วิจัยกสิกรฯ คาดปี 66 ยอดเงินฝากโต 4.0-5.5% ตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น-ศก.ฟื้นตัว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เงินฝาก อินโฟเควสท์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตั้งแต่รอบการประชุมเดือนส.ค. และก.ย. 65 ครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.50% จนทำให้ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยืนอยู่ที่ 1.
00% นั้น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยตามในทันทีในระยะแรกๆ อย่างไรก็ดี ในเดือนต.ค. 65 การปรับอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารพาณิชย์เริ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ทั้งธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในระยะข้างหน้า แม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เงินฝากจะไม่ได้เติบโตในอัตราเร่ง แต่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากน่าจะปรับสูงขึ้นในลักษณะที่ชันขึ้นอีก โดยมาจากแรงส่งทั้งการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ทำให้มีโอกาสที่จะเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับขึ้นมากกว่า 0.50% ภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 66 ส่วนประมาณการเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ ณ สิ้นปี 65 นี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.5-3.7% ก่อนที่จะขยับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ในกรอบประมาณ 4.0-5.5% ในปี 66 ตามทิศทางเศรษฐกิจที่น่าจะทยอยฟื้นตัว และการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเติบโตของสินเชื่อ สำหรับจำนวนแคมเปญเงินฝากพิเศษหนาตาขึ้นตั้งแต่เดือนต.ค. 65 โดยแคมเปญเงินฝากพิเศษออกใหม่ของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมกันแล้วมีจำนวนสูงกว่า 20 แคมเปญ โดยส่วนใหญ่เป็นการออกแคมเปญของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กเป็นหลัก ซึ่งแม้ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นการออกเพื่อชดเชยโครงการ/แคมเปญเงินฝากที่ครบกำหนด หรือเตรียมจะครบกำหนด แต่เมื่อหักปัจจัยดังกล่าวแล้ว ก็ยังพบว่ามีสัญญาณการออกแคมเปญเงินฝากที่เร่งตัวขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ภาพการเร่งขึ้นของจำนวนแคมเปญเงินฝากออกใหม่สุทธิ ทยอยปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 65 สอดคล้องกับการเร่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่จำนวนแคมเปญเงินฝากออกใหม่สุทธิขยับขึ้นจากประมาณ 6-7 แคมเปญในเดือนก.ค.-ก.ย. 65 มาที่ประมาณ 18 แคมเปญในเดือนต.ค. 65 นอกจากนี้ แคมเปญที่ออกใหม่ในเดือนต.ค. 65 ยังนำเสนออัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิมประมาณ 0.36-1.00% เมื่อเทียบกับแคมเปญที่ออกในช่วงเดือนมิ.ย. 65 ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำมาตรฐาน ทยอยปรับขึ้นตั้งแต่เดือนก.ย.-ต.ค. 65 โดยสำหรับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ จะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์สำหรับบุคคลธรรมดา ประมาณ 0.20% จากธนาคารพาณิชย์เพียง 1 แห่ง ขณะเดียวกัน ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 3 เดือน ถึง 36 เดือน ในกรอบประมาณ 0.10-0.75% นอกจากนี้ ยังมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของฝั่งลูกค้านิติบุคคลในเดือนต.ค. เช่นกัน โดยมีการปรับขึ้นประมาณ 0.05-0.18% สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ และประมาณ 0.10-0.83% สำหรับเงินฝากประจำประเภท 3 เดือนถึง 36 เดือน ทั้งนี้ แม้อัตราการเติบโตของเงินฝาก จะประคองตัวที่ประมาณ 3.6%YoY ในเดือนก.ย. 65 เทียบกับ 4.0% ณ สิ้นปี 64 แต่การแข่งขันด้านราคาเงินฝากที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นดังกล่าว คาดว่าจะมาจากหลายสาเหตุ อาทิ2. ทิศทางสินเชื่อที่ยังรักษาโมเมนตัมการขยายตัว โดย ณ สิ้นเดือนก.ย. 65 สินเชื่อขยายตัว 5.0%YoY แม้จะชะลอลงเมื่อเทียบกับการขยายตัว 6.0% ณ สิ้นปี 64 แต่ก็เป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโตของเงินฝาก 3. ปริมาณสภาพคล่องส่วนเกินที่ทยอยลดลง ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่ปรับขึ้นจาก 93.0% ณ สิ้นเดือนพ.ค. 65 มาที่ 95.0% ณ สิ้นเดือนก.