วิเคราะห์เบื้องหลัง ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล - ธนาคาร ถึงหันมายอมรับ 'คริปโต' ?

Binance Blockchain Week News

วิเคราะห์เบื้องหลัง ทำไมตอนนี้ทั้งรัฐบาล - ธนาคาร ถึงหันมายอมรับ 'คริปโต' ?
Richard TengStablecoinTokenization
  • 📰 Thairath_News
  • ⏱ Reading Time:
  • 202 sec. here
  • 14 min. at publisher
  • 📊 Quality Score:
  • News: 115%
  • Publisher: 63%

คริปโตเคอเรนซี ภาพจำที่หลายคนมีคือความบ้าคลั่ง และวงจรของการล่มสลาย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันกลับแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เมื่ออุตสาหกรรมนี้กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

คริปโต เคอเรนซี ภาพจำที่หลายคนมีคือความบ้าคลั่งในการเก็งกำไรและวงจรของการล่มสลาย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันกลับแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เมื่ออุตสาหกรรมนี้กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างระบบการเงินโลก รายการ Digital Frontiers ทางช่อง YouTube : Thairath Money ได้สำรวจอินไซท์จากงาน Binance Blockchain Week 2025 ณ กรุงดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เห็นภาพว่าในเวทีระดับโลก คริปโต เคอเรนซีกำลังถูกพูดถึงอย่างไร และอนาคตของระบบการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด2009-2013: ยุคกำเนิด Bitcoin เกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงินปี 2008 จากความไม่เชื่อใจระบบการเงินดั้งเดิม ในช่วงแรก Bitcoin ถูกมองว่าเป็นเพียงของเล่นสำหรับกลุ่ม geek และถูกเชื่อมโยงกับตลาดมืดมากกว่านวัตกรรมการเงิน 2017: ยุค ICO Boomทุกคนสามารถออกเหรียญและระดมทุนได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็น scam หรือโครงการไร้คุณภาพ เมื่อฟองสบู่แตก นักลงทุนขาดทุนหนัก และหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มเข้ามาให้ความสนใจ 2020-2021: DeFi Summer และ NFT Maniaเทคโนโลยีเริ่มพัฒนาและน่าสนใจขึ้น แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยการเก็งกำไร rug pull และโครงการที่หายไปในชั่วข้ามคืน 2022: ปีมืดของ คริปโต Terra/Luna ล่มสลาย ตามด้วย FTX ล้มละลาย เหตุการณ์ต่อเนื่องเหล่านี้ทำให้หลายคนเชื่อว่า" คริปโต ตายแล้ว" และบังคับให้วงการต้องทบทวนความโปร่งใสและมาตรฐานทั้งหมดสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เพราะผู้เข้ามาในตลาดไม่ใช่แค่เทรดเดอร์รายย่อยอีกต่อไป แต่เป็น Wall Street, ธนาคารระดับโลก และรัฐบาล จากงาน Binance Blockchain Week ที่ดูไบ สิ่งที่มีการพูดคุยกันไม่ใช่เรื่อง"เหรียญไหนจะปั๊มต่อไป" แต่เป็นการมาของสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อคุยกันเรื่อง"โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเงิน" สะท้อนได้ว่าอุตสาหกรรมนี้เติบโตไปไกลเกินกว่าการมองแค่ crypto cycle แล้ว Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance ยืนยันว่า คริปโต กำลังเปลี่ยนจาก"สินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม" มาสู่"กระแสหลัก" อย่างแท้จริงการเข้ามาของ Wall Street ในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต