วิเคราะห์ฟอร์มการเล่นของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ตกลงไปอย่างน่าใจหายในฤดูกาลนี้ พร้อมเจาะลึกถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งอายุที่มากขึ้น, การปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมใหม่, และการเปลี่ยนแปลงแท็คติกของทีม
อย่างไรก็ตามฟอร์มของ"คิง ออฟ อียิปต์" ดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัดในฤดูกาลนี้ แม้สถิติในเกม พรีเมียร์ลีก ของเขาจะซัดไป 4 ประตูกับ 2 แอสซิสต์ แต่ผลงานโดยรวมของนักเตะถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก หลายคนมองว่าอาจเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ซาลาห์ อายุ 33 ปีแล้ว ความแข็งแกร่งและคล่องแคล่วไม่เหมือนเดิม กอปรกับคู่แข่งจับทางสไตล์การเล่นของเขาได้ และแท็กติกที่โค้ชอาร์เน่อใช้ ไม่ได้ผลอีกต่อไป นั่นทำให้เจ้าตัวต้องพบกับความยากลำบากในการสู้กับแนวรับจากทุกทีม แล้วผลงานของ ซาลาห์ ในเวลานี้สมควรที่จะโดนดร็อปไปนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรองหรือยัง ? ประเด็นนี้ต้องลองมาวิเคราะห์กันซะหน่อย ลิเวอร์พูล มีการเปลี่ยนแปลงทีมพอสมควร พวกเขาลงทุนเยอะมากในช่วงซัมเมอร์ล่าสุด โดยเฉพาะในตำแหน่งแนวรุกทั้งการคว้าตัว ฟลอเรียน เวียร์ตซ์, อเล็กซานเดอร์ อีซัค และ อูโก้ เอกิติเก้ เป็นต้น ขณะเดียวกันในเกมรับก็มี การเสริมทัพ ใหม่ด้วยการเซ็น มิลอส เคอร์เคซ และ เจเรมี่ ฟริมปง ทั้งหมดนี้เหมือนความฝันที่เป็นจริงสำหรับแฟนบอลหงส์แดง แต่ในความเป็นจริงแล้วนักเตะใหม่และผู้เล่นตัวหลักเดิมยังต้องใช้เวลาในการปรับเข้ากับกันและกัน ซาลาห์เป็นหนึ่งในนักเตะที่ฟอร์มได้รับผลกระทบจากการเข้ามา เขาต้องสร้างความเข้าใจใหม่กับเพื่อนร่วมทีมคนใหม่ ที่สำคัญการย้ายออกของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็ส่งผลกระทบต่อ สตาร์วัย 33 ปีเช่นกัน ก่อนหน้านี้ ซาลาห์ มีอิสระในการเล่นเกมรุกอย่างเต็มที่ทางฝั่งขวา แต่การไม่มี"เทรนต์" คอยวางบอลให้ในพื้นที่ว่าง ทำให้"บังโม" ต้องเจอกับสถานการณ์ยากลำบากในการเล่นเกมบุก ยิ่งผู้เล่นฟูลแบ็กทางขวาทั้ง ฟริมปง กับ คอเนอร์ แบรดลี่ย์ มีสไตล์เล่นการวิ่งทะลุทะลวง ทำให้เขาต้องปรับตัวใหม่ ก่อนหน้านี้ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ มักเปิดบอลยาวให้ ซาลาห์ วิ่งเข้ามาในพื้นที่ว่าง ซึ่งมักทำให้เขาอยู่ในสถานการณ์ตัวต่อตัวกับกองหลังฝ่ายตรงข้าม และเขามีความสามารถพิเศษในการชนะการเผชิญหน้ากับฟูลแบ็กอย่างสม่ำเสมอ จริงอยู่ ซาลาห์ มีค่าเฉลี่ยทำ 1.
6 ในการเลี้ยงผ่านคู่แข่งแบบตัวต่อตัวตลอด 90 นาที โดยมีอัตราความสำเร็จ 44.62% ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว แต่ตัวเลขนี้ลดลงเหลือ 0.2 การเลี้ยงตลอด 90 นาที พร้อมกับอัตราความสำเร็จมีแค่ 12.5% เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงวิธีเล่นของ ลิเวอร์พูล ทำให้ ซาลาห์ ได้บอลยากขึ้น ดังนั้นเขาจึงประสบปัญหาในการสร้างผลกระทบกับเกม โดยจำนวนการยิงต่อเกม , จำนวนโอกาสที่สร้างได้ต่อเกม และจำนวนครั้งที่สัมผัสบอลต่อ 90 นาที ต่างลดลงในฤดูกาลนี้ ที่สำคัญ จำนวนครั้งที่เขาสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่งลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับฤดูกาลก่อน แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะครองบอลมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แต่การโดนคู่แข่งแก้ลำด้วยการเน้นตั้งรับลึกนั่นทำให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมรุกของ"หงส์แดง" ลดลง และยังส่งผลกระทบทำให้ศักยภาพของ ซาลาห์ ลดลงไปด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดจากอัตราความสำเร็จในการดวลบนพื้นดินของเขาที่ลดลงจาก 40.83% เหลือ 28.24%ตอนนี้ ซาลาห์ ไม่ได้รับการสนับสนุนเหมือนก่อนจาก โดมินิค โซโบซไล และ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ขณะที่ ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ยังประสบปัญหาในการสร้างอิมแพ็คต่อเกมตามที่หลายคนคาดหวังตั้งแต่เขาย้ายมาจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้"บังโม" ไม่สามารถสร้างผลงานได้อย่างที่สากว"เดอะ ค็อป" เคยเห็นตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ซาลาห์ ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่สุดยอดอีกต่อไปแล้ว แต่กระนั้นในซีซั่นนี้ เขาตะบันไปแล้ว 4 ประตูกับ 2 แอสซิสต์ ซึ่งมันเทียบไม่ได้เลยกับ 29 ประตูที่"บังโม" ทำได้เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงภายในทีม สไตล์การเล่นที่ไม่เหมือนเดิม กอปรกับการที่เขายังไม่สามารถประสานงานร่วมกับผู้เล่นใหม่ นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ซาลาห์ ไม่สามารถผลิตผลงานชั้นยอดออกมาได้ กระนั้นอาจจะยังไม่ถึงเวลาที่ อาร์เน่อ สล็อต จะดร็อปเขา เพราะเดี๋ยวในช่วงศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ที่จะเปิดฉากวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ซาลาห์ ต้องเดินทางไปช่วยทีมชาติอียิปต์ ✍️ 𝐓𝐎𝐌𝐌𝐘 𝐓𝐄𝐄
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก ฟอร์มตก การเสริมทัพ