ย. 65 นอกจากนี้ สัดส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง และปริมาณสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนเกิน ได้ทยอยปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงประมาณกลางปี 65 ทั้งนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการปรับพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้ และการปรับลดลงของมูลค่าตราสารหนี้ที่ถือครองตามราคาตลาด ในช่วงที่อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยปรับสูงขึ้น ประกอบกับผู้ฝากเงินอาจมีการปรับเปลี่ยนการออมเงินในรูปเงินฝากบางส่วนไปลงทุนในหุ้นกู้ 4. การออกแคมเปญเพื่อรักษาฐานลูกค้าเงินฝากกลุ่มต่างๆ ตามนโยบายของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง โดยมีการออกแคมเปญเงินฝากระยะยาวที่อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นในลักษณะขั้นบันได สำหรับรองรับวัยเกษียณ หรือรับดอกเบี้ยเงินฝากคืนในลักษณะรายเดือน แคมเปญเงินฝากปลอดภาษี รวมถึงโครงการเงินฝากพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง และแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษที่ฝากสม่ำเสมอเป็นรายเดือน เพื่อตอบวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมการออมที่สม่ำเสมอ เป็นต้น สำหรับผู้มีเงินออม ราคาหรืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแคมเปญเงินฝากที่ทยอยออกมามากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี คงทำให้ผู้มีเงินออมที่รับความเสี่ยงได้น้อย มีทางเลือกในการออมเงินที่ให้ผลตอบแทนดีขึ้น หรือมีผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนถี่ขึ้นกว่ารายครึ่งปี อันอาจช่วยตอบโจทย์การนำดอกผลไปใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ดี ด้วยเงินเฟ้อที่คาดว่าจะมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า 2.5% ในปีหน้าก็ยังทำให้การออมในรูปของเงินฝาก โดยเฉพาะเงินฝากระยะสั้น ยังให้ผลตอบแทนที่ติดลบ ดังนั้น ผู้มีเงินออมที่สามารถรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงอาจพิจารณากระจายการลงทุนไปสินทรัพย์อื่นๆ อาทิ กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือแม้กระทั่งตราสารทุน เพื่อให้ได้ส่วนผสมของพอร์ตการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้น ซึ่งย้ำอีกครั้งว่า การที่จะได้ผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนตามที่คาดหวังได้ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักลงทุนได้ศึกษาและเข้าใจความเสี่ยงและบริบทเฉพาะของสินทรัพย์นั้นๆ อย่างรอบคอบแล้ว สำหรับธนาคารพาณิชย์นั้น ต้องบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวนี้ไปยังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้มากน้อยเพียงใด คงขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ ความพร้อมของลูกค้า และการเติบโตของธุรกิจหลักอย่างเช่นเงินให้สินเชื่อเป็นสำคัญ
United States Latest News, United States Headlines
Similar News:You can also read news stories similar to this one that we have collected from other news sources.
นายกฯ ปลื้ม IMF มองเศรษฐกิจไทยปี 66 โตสวนทางเศรษฐกิจโลก : อินโฟเควสท์น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รับทราบถึงรายงานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.7%ในปี 66 จาก 2.8 %ในปีนี้ พร้อมคาดว่าการว่างงานของไทยจะอยู่ในอัตราต่ำที่สุดในเอเชียแปซิฟิกที่ 1.0% โดยไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่ IMF มองว่าเศรษฐกิจจะยังขยายตัวได้ท่ามกลางการชะลอตัวของทั่วโลกที่เผชิญกับความท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อ และต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งนี้ นางคริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการ IMF เยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมเวทีการประชุมผู้นำเอเปค เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่ง IMF เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเอเปคส่วนใหญ่กำลังชะลอตัวลง และอย่างน้อย 1 ใน 3 ของโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้จีดีพีทั่วโลกในปี 66 จะขยายตัวได้ 2.7% ชะลอลงจาก 3.2% ในปี 65 นายกรัฐมนตรี ยินดีกับผลการประเมินของ IMF และเห็นว่าความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลมีผลสำคัญอย่างยิ่งต่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยขององค์กรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนับแต่สามารถจัดการกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ให้อยู่ภายใต้การควบคุมได้ รัฐบาลได้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะการเตรียมภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ แรงงานจำนวนมากให้พร้อมรับนักท่องเที่ยว …
Read more »
TKN พุ่ง 12.56% รับแนวโน้มยอดขาย Q4/65 ฟื้นทั้งใน-ตปท., คาดรายได้ปี 66 โตต่อ : อินโฟเควสท์TKN ราคาพุ่ง 12.56% หรือเพิ่มขึ้น 1.25 บาท มาที่ 11.20 บาท มูลค่าซื้อขาย 389.25 ล้านบาท เมื่อเวลา 11.16 น. จากราคาเปิด 10.00 บาท ราคาสูงสุด 11.70 บาท ราคาต่ำสุด 10.00 บาท น.ส.สุรีย์พร ทีวะสุเวทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินีนเซีย ไซรัส กล่าวว่า ราคาหุ้นของบมจ.เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) ที่ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากวันนี้ มองว่ากำไรได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และยอดขายในประเทศและจีนก็เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งน่าจะดีต่อเนื่องไปในไตรมาส 4/65 ทำให้คาดว่ารายได้ทั้งปีนี้น่าจะกลับมาเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับปี 66 TKN เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีนี้ โดยจะได้ปัจจัยหนุนจากประเทศจีน ที่คาดว่าจะเห็นการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หรือมีการเปิดประเทศได้ในปีหน้า ส่งผลให้ยอดขายกลับมาดูดีขึ้น และคาดหวังนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้ามาในประเทศไทย หนุนยอดขายในประเทศโตมากขึ้นด้วย ขณะเดียวกันต้นทุนต่างๆ ก็เริ่มปรับตัวลง …
