เป็นธรรมดา ฉะนั้น ในทางการเมืองผู้แพ้จะเปลี่ยนเป็นผู้ชนะก็ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ แต่ประการใด. กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติ
นิทาน นางตันไตรย อยุธยา อาวกู ศาสตราจารย์กุสุมา รักษมณี วรรณกรรม วิริยะ วาสนา ข้อคิด สังคม