โดยมีผู้บริหารจากสถาบันระดับโลกหลายแห่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจน: BlackRock เปิดเผยว่าศึกษาเรื่อง คริปโต มา 10 ปีแล้ว และกำลังทำสองสิ่งพร้อมกัน คือ นำ คริปโต มาห่อหุ้มด้วยโครงสร้างที่คนทั่วไปคุ้นเคย อย่าง ETF และในทางกลับกัน ก็นำสินทรัพย์ดั้งเดิมมา tokenize เพื่อให้โลก Web3 เข้าถึงได้ นี่คือการสร้างสะพานเชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน Julius Baer ระบุว่าในฝั่งสถาบัน เงินไหลเข้า Crypto ETF มากกว่าการเทรดแบบ Spot ถึง 5 เท่า เนื่องจาก ETF สะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษา Citi ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มหนุนหลัง Stablecoin s ในฐานะเทียบเท่าเงินสด ทำให้ธนาคารทุกแห่งต้องเตรียมพร้อมรองรับในอีก 3 ปีข้างหน้าFranklin Templeton สรุปได้ตรงประเด็นว่า ในอดีตการพูดเรื่อง คริปโต อาจเป็นความเสี่ยงต่ออาชีพ แต่ปัจจุบันความเสี่ยงคือการเลือกที่จะ"เพิกเฉย" เพราะตลาด คริปโต มีขนาดใหญ่กว่าตลาด High Yield ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดการเงินดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเสียอีก Richard Teng เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า เมื่อ 10 ปีก่อน นักลงทุนสถาบันมีสัดส่วนในตลาด คริปโต ไม่ถึง 1% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20% และยังเติบโตต่อเนื่อง สำหรับ Binance เองมีผู้ใช้ทั่วโลกเกือบ 300 ล้านคน และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าสถาบันเปิดบัญชีเพิ่มเป็น 2 เท่าทุกปี ที่สำคัญคือ อัตราการยอมรับ คริปโต ทั่วโลกยังอยู่แค่ประมาณ 8% เท่านั้น หมายความว่าอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากและมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมหาศาล เมื่อถึงวันที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ยอมรับและเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้เหนือกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในปัจจุบัน นั่นจะเป็นจุดที่เราเห็น"โค้งการยอมรับครั้งใหญ่" ของ คริปโต เริ่มขึ้นจริงๆ หาก Bitcoin เป็น"ทองคำดิจิทัล" สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้คือการสร้าง"ระบบการเงินดิจิทัล" ที่สมบูรณ์ ผ่าน 3 เรื่องหลัก:เปรียบเทียบการโอนเงินจากไทยไปอเมริกา หากผ่านธนาคารดั้งเดิม จะใช้เวลานาน ค่าธรรมเนียมแพง แต่ผ่าน Stablecoin ทำได้เกือบทันที ค่าใช้จ่ายเพียงเศษเสี้ยว Stablecoin ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างรวดเร็วสำหรับการดำเนินงานทั่วโลก โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาทำการของธนาคาร กำลังกลายเป็น Payment Rail ใหม่ของโลก Tokenization ไม่ใช่แค่การนำสินทรัพย์มาแบ่งขายเป็นส่วนๆ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าถึงและซื้อขายสินทรัพย์ โดย"แยกส่วนประกอบทางธุรกิจ" เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ ยกตัวอย่างเชิงจินตนาการ หากนำหุ้นเทคอย่าง Tesla มา tokenize ในอนาคตนักลงทุนอาจเลือกซื้อเฉพาะสิทธิ์ในผลกำไรของปี 2036, รายได้จากยอดขายในยุโรป หรือแม้แต่"แยก" ความเสี่ยงของ Elon Musk ออกมาต่างหากก็ได้.