Read more »
‘สภาพัฒน์’ เผยจีดีพีไตรมาส3โต 4.5% คาดปี 66 อยู่ที่ 3-4%‘สภาพัฒน์’เปิดตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/65 ขยายตัว 4.5% คาดทั้งปี65 ไว้ที่ 3.2% ส่วนจีดีพีปี 66 อยู่ที่ 3-4% ค่ากลาง 3.5% คาดนักท่องเที่ยวปีนี้พุ่ง 10.2 ล้านคน ส่วนปีหน้า 23.5 ล้านคน
Read more »
เงินบาทจ่อชะงัก หลังพุ่ง 6% เหตุขาดนักท่องเที่ยวจีน : อินโฟเควสท์การพุ่งขึ้นของค่าเงินบาทไทยอาจมาถึงจุดสิ้นสุด หากไร้ปัจจัยหนุนใหม่ ๆ เช่น การหวนคืนมาของนักท่องเที่ยวจีน หลังจากเครื่องบ่งชี้ทางเทคนิคแสดงให้เห็นว่า เงินบาทถูกเทขายมากจนเกินไป ทั้งนี้ เงินบาทพุ่ง 6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เงินบาทกลายเป็นสกุลเงินที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับสองในเอเชีย หลังจีนผ่อนปรนการบังคับใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และนักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า GDP ไตรมาส 3/2565 ของไทยขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 4 ปี สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากตัวบ่งชี้ Slow Stochastics ว่า การปรับตัวขึ้นของค่าเงินบาททำให้สกุลเงินดังกล่าวหลุดพ้นจากการเผชิญแรงเทขายมากเกินไป สู่การมีแรงซื้อมากเกินไปเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน นอกจากนี้ แนวต้านที่ค่าเฉลี่ย 200 วัน และที่ระดับสูงสุดเมื่อเดือนส.ค.ที่ 35.057 บาทต่อดอลลาร์บ่งชี้ว่า เงินบาทจะชะลอการปรับขึ้น “มูลค่าเงินบาทค่อนข้างมีความชัดเจนในแบบจำลองของผม ดังนั้นหากไม่มีการเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐในปริมาณมาก และความต้องการเสี่ยงที่มากยิ่งขึ้นในระดับโลก หรือข่าวดีเรื่องจีนเปิดเศรษฐกิจ ก็ยิ่งมีความชัดเจนมากขึ้น โดยค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวที่กรอบ 35.12 – 36.40 บาทต่อดอลลาร์” นายกาลวิน เชีย …
Read more »
TOP คาดผลงานปี 66 ฟื้นตัว หลังไร้แผนปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น-ดีมานด์เพิ่มสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 พ.ย. 65 13:18 น.   TOP คาดผลงานปี 66 ฟื้นตัว หลังไม่มีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ท่ามกลางความต้องการน้ำมัน-ปิโตรเคมี ปรับ...
Read more »
'โกลด์แมนแซคส์' หั่นคาดการณ์ศก.อินเดียปี 66 หลังแรงหนุนจากการเปิดปท.ลดลง : อินโฟเควสท์โกลด์แมน แซคส์ ปรับลดคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจอินเดียในปี 2566 โดยระบุว่าอุปสงค์ผู้บริโภคได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และปัจจัยหนุนจากการที่อินเดียกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งหลังช่วงโควิด-19 นั้น เริ่มลดน้อยลง ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ที่นำโดยแอนดรูว์ ทิลตัน รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มขยายตัว 5.9% ในปี 2566 ลดลงจากคาดการณ์เดิมระดับ 6.9% รายงานระบุว่า “อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียมีแนวโน้มจะชะลอตัวในครึ่งแรกของปี 2566 เนื่องจากแรงหนุนจากการเปิดเศรษฐกิจเริ่มลดน้อยลง และการดำเนินนโยบายคุมเข้มด้านการเงินได้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ ส่วนในครึ่งหลังของปีนั้น เศรษฐกิจอินเดียมีแนวโน้มขยายตัวรวดเร็วขึ้นตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่การส่งออกสุทธิมีแนวโน้มลดลง และวงจรการลงทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น” สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อินเดียซึ่งผ่านพ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และกลับมาทวงตำแหน่งประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัวเร็วที่สุดในปีงบการเงินที่สิ้นสุดในเดือนมี.ค.ปีนี้ กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่การใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จนถึงปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลด้านการคลังและการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น ทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์กล่าวว่า สกุลเงินรูปีเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค แม้จะอ่อนค่าอยู่บ้างเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของอินเดียจะชะลอตัวสู่ระดับ 6.1% ในปี 2566 จากคาดการณ์เดิมที่ 6.8% ในปีนี้ โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ย. 65) FacebookTwitterLine
Read more »