คริปโตเคอเรนซี ภาพจำที่หลายคนมีคือความบ้าคลั่งในการเก็งกำไรและวงจรของการล่มสลาย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันกลับแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เมื่ออุตสาหกรรมนี้กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างระบบการเงินโลก รายการ Digital Frontiers ทางช่อง YouTube : Thairath Money ได้สำรวจอินไซท์จากงาน Binance Blockchain Week 2025 ณ กรุงดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อให้เห็นภาพว่าในเวทีระดับโลก คริปโตเคอเรนซีกำลังถูกพูดถึงอย่างไร และอนาคตของระบบการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด2009-2013: ยุคกำเนิด Bitcoinเกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงินปี 2008 จากความไม่เชื่อใจระบบการเงินดั้งเดิม ในช่วงแรก Bitcoin ถูกมองว่าเป็นเพียงของเล่นสำหรับกลุ่ม geek และถูกเชื่อมโยงกับตลาดมืดมากกว่านวัตกรรมการเงิน 2017: ยุค ICO Boomทุกคนสามารถออกเหรียญและระดมทุนได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็น scam หรือโครงการไร้คุณภาพ เมื่อฟองสบู่แตก นักลงทุนขาดทุนหนัก และหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มเข้ามาให้ความสนใจ 2020-2021: DeFi Summer และ NFT Maniaเทคโนโลยีเริ่มพัฒนาและน่าสนใจขึ้น แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยการเก็งกำไร rug pull และโครงการที่หายไปในชั่วข้ามคืน 2022: ปีมืดของคริปโตTerra/Luna ล่มสลาย ตามด้วย FTX ล้มละลาย เหตุการณ์ต่อเนื่องเหล่านี้ทำให้หลายคนเชื่อว่า"คริปโตตายแล้ว" และบังคับให้วงการต้องทบทวนความโปร่งใสและมาตรฐานทั้งหมดสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เพราะผู้เข้ามาในตลาดไม่ใช่แค่เทรดเดอร์รายย่อยอีกต่อไป แต่เป็น Wall Street, ธนาคารระดับโลก และรัฐบาล จากงาน Binance Blockchain Week ที่ดูไบ สิ่งที่มีการพูดคุยกันไม่ใช่เรื่อง"เหรียญไหนจะปั๊มต่อไป" แต่เป็นการมาของสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อคุยกันเรื่อง"โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเงิน" สะท้อนได้ว่าอุตสาหกรรมนี้เติบโตไปไกลเกินกว่าการมองแค่ crypto cycle แล้ว Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance ยืนยันว่าคริปโตกำลังเปลี่ยนจาก"สินทรัพย์เฉพาะกลุ่ม" มาสู่"กระแสหลัก" อย่างแท้จริงการเข้ามาของ Wall Street ในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต โดยมีผู้บริหารจากสถาบันระดับโลกหลายแห่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจน: BlackRock เปิดเผยว่าศึกษาเรื่องคริปโตมา 10 ปีแล้ว และกำลังทำสองสิ่งพร้อมกัน คือ นำคริปโตมาห่อหุ้มด้วยโครงสร้างที่คนทั่วไปคุ้นเคย อย่าง ETF และในทางกลับกัน ก็นำสินทรัพย์ดั้งเดิมมา tokenize เพื่อให้โลก Web3 เข้าถึงได้ นี่คือการสร้างสะพานเชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน Julius Baer ระบุว่าในฝั่งสถาบัน เงินไหลเข้า Crypto ETF มากกว่าการเทรดแบบ Spot ถึง 5 เท่า เนื่องจาก ETF สะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษา Citi ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มหนุนหลัง Stablecoins ในฐานะเทียบเท่าเงินสด ทำให้ธนาคารทุกแห่งต้องเตรียมพร้อมรองรับในอีก 3 ปีข้างหน้าFranklin Templeton สรุปได้ตรงประเด็นว่า ในอดีตการพูดเรื่องคริปโตอาจเป็นความเสี่ยงต่ออาชีพ แต่ปัจจุบันความเสี่ยงคือการเลือกที่จะ"เพิกเฉย" เพราะตลาดคริปโตมีขนาดใหญ่กว่าตลาด High Yield ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดการเงินดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเสียอีกRichard Teng เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า เมื่อ 10 ปีก่อน นักลงทุนสถาบันมีสัดส่วนในตลาดคริปโตไม่ถึง 1% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20% และยังเติบโตต่อเนื่อง สำหรับ Binance เองมีผู้ใช้ทั่วโลกเกือบ 300 ล้านคน และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าสถาบันเปิดบัญชีเพิ่มเป็น 2 เท่าทุกปี ที่สำคัญคือ อัตราการยอมรับคริปโตทั่วโลกยังอยู่แค่ประมาณ 8% เท่านั้น หมายความว่าอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากและมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมหาศาล เมื่อถึงวันที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ยอมรับและเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้เหนือกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในปัจจุบัน นั่นจะเป็นจุดที่เราเห็น"โค้งการยอมรับครั้งใหญ่" ของคริปโตเริ่มขึ้นจริงๆ หาก Bitcoin เป็น"ทองคำดิจิทัล" สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้คือการสร้าง"ระบบการเงินดิจิทัล" ที่สมบูรณ์ ผ่าน 3 เรื่องหลัก:เปรียบเทียบการโอนเงินจากไทยไปอเมริกา หากผ่านธนาคารดั้งเดิม จะใช้เวลานาน ค่าธรรมเนียมแพง แต่ผ่าน Stablecoin ทำได้เกือบทันที ค่าใช้จ่ายเพียงเศษเสี้ยวStablecoin ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างรวดเร็วสำหรับการดำเนินงานทั่วโลก โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาทำการของธนาคาร กำลังกลายเป็น Payment Rail ใหม่ของโลกTokenization ไม่ใช่แค่การนำสินทรัพย์มาแบ่งขายเป็นส่วนๆ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีที่เราเข้าถึงและซื้อขายสินทรัพย์ โดย"แยกส่วนประกอบทางธุรกิจ" เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ ยกตัวอย่างเชิงจินตนาการ หากนำหุ้นเทคอย่าง Tesla มา tokenize ในอนาคตนักลงทุนอาจเลือกซื้อเฉพาะสิทธิ์ในผลกำไรของปี 2036, รายได้จากยอดขายในยุโรป หรือแม้แต่"แยก" ความเสี่ยงของ Elon Musk ออกมาต่างหากก็ได้

We have summarized this news so that you can read it quickly. If you are interested in the news, you can read the full text here. Read more:

Thairath_News /  🏆 8. in TH

Richard Teng Stablecoin Tokenization Bitcoin คริปโต ลงทุนคริปโต การลงทุนคริปโต Crypto Cryptocurrency

 

United States Latest News, United States Headlines



Render Time: 2026-04-02 21:49:08